Home Uncategorized VAR = ความยุติธรรม (ตอนจบ)

VAR = ความยุติธรรม (ตอนจบ)

ใครที่เป็นคอบอลในระดับแฟนพันธุ์แท้ คงรู้สึกหงุดหงิดใจกับการตัดสินของกรรมการในบางแมทช์ ยิ่งถ้าเป็นคนที่รักความยุติธรรมอาจถึงกับทนไม่ได้กับดุลยพินิจของกรรมการบางคน ยังไม่ต้องพูดถึงแฟนบอลระดับสตั๊ดติดปลายนวมหรือบรรดานักพนันทั้งหลาย ที่มักระเบิดอารมณ์กับลีลาของกรรมการในบางเกม

เพราะการตัดสินการแข่งขันฟุตบอลที่ใช้ดุลยพินิจของมนุษย์นั้น แน่นอนว่า แม้จะมีกฎกติกาซึ่งได้ประกาศออกไปเป็นที่เข้าใจกันทั่วโลกรองรับ ทว่า ทุกกฎเกณฑ์ กฎระเบียบ และแม้กระทั่งกฎหมาย ยังมีช่องว่างให้ปัจจัยต่างๆ สอดแทรกเข้าไป ยังไม่นับช่องโหว่ของข้อกฎหมายที่ต้องอาศัยการตีความตามมา ฯลฯ

จะว่าไป ช่องโหว่ของการตัดสินเกมฟุตบอล ก็เหมือนกับกฎกติกาหลายอย่างในหลายวงการ เพราะในบางครั้งรายละเอียดหรือช่องว่างเพียงเล็กน้อย กลับถูกตีความหรือใช้ดุลยพินิจตัดสินเรื่องราวไปคนละทิศคนละทาง จากหน้ามือเป็นหลังมือ จากคนผิดเป็นคนถูก จากคนถูกเป็นคนผิด กันไปเป็นคนละเรื่อง

ปัญหาการตัดสินฟุตบอลในรอบหลายสิบปีที่ผ่านมา ส่วนใหญ่เป็นเรื่องของช่องว่างทางกติกาที่ไม่สามารถชี้ชัดหรือตีความได้อย่าเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในวินาทีชี้เป็นชี้ตายในสนาม จึงต้องอาศัยดุลยพินิจของกรรมการในสนามเป็นผู้ตัดสินคดีความในพื้นที่เพียงอย่างเดียว ดังนั้น กรุณาอย่าถามถึงความยุติธรรมที่เกิดขึ้น

ประเด็นที่พบบ่อยระหว่างเกมการแข่งขันฟุตบอลที่เป็นปัญหาคาบลูกคาบดอก หรือถ้าเป็นภาษาลูกหนังขนานแท้ก็คงต้องเปรียบเทียบกับลูกกึ่งยิงกึ่งผ่าน ในบรรดาปัญหาการตัดสินฟุตบอลที่ฉวยใช้ช่องโหว่ของกฎกติกามาอยู่ที่การตัดสินใจหรือดุลยพินิจของผู้ตัดสินก็มีตั้งแต่ล้ำหน้า เตะมุม ฟาวล์ เหลือง แดง เข้า-ไม่เข้า

และแล้ว ในปี ค.ศ. 2014 การแข่งขันฟุตบอลโลกที่ประเทศบราซิล FIFA หรือสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ ก็อดรนทนคำเรียกร้องอย่างรุนแรง แปลเป็นไทยก็คือ คำด่า ไม่ไหวอีกต่อไป FIFA จึงได้ทำการ Start-up หรือริเริ่มประเดิมใช้นวัตกรรม Goal-line หรือการใช้เทคโนโลยีกล้องหลายตัวที่ติดตั้งบริเวณประตูฟุตบอล

นอกจากกล้องที่ใช้จับภาพแล้ว ยังมีเทคโนโลยีเซนเซอร์เอาไว้คอยดักความเคลื่อนไหวของลูกฟุตบอล ว่าข้ามเส้นประตูในขอบเขตที่กำหนดหรือไม่ อย่างไรก็ดี แม้ว่า Goal-line จะมีประสิทธิภาพเพียงไร แต่องค์กรล้าหลังอย่าง FIFA กลับไม่เดินหน้าใช้ Goal-line ต่อหลังจบฟุตบอลโลก 2014 ที่ประเทศบราซิล

และแม้ว่าเทคโนโลยี Goal-line จะเกิดขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาช่องโหว่ของกติกาฟุตบอลในกรณีลูกเข้าหรือไม่เข้าประตูเพียงประเด็นเดียว แต่ก็ยังดีกว่าไม่มีนวัตกรรมอะไรมาช่วยอุดช่องว่างในกฎเกณฑ์ลูกหนังเลย ทั้งๆ ที่ปัจจุบัน โลกของเราเข้าสู่ยุค 4.0 มาแล้วอย่างเต็มตัวก็ตาม แต่แล้ว ล่าสุด เดเอฟเบ ได้ขยับ

เดเอฟเบ หรือ สหพันธ์ฟุตบอลเยอรมัน ได้ริเริ่มเทคโนโลยีใหม่ ที่มีชื่อว่า Video-Assistant Referee หรือที่เรียกกันย่อๆ ว่า VAR เข้ามาเพื่อช่วยให้การตัดสินฟุตบอลมีความโปร่งใส เป็นจุดริเริ่มในการค่อยๆ ยกเลิกระบบดุลยพินิจที่กัดเซาะและค่อยๆ บ่อนทำลายความนิยมในเกมลูกหนังให้ลดลงทีละน้อย โดยที่ไม่รู้ตัว

สหพันธ์ฟุตบอลเยอรมัน ได้ประกาศใช้ VAR ในฟุตบอลลีกเยอรมนี หรือบุนเดสลีกา โดย VAR สามารถนำมาใช้ใน 4 สถานการณ์ คือ จังหวะการยิงประตู เหตุการณ์ในกรอบเขตโทษ โดยเฉพาะลูกจุดโทษ, การแจกใบแดงย้อนหลังในเหตุการณ์ที่ผู้ตัดสินมองไม่เห็น และกรณีผู้ตัดสินแจกใบเหลืองใบแดงผิดพลาด

โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับ World Cup 2018 ที่กำลังรอโม่แข้งในรอบชิงแชมป์กันอย่างเมามัน

VAR จึงถือเป็นการกลับมา Start-up อีกครั้งของ FIFA เพื่อต่ออายุความนิยมในเกมฟุตบอลของ FIFA ต่อไปท่ามกลางความเสื่อมถอยที่กำลังเกิดขึ้นทีละน้อย เหนือสิ่งอื่นใด VAR เปรียบเสมือนเปาบุ้นจิ้น 4.0 ที่เกิดขึ้นมาเพื่อผดุงความยุติธรรม ล้มกระดานดุลพินิจจอมปลอมที่สร้างปัญหาให้กับวงการฟุตบอล

VAR = ความยุติธรรม (ตอนแรก)