Home Trending Story Trend ในประเทศ ศิลปะขอมโบราณ มรดกร่วมกันแห่งดินแดนอุษาคเนย์

ศิลปะขอมโบราณ มรดกร่วมกันแห่งดินแดนอุษาคเนย์

ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่นักล่าอาณานิคมในอดีต เรียกว่า “ตะวันออกไกล” นั้นคือ แผ่นดินที่เคยรวมเป็นผืนเดียวกันอันหมายถึง พม่า ลาว กัมพูชา เวียดนาม ไทย มาเลเซีย สิงค์โปร์ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และติมอร์ เลสเต ทั้งหมดนี้เคยเป็นแผ่นดินผืนเดียวกัน ก่อนที่จะถูกธรรมชาติแยกออกเป็นประเทศต่าง ๆ และเผ่าพันธุ์ตามหมู่เกาะก็ประกาศความมีอยู่ของตนเองด้วยการสร้างอาณาจักร หรือประเทศของตนเองขึ้นมา

เมื่อมีการแบ่งพื้นที่ แบ่งทรัพยากร ก็กลายเป็นว่าหลายประเทศที่อยู่ใกล้เคียงกันต้องมาทะเลาะกันเอง เพื่อแย่งชิงศิลปวัฒนธรรม ที่มีต้นกำเนิดมาจากรากเดียวกัน จะผิดแผกแตกต่างกันไปบ้าง ก็ตามจริตของชนเผ่าที่รับเอาศิลปวัฒนธรรมนั้นไปดัดแปลงเป็นของตนเอง

หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ได้บันทึกเอาไว้ในหนังสือ “ถกเขมร” อย่างน่าสนใจถึงขอมโบราณว่า “เขมรก็เป็นเขมร ไทยก็เป็นไทย และขอมก็เป็นขอม เป็นคนอีกชาติหนึ่งเผ่าหนึ่งที่เคยปกครองทั้งเมืองไทยและเมืองเขมรแต่บัดนี้สาบสูญไปแล้ว แต่ยังคงทิ้งวัฒนธรรมบางอย่างไว้ให้แก่ทั้งไทยและเขมรปัจจุบัน”

ความคิดเห็นดังกล่าวทำให้เห็นว่า คนในภูมิภาคนี้ล้วนแล้วมีต้นแบบศิลปะวัฒนธรรมที่มาจากรากเดียวกัน และบรรทัดต่อจากนี้มาลองดูกันว่า “ศิลปะขอมโบราณ” ที่เราคุ้นกันในชื่อของ “นครวัด” สิ่งมหัศจรรย์หนึ่งในเจ็ดของโลก จนถึงขนาดมีคำกล่าวว่า “See Angkor Wat and die” และนครธม เมืองหลวงสุดท้ายของอาณาจักรขอมนั้น นับเป็นศิลปะที่ได้รับแรงบันดาลใจมากจากอาณาจักรที่มีอิทธิพลมากที่สุดในยุคนั้น อย่าง “อาณาจักรศรีวิชัย”

ขอมโบราณเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรศรีวิชัย

หลักฐานทางโบราณคดีของการมีอยู่ของอาณาจักรศรีวิชัย ถูกค้นพบเมื่อปี พุทธศักราช 2461 บริเวณเชิงเขาศรีวิชัย อ.พุนพิน จ.สุราษฎร์ธานี นับเป็นการยืนยันว่า อาณาจักรที่ได้ชื่อว่าเป็นรากขอคนในภูมิภาคอุษาคเนย์นั้นมีอยู่จริง และ เป็นอาณาจักรจากเกาะชวาที่สามารถแพร่กระจายอำนาจมายังดินแดนกัมพูชาและไทยบางส่วนในเวลานั้น

โดยปฐมบรมกษัตริย์ของอาณาจักรขอมทรงพระนามว่า “ไชยวรมัน” มีพระขรรค์เป็นเครื่องหมายแห่งพระราชอำนาจ และได้ทรงนำลัทธิ “ไศเลนทร์” หรือการปกครองที่พระมหากษัตริย์เปรียบเสมือนเทวราชา และลัทธินี้ได้ทำให้เกิดสิ่งก่อสร้างเป็นศิลปะที่ถูกเรียกว่า ศิลปะขอมโบราณ ที่เราคุ้นในชื่อของ นครวัด นครธม รวมไปถึงปราสาทพนมรุ้ง ใน จ.บุรีรัมย์ ของไทย

ลัทธิไศเลนทร์ เมื่อพระเจ้าแผ่นดินเป็นเทวราชา

ในหนังสือ “ถกเขมร” ของม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช นั้นได้อธิบายถึงลัทธิไศเลนทร์เอาไว้ว่า “ลัทธินี้ได้ทำให้เกิดสิ่งก่อสร้างอันมหึมาต่าง ๆ ที่เราได้ห็น เพราะเมื่อพระเจ้าแผ่นดินเป็น “ไศเลนทร์” พระเจ้าแผ่นดินองค์นั้นก็คือ องค์พระอิศวรหรือ พระศิวะ ผู้สิงสถิตอยู่บนยอดเขาพระสุเมรุ….เมื่อสร้างเมืองใหม่ขึ้นที่ไหนก็ต้องสร้างเขาพระสุเมรุขึ้นที่นั่น”

ด้วยประการดังกล่าวเราเลยได้เห็น “เขาพระสุเมรุ” ในลักษณะของนครวัด ที่เป็นเทวาลัยประจำแผ่นดิน และเป็นสุสานของพระมหากษัตริย์ ในขณะที่นครธม เมืองหลวงแห่งสุดท้ายของอาณาจักรขอม ซึ่งถูกสร้างโดยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 โดยมีปราสาทบายนอยู่ใจกลางนครธม และนับเป็นช่วงสุดท้ายของ ศิลปะแบบขอม ที่ต่อมาก็เสื่อมอำนาจลงและถูกอาณาจักรแห่งใหม่ในดินแดนแถบนี้เข้ายึดครอง จากนั้นก็มีการผสมผสานให้ศิลปะขอมโบราณเข้ากับอาณาจักรที่ก่อตั้งใหม่อย่างอยุธยา ต่อมาดินแดนที่เคยเป็นขอมโบราณ ก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรอยุธยานานเกือบสี่ร้อยปี

อุษาคเนย์ ดินแดนที่มีรากศิลปวัฒนธรรมเดียวกัน

อันที่จริงแล้ว “ศิลปวัฒนธรรมขอมโบราณ” นั้นไม่ได้มีอยู่แต่ในกัมพูชาเท่านั้น แต่ปราสาทที่มีศิลปะขอมโบราณ ในเมืองไทยก็ปรากฎให้เห็นอยู่หลายที่ ดังเช่น ปราสาทพนมวัน และปราสาทหินพิมาย ที่ จ.นครราชสีมา ปราสาทกู่สวนแตง ปราสาทพนมรุ้ง และปราสาทเมืองต่ำ ที่ จ.บุรีรัมย์

ปราสาทตาเมือนธม ปราสาทบ้านพลวง และปราสาทศีขรภูมิ ที่ จ.สุรินทร์ ปราสาทสระกำแพงใหญ่ ที่ จ.ศรีสะเกษ ปราสาทกู่กาสิงห์ ที่ จ.ร้อยเอ็ด ปราสาทสด็อกก็อกธม ที่ จ.สระแก้ว โดยรูปแบบและแผนผังของปราสาทในช่วงระยะเวลานี้ มีระเบียบแบบแผนเดียวกับปราสาทในกัมพูชา สมัยเมืองพระนครของอาณาจักรขอมโบราณ

ทั้งหมดนี้ เป็นข้อมูลโดยคร่าว ๆ เพื่อทำให้เข้าใจว่า ศิลปวัฒนธรรมในภูมิภาคนี้ล้วนแล้วแต่มีต้นกำเนิดเดียวกัน หากผู้คนและกาลเวลาได้ปรับเปลี่ยนให้เข้ากับจารีตและวัฒนธรรมตามยุคสมัย

ดังนั้น จึงไม่มีประโยชน์ที่จะไปบอกว่านี่เป็นวัฒนธรรมของฉัน หรือนั่นเป็นศิลปะของเธอ เพราะท้ายที่สุดแล้วล้วนมีรากมาจากที่เดียวกัน