Maria Sharapova_The Point – บทบันทึกความกล้าของ “ชาราโปว่า”

แฟนกีฬาเทนนิสช่วงนี้คงกำลังสนุกสนานกับการชมศึก แกรนด์ สแลม เฟรนช์ โอเพน ที่ฝรั่งเศส ซึ่งมีเหล่าซูเปอร์สตาร์หนุ่ม-สาวทั่วโลก ตบเท้าเข้าร่วมแข่งขันเพื่อช่วงชิงถ้วยรางวัลที่ใฝ่ฝันจะไขว่คว้า รวมถึง มาเรีย ชาราโปว่า นักเทนนิสสาวสวยจากรัสเซีย ที่หมายมั่นหยิบถ้วยแชมป์กลับบ้านเป็นครั้งที่ 3

ใครที่เป็นแฟนคลับของสาวสวยนักหวดอดีตมือ 1 โลกคนนี้ คงทราบกันดีว่าก่อนหน้าเธอเคยเผชิญมรสุมชีวิตเมื่อถูกสหพันธ์เทนนิสนานาชาติ (ไอทีเอฟ) ลงโทษแบน 2 ปีข้อหาใช้สารกระตุ้นเมื่อปี 2016 ซึ่งเรื่องราวชีวิตของเธอช่วงที่ถูกแบนนั้น ถูกบันทึกไว้เรียบร้อยในสารคดีที่ชื่อ Maria Sharapova_The Point

หนังสารคดีภายใต้การดูแลของสอง ผกก. ลิซา แล็กซ์ กับ แนนซี สเติร์น วินเตอร์ส เปิดเรื่องด้วยคำสารภาพของ แชมป์ แกรนด์ สแลม 5 สมัย ที่ออกมายอมรับต่อหน้าสื่อมวลชนว่าเธอไม่ผ่านการตรวจสารกระตุ้นหลังจบการแข่งขัน ออสเตรเลียน โอเพน ปี 2016 อันเนื่องจากใช้ยาที่ชื่อ “เมลโดเนียม” ซึ่งเป็นยารักษาโรคกล้ามเนื้อหัวใจที่เธอใช้มาหลายปี แต่ไม่เคยถูกบรรจุให้เป็นยาต้องห้ามมาก่อน กระทั่ง องค์การต่อต้านสารกระตุ้นโลก (วาด้า) และ ไอทีเอฟ ร่วมกันถกระเบียบการใช้สารกระตุ้นรอบใหม่ ยาที่เธอใช้จึงถูกแบน และถูกลงโทษห้ามลงสนาม 2 ปี

หนังเริ่มต้นได้น่าสนใจเมื่อเปิดด้วยฉากที่ ชาราโปว่า ตั้งโต๊ะแถลงข่าวยอมรับผิดด้วยความบริสุทธิ์ใจ แบบไม่เปิดโอกาสให้สื่อตามไปขุดคุ้ยภายหลังให้เสื่อมเสีย ก่อนเข้าสู่กระบวนการต่อสู้ ยื่นคำร้องต่อศาลกีฬาโลก เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ ก่อนจะได้รับการละเว้นโทษจาก 2 ปี เหลือ 15 เดือน โดยมีกำหนดกลับมาลงสนามแข่งได้อีกครั้งคือเดือนเมษายน ปี 2017 ซึ่งหนังก็จบเรื่องที่ตรงนั้นพอดี

Maria Sharapova_The Point พาไปสำรวจเรื่องราวระหว่างทางที่แฟนคลับอาจไม่เคยรู้มาก่อนว่าช่วงที่ถูกแบนนั้น ชาราโปว่า ทำอะไรบ้าง ซึ่งเธอก็เล่าแบบหมดเปลือกทั้งการต่อสู้คดีใช้ยา และปลีกตัวเองไปเที่ยว พักผ่อน ทำธุรกิจ แต่เหนืออื่นใดความน่าสนใจคือการเปิดเผยถึงการรับมือกับสื่อและทัศนคติต่างๆ ในห้วงเวลาที่ยากลำบากครั้งหนึ่งของการเป็นนักเทนนิสอาชีพ นักหวดหญิงชาวรัสเซียน บอกว่าเธอจะกล่าวโทษ วาด้า ที่อยู่ๆก็นึกเปลี่ยนกฏระเบียบกระทันหัน หรือทีมงานของตัวเองที่ไม่รอบคอบกับการเช็ครายละเอียดเรื่องการใช้ยาให้ถี่ถ้วนก็ได้ แต่เธอเลือกที่จะโทษตัวเอง ยอมรับผิดแต่โดยดี ที่เหลือค่อยไปหาทางต่อสู้กับฝ่ายกฏหมาย เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจว่าเธอไม่มีเจตนา “โด๊ป” อย่างที่สื่อหรือแม้แต่เพื่อนร่วมอาชีพบางคนโจมตี

ดูจากวัตถุดิบ และสารที่มีอยู่ The Point น่าจะขยี้ ขายความเป็นดราม่าชีวิตของ ชาราโปว่า ได้ไม่ยาก แต่น่าเสียดายที่สอง ผกก.หญิง กลับหยิบจับมาเล่าในสไตล์ ฟีล กู๊ด ไปหน่อย โดยหลังจบฟุตเทจที่เธอได้รับการลดหย่อนโทษจากศาล ก็เลือกฉายภาพชีวิตแสนลั้ลลาของเธอทั้งการออกไปเที่ยว, ทำธุรกิจต่างๆ (เมืองนอกยังแซวว่านี่มันสารคดีไท-อินสินค้าของเธอชัดๆ) ทำให้คนดูที่อาจไม่ได้เป็นแฟนคลับของนักเทนนิสหญิงวัย 31 ปีคนนี้ ไม่อินหรือรู้สึกเห็นอกเห็นใจเธอเท่าใดนัก แต่กับแฟนคลับของเธอคงไม่มีปัญหาอะไรราวกับว่ามันถูกผลิตมาเพื่อพวกเขามากกว่า

หากมองมันในแง่สารคดีกีฬา มันอาจไม่ได้ยอดเยี่ยมมาก แต่อย่างน้อย Maria Sharapova_The Point ก็ถือเป็นอีกหนึ่งบทบันทึกความกล้าของผู้หญิงที่ชื่อ มาเรีย ชาราโปว่า ที่น่ายกย่อง เพราะในขณะที่นักกีฬาคนอื่นๆที่ถูกจับได้ว่าใช้สารกระตุ้น พยายามที่จะปกปิดความผิดชนิดว่าถ้าไม่จนมุมก็ไม่ยอมรับ (ยกตัวอย่าง แลนซ์ อาร์มสตรอง ตำนานนักปั่น ตูร์ เดอ ฟรองซ์ ผู้อื้อฉาวนั่นไง) แต่เธอกลับยอมรับต่อหน้าสาธารณชนอย่างกล้าหาญ ซึ่งก็ถือเป็นการลดทอนกระแสต่อต้าน ความเกลียดชังจากแฟนคลับ หรือบุคคลในวงการไปได้พอสมควร

อย่างไรก็ดี สิ่งที่ดีที่สุดของสารคดีเรื่องนี้คือการแสดงให้เห็นว่า ชาราโปว่า ในวัย 31 ปี มีทัศนคติและการรับมือกับเรื่องเลวร้ายที่ดีขึ้น จากเด็กสาววัย 17 ปีที่โด่งดังขึ้นมาจากการคว้า แกรนด์ สแลม วิมเบิลดัน ปี 2004 ยกสถานะเป็นซูเปอร์สตาร์หญิงที่ทำรายได้ในระดับแถวหน้าของวงการกีฬาโลกอย่างรวดเร็ว ถูกมองว่าเป็นคนที่เย็นชากับสื่อหรือกระทั่งเพื่อนร่วมวงการ มาวันนี้เธอเติบโตเป็นนักกีฬาที่มีคุณภาพ รู้จักรับผิดชอบต่อการกระทำของตัวเอง และซื่อสัตย์กับกีฬาที่เธอรักอย่าง เทนนิส มากแค่ไหน เพราะนั่นคือสิ่งที่เธอบอกสื่อเสมอว่ามันคือ “สถานที่ของเธอ” มากกว่าห้องประชุมเรื่องธุรกิจใดๆ