คุยกับ ดร.จักรกฤษณ์ สิริริน : อาชีพนักเขียนไม่มีวันตาย

“อาชีพนักเขียน” เป็นอีกหนึ่งในอาชีพที่มีมาแล้วอย่างยาวนาน การถ่ายทอดเรื่องราวต่าง ๆ ให้ออกมาเป็นตัวหนังสือผ่านบทความในหน้าหนังสือพิมพ์ หรือผ่านคอลัมน์ในนิตยสาร สมัยก่อนถือว่าได้รับความนิยมอย่างมาก แต่ในปัจจุบันคนเริ่มอ่านหนังสือน้อยลง เนื่องจากเทคโนโลยีและสื่อโซเชียลมีเดีย ที่เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของมนุษย์มากขึ้น ผู้คนจึงเลือกหันไปเสพข่าวจากอินเทอร์เน็ตแทน เพราะสะดวกรวดเร็วและประหยัดค่าใช้จ่าย

แต่รู้หรือไม่ว่าตราบใดที่นักเขียนยังคงพัฒนาศักยภาพตัวเองอยู่เสมอ และคิดสร้างสรรค์ประเด็นหัวข้อใหม่ ๆ มานำเสนอผ่านตัวหนังสือให้น่าสนใจได้ อาชีพนักเขียนก็ยังคงเป็นอาชีพที่ไม่มีวันตายเช่นกัน … วันนี้ Tonkit360 จะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับ ดร.จักรกฤษณ์ สิริริน” หรือ “คุณหนึ่ง” นักเขียนมืออาชีพ เจ้าของนามปากกา นกป่า อุษาคเณย์ และ ประภาคาร ซึ่งมีผลงานคอลัมน์อยู่ในหนังสือพิมพ์คมชัดลึก และเจ้าของบทความ แบกเป้ไปดูบอลโลกที่รัสเซียแบบไม่ง้อทัวร์ ใน www.tonkit360.com ไปฟังถึงจุดเริ่มต้นของการมาเป็นนักเขียนของคุณหนึ่งกันว่ามีที่มาจากอะไร และการเป็นนักเขียนหรือบรรณาธิการในสมัยนี้มีความยากง่ายอย่างไรบ้าง

จุดเริ่มต้นของการเป็นนักเขียน

คุณหนึ่ง : เริ่มจากปี 2540 ผมเรียนจบปริญญาโทพอดี แล้วก็ได้ไปสมัครงานที่หนังสือพิมพ์ผู้จัดการในตำแหน่งเว็บมาสเตอร์ ตอนนั้นทำหน้าที่ดูแลเว็บไซต์ manager.co.th ในยุคแรก ๆ เลย ก็ดูแลทั้งเทคนิคด้าน Database อัพเดตเฉพาะรูปภาพและข่าว เพราะว่าตอนนั้นวีดีโอยังไม่มี อัพเดตคอนเทนท์ต่าง ๆ โดยการเอาข่าวจากหนังสือพิมพ์มาลงในเว็บไซต์เป็นหลัก กระทั่งมีอยู่ช่วงหนึ่งที่คุณสนธิ ลิ้มทองกุล (ผู้ก่อตั้งและเจ้าของหนังสือพิมพ์ในเครือผู้จัดการ) บอกว่าคนดูแลเว็บไซต์ข่าวก็ควรจะต้องรู้เรื่องการทำข่าวด้วย ผมจึงขอพี่สมพงษ์ สุวรรณจิตกุล เขียนคอลัมน์วิจารณ์หนัง และไปขอพี่บัญชา อ่อนดี เป็นนักข่าวสายวรรณกรรม จึงทำให้ผมมีคอลัมน์มีพื้นที่ในการเขียน เลยกลายเป็นว่าได้อาชีพใหม่ขึ้นมา จากดูแลไอทีก็มาทำสายสื่อมวลชนแล้วก็เป็นนักเขียน แล้วทีนี้ทางพี่แคน สาริกา บรรณาธิการนิตยสารเนชั่นสุดสัปดาห์ เห็นศักยภาพในการเขียนของผม ก็เลยชักชวนให้มาเขียนที่เนชั่นครับ ส่วนผลงานที่ผ่านมาของผมก็เขียนให้กับหลายที่ ตั้งแต่บางกอกทูเดย์ นิตยสาร cute และปัจจุบันผมก็ยังเขียนคอลัมน์อยู่กับเครือเนชั่นครับ นั่นก็คือ หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

เส้นทางการเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย

คุณหนึ่ง : ส่วนเส้นทางการเป็นอาจารย์ของผม เริ่มต้นจากช่วงฟองสบู่แตกครับ ตอนนั้นจะมีโครงการหนึ่งจากญี่ปุ่นที่เข้ามาสนับสนุนเศรษฐกิจไทย ก็คือโครงการมิยาซาวา เป็นโครงการที่ให้ทุนแก่ผู้ประกอบการรายย่อย หรือประชาชนที่สนใจฝึกประสบการณ์วิชาชีพทางด้านไอที แล้วอาจารย์พงศ์พงา พงศ์สุวรรณ ได้มาชักชวนให้ผมไปสอน ผมจึงได้เป็นอาจารย์ฝึกสอน ที่วิทยาลัยนวัตกรรมอุดมศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และผมก็พัฒนามาเรื่อย ๆ จนได้มาสอนภาคค่ำ เป็นอาจารย์พิเศษที่มหาวิทยาลัยรัตนบัณฑิต จากนั้นผมก็ไปเรียนต่อปริญญาเอก และได้ไปสอนที่มหาวิทยาลัยราชพฤกษ์ และธุรกิจบัณฑิตย์ ซึ่งปัจจุบันนี้ผมก็ยังสอนอยู่ที่นี่ครับ

ความประทับใจในสายงานการเป็นอาจารย์

คุณหนึ่ง : สำหรับอาชีพการเป็นอาจารย์ที่ได้เจอกับเด็กนักเรียน เป็นอะไรที่ผมรู้สึกว่าเราไม่ต้องไปแข่งขันกันในบริษัท ไม่ต้องไปชิงดีชิงเด่นกันในองค์กร แต่เราได้สอนเด็กนักเรียน ที่เปรียบเหมือนเป็นการพัฒนาและสร้างทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งเวลาที่อยู่กับเด็ก ๆ ผมไม่รู้สึกกดดันก็เลยชอบงานสอนหนังสือครับ อีกส่วนหนึ่งก็คือการเป็นอาจารย์ทำให้มีผลงานทางด้านวิชาการด้วย เช่น บทความใหม่ ๆ งานวิจัยใหม่ ๆ ซึ่งอาจจะเป็นประเด็นที่สามารถช่วยเหลือสังคมได้บ้าง หรือต่อยอดความรู้ให้กับนิสิตนักศึกษาครับ

ความยากง่ายในการเป็น บรรณาธิการเว็บไซต์, นิตยสาร, หนังสือเล่ม

คุณหนึ่ง : บรรณาธิการเว็บไซต์ของผู้จัดการอย่างที่เล่าไป อันนี้สำหรับผมไม่ค่อยยากเท่าไหร่ เพราะว่าสมัยก่อนมันไม่ได้แข่งขันกันเหมือนในสมัยนี้ สมัยก่อนก็จะเพียงแค่เอาข้อมูลจากหนังสือพิมพ์มาลงซ้ำ ยกตัวอย่าง คอนเทนท์แห้ง ๆ อาจจะมีภาพสีเพิ่มเข้ามานิดหน่อย แต่สำหรับวีดีโอตอนนั้นยังไม่มีมากเท่าไหร่ ด้วยระบบสตริมมิ่งมันยังไม่ก้าวหน้า ฉะนั้นผมเลยคิดว่าบทบาทการเป็นบรรณาธิการ สำหรับคนรุ่นใหม่น่าจะท้าทายและยากกว่า เพราะมีทั้งโซเชียลมีเดีย วีดีโอสตริมมิ่ง มีการแข่งขันในเรื่องของกราฟฟิค เทคนิคต่าง ๆ ที่สูงมาก

การเป็นบรรณาธิการนิตยสาร จะมีทั้งความยากและง่ายอยู่ เพราะนิตยสารจะแยกออกเป็นแบบรายวัน รายปักษ์ และรายสัปดาห์ ซึ่งหนังสือพิมพ์รายวันเป็นตัวอย่างที่ดี คือข้อมูลข่าวมีวันต่อวัน เช่น ข่าวมีตอนเย็นเมื่อวานเราก็ทำออกตอนเช้าอีกวันได้เลย แต่นิตยสารรายสัปดาห์มันทำยาก เพราะว่าต้องคาดเดาเหตุการณ์อีก 7 วันข้างหน้าว่าจะเป็นยังไง ตรงนี้เขาจะเรียกกันว่า ข่าวล่วงหน้าหรือข่าวคาดการณ์ ส่วนนิตยสารรายปักษ์ยิ่งยากเข้าไปใหญ่ เพราะต้องคาดการณ์ล่วงหน้าไว้ 15 วัน ฉะนั้นเราก็ต้องมีวิธีการคิดด้วยการไปดักประเด็นข่าว แต่งานหนักของการเป็นบรรณาธิการนิตยสาร จริง ๆ คือการไปหาคอลัมนิสต์ ที่มีความโดดเด่นแตกต่างจากนิตยสารอื่น ตรงนี้ก็เป็นสิ่งที่ท้าทายเหมือนกัน

บรรณาธิการหนังสือเล่ม หรือ Pocketbook เป็นศาสตร์เป็นการทำงานอีกแบบหนึ่งเลย และที่สำคัญตลาด Pocketbook แข่งกันค่อนข้างรุนแรง ยกตัวอย่างสมัยก่อนก็จะมีซีไรต์ที่ขายดี หรือไม่ก็จะเป็นหนังสือพวก How To หนังสือเล่นหุ้น หนังสือเพื่อสุขภาพ หนังสือกระแส หนังสือคนดังเขียน เพราะฉะนั้นการเป็นบรรณาธิการหนังสือเล่มต้องระดมความคิดว่าจะทำยังไง ให้หนังสือของตัวเองไปแข่งขันในตลาดได้ ก็เลยเป็นเรื่องที่ยากมาก ๆ อีกอย่างคือต้องจับกลุ่มเป้าหมายให้ได้ชัดเจน

ที่มานามปากกา “นกป่า อุษาคเณย์” และ “ประภาคาร”

คุณหนึ่ง : นามปากกานกป่า อุษาคเณย์ เกิดขึ้นมาได้ 20 ปีแล้วครับ ส่วนที่มามาจากวรรณกรรมเรื่องเจ้าชายน้อย เนื้อเรื่องจะเล่าถึงการเดินทางของเจ้าชายจากดาวดวงหนึ่ง ซึ่งเกิดเข้าใจผิดกับดอกกุหลาบผู้หยิ่งจองหอง ดอกกุหลาบเพียงดอกเดียวที่เขาเป็นเจ้าของบนดาวดวงเล็ก ๆ เจ้าชายน้อยจึงหนีมาพร้อมการอพยพของประดานกป่า ก็เลยเป็นสัญลักษณ์ที่สื่อให้เห็นว่านามปากกานี้ จะสามารถสร้างอิสระทางความคิดได้ ส่วนนามปากกาประภาคาร เกิดขึ้นตอนที่ผมทำอยู่หนังสือพิมพ์ผู้จัดการในเซ็กชั่นวรรณกรรม เป็นนามปากกาที่ผมใช้สำรวจเรื่องสั้นและบทกวีตามสื่อสิ่งพิมพ์ในแต่ละสัปดาห์ หน้าที่ของนามปากกาประภาคาร ก็คือรวบรวมว่ามีเรื่องสั้นเรื่องไหนบ้างที่ได้ลงหนังสือดัง ๆ เช่น มติชน สยามรัฐ ขวัญเรือน แม้กระทั่งในขายหัวเราะ หรือต่วยตูน ก็จะมาพูดถึงมาตราฐานในการเขียนแล้วก็ให้ดาว ปัจจุบันผมก็เอานามปากกาประภาคารมาใช้อีกครั้งในหนังสือพิมพ์คมชัดลึก แต่เป็นการวิจารณ์หนังสือครับ

คิดอย่างไรกับประโยคที่ว่า “ทุกวันนี้ไม่มีใครอ่านหนังสือกันแล้ว”

คุณหนึ่ง : ย้อนกลับไปดูงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ในเดือนเมษายนหรือเดือนตุลาคม ที่ศูนย์ประชุมสิริกิติ์ เราจะเห็นว่าแฟนหนังสือเยอะมากเพราะว่าหนังสือมันลดราคา อันนี้เลยเป็นปัญหาหนึ่งเลยที่ผมคิดว่า หนังสือที่ขายตามร้านทั่วไปก่อนจะถึงงานสัปดาห์หนังสือ ราคามันแพงเกินไปรึเปล่า เพราะถ้ามันถูกลดกว่าเดิมนิดหน่อย หรือมีราคาที่ใกล้เคียงกับงานสัปดาห์หนังสือ ผมก็เชื่อว่ายังมีคนที่จะไปซื้อหนังสือมาอ่านเยอะเหมือนเดิม แต่ที่ทุกวันนี้คนอ่านหนังสือน้อยลงอาจจะเป็นเพราะราคาแพง เศรษฐกิจไม่ดี หรืออยากประหยัดก็ได้ และอีกอย่างหนึ่งที่เรารู้กันอยู่แล้วว่า ทำไมคนไทยไม่ค่อยอ่านหนังสือกันแล้ว เพราะด้วยเทคโนโลยี 4.0 โซเชียลมีเดียต่าง ๆ ที่เข้ามามีบทบาทมากขึ้น ทำให้คนเริ่มรู้สึกว่าการรออ่านจากหนังสือมันช้าไป ไม่รวดเร็วเหมือนในอินเทอร์เน็ต ก็เลยทำให้คนถอยห่างจากหนังสือไป

ฝากถึงคนรุ่นใหม่ที่จะเข้ามาเป็นนักเขียนหรือบรรณาธิการ

คุณหนึ่ง : คนรุ่นใหม่ที่อยากจะมาเป็นนักเขียนหรือบรรณาธิการ ผมว่าพวกเขามีความโชคดีอยู่อย่างหนึ่งคือ เกิดในยุคที่การแสวงหาความรู้ทำได้ง่าย แต่จะว่าโชคร้ายด้วยไหมอันนี้ก็เป็นยุคสมัยของเขาคือ หัวข้อต่าง ๆ ประเด็นต่าง ๆ ถูกคนรุ่นเก่าเขียนไปหมดแล้ว แต่คนรุ่นใหม่ก็จะมีความท้าทายความสามารถตรงที่ การคิดสร้างสรรค์หัวข้อใหม่ ๆ หรือวิเคราะห์สื่อใหม่ ๆ นี้ จะทำได้อย่างไรให้ออกมามีคุณภาพมากกว่าที่คนรุ่นเก่าทำ ถึงอย่างไรก็ดีการหาข้อมูล หาความรู้อะไรต่าง ๆ คนรุ่นใหม่ได้เปรียบคนรุ่นเก่าเป็นร้อยเท่าพันเท่าอยู่แล้ว ฉะนั้นน้อง ๆ รุ่นใหม่ที่จะเข้ามาเป็นนักเขียนหรือบรรณาธิการ ก็ต้องแข่งขันกับตัวเองสูงกว่าเดิมด้วยครับ

ฝากผลงาน

คุณหนึ่ง : ผลงานของผมตอนนี้ก็คือทำ “สำนักพิมพ์หมีคั่วโลก” กับ สอง Paradox ซึ่งเป็นน้องชาย หนังสือที่ออกไปแล้วเป็นหนังสือของผมเองชื่อ “Bonjour CANADA” แต่ตอนนี้ขายหมดไปแล้ว เป็น Best Seller เลยใน B2S ส่วนของสองก็ขายหมดแล้วเหมือนกัน ที่เขาทำเป็นเรื่องสั้นแนว Sci-Fi คือเขาเขียนเป็นบันทึกเดินทางไปทัวร์คอนเสิร์ต แต่จินตนาการว่ารถตู้คือยานอวกาศ เวทีเป็นสงครามอะไรทำนองนั้น ส่วนเล่มต่อไปของผมที่กำลังจะวางจำหน่ายก็คือ “จากบาหลีถึงบอร์เนียว” และของสองที่จะออกมาจำหน่ายไล่ ๆ กันก็คือ “ชีวประวัติสอง Paradox” ก็ขอฝากสำนักพิมพ์หมีคั่วโลกไว้ด้วย ขอบคุณมากครับ