
Fraunhofer Institute for Integrated Circuits ผู้คิดค้นและพัฒนา Platform รูปแบบการจัดเก็บไฟล์ดนตรีชนิด MP3 ได้ประกาศยุติการออกใบอนุญาตสิทธิบัตรงานวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี MP3
เหตุผลก็คือ โลกของเราทุกวันนี้ เทคโนโลยีและนวัตกรรมต่างๆ มีพัฒนาการกันอย่างก้าวกระโดดนั่นเอง
Platform ใด Platform หนึ่ง จะมีสภาพอยู่นิ่งได้ไม่นาน เปรียบได้กับกราฟ S-curve ของผลิตภัณฑ์ไฮเทคทั้งหลายที่พากันสั้นลงเรื่อยๆ
โดยในวันนี้ นวัตกรรมการฟังเพลงซึ่งจะมาแทนที่เทคโนโลยี MP3 ก็คือ Advanced Audio Coding หรือ AAC ซึ่ง Fraunhofer Institute for Integrated Circuits ผู้คิดค้นและพัฒนา MP3 เองนั่นแหละที่เป็นผู้ให้กำเนิด AAC
ปัจจุบัน AAC ถูกใช้มากในวงการธุรกิจ Download เพลง Video Clip บนมือถือ รวมถึงการ Streaming รายการโทรทัศน์หรือรายการวิทยุออนไลน์ผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ต
ซึ่งให้บริการมาแล้วหลายปี
ก่อนหน้าที่ AAC จะมาล้มแชมป์ MP3 นั้น เคยมีความพยายามจากหลายฝ่ายทั้งจากค่ายเพลงที่หันกลับไปคว้าเอา Cassette Tape และแผ่นเสียงหรือ Vinyl กลับมาทำตลาดใหม่ แม้จะประสบความสำเร็จอย่างงดงามกับแผ่นเสียง ทว่า ความนิยมก็ยังพุ่งไม่ถึงขีดสุดดังที่วาดหวัง
กระทั่ง Steve Jobs นายใหญ่ APPLE ผู้ล่วงลับ ก็เคยพยายามผลักดัน iPod ออกมาสู้ แม้ว่าจะประสบความสำเร็จเช่นกัน แต่แล้วชะตากรรมก็ตกอยู่ในระดับเดียวกับ Vinyl คือยังพุ่งไม่ถึงขีดสุด และปัจจุบัน APPLE ก็ปิดสายพานการผลิต iPod ไปแล้วอย่างไม่น่าเชื่อ
ตามมาด้วยนวัตกรรมไฟล์เพลงแบบใหม่ในขณะนั้น ซึ่งถูกค้นคิดและประดิษฐ์ขึ้นภายใต้รหัส SACD หรือ Super Audio CD และ DVD-A หรือ Digital Versatile Disc-Audio
ที่แม้ทั้ง SACD และ DVD-A จะมีคุณภาพเสียงที่ดีกว่า MP3 ซึ่งคุณภาพของพวกมันค่อนข้างโดดออกมาไกลจาก MP3
ทว่า ทั้ง SACD และ DVD-A กลับไม่ได้รับความนิยม เนื่องจากค่ายเพลงทั่วโลกไม่ขานรับ
กระทั่งการทุ่มทุนสร้าง PONO อุปกรณ์การฟังเพลงที่ค่ายเพลงยักษ์ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น UNIVERSAL MUSIC, WARNER MUSIC และ SONY MUSIC (COLUMBIA MUSIC) ให้การขานรับอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง ทว่า ก็ยังดูเหมือนจะม้วนเสื่ออยู่ไกลๆ
หากจะกล่าวถึงเทคโนโลยี MP3 แล้ว จุดเริ่มต้นของมันเกิดขึ้นจากการวิจัยและพัฒนากลวิธีการเข้ารหัสเสียงขึ้นที่มหาวิทยาลัย Friedrich-Alexander of Erlangen-Nuremberg ในช่วงปลายทศวรรษที่ 1980 โดยทีมวิจัย Fraunhofer Institute for Integrated Circuits เป็นแกนนำในการวิจัยและพัฒนาดังกล่าว
ก่อนที่ในเวลาต่อมา Fraunhofer Institute for Integrated Circuits เจ้าของนวัตกรรม MP3 ตัวจริงเสียงจริง จะทำการต่อยอด MP3 ให้มีจุดเด่นในเรื่องของ Format และ Platform ที่มีการบีบอัดข้อมูลให้เหลือเพียง 10% จากไฟล์ต้นฉบับ
ซึ่งถือเป็นนวัตกรรมที่ฮือฮามากในยุคนั้น ก่อนจะเริ่มปล่อยซอฟต์แวร์ให้ผู้ใช้คอมพิวเตอร์ตามบ้านได้ทำการ RIP เพลงจากแผ่น CD แปลงลงมาเป็นไฟล์ MP3
และค่อยๆ ได้รับการยอมรับจากผู้ใช้ไปทั่วโลกในที่สุด
โดยพร้อมกันนั้น Website ที่เป็นชุมชนสำหรับการแลกเปลี่ยนไฟล์เพลงฟรีๆ กันบนอินเทอร์เน็ต อย่าง Napster ได้ถือกำเนิดขึ้น และรับความนิยมอย่างมาก จนกระทั่งถูกฟ้องร้องจนต้องปิดไป
ย้อนกลับไปในช่วงต้นทศวรรษที่ 2000 อันเป็นทศวรรษที่เทคโนโลยี MP3 ถือกำเนิดขึ้นมาในยุค Digital ควบคู่กับความรุ่งเรืองของ Internet
ข้อดีของ Digital และ Internet นั้นมีมากมาย จาระไนกันได้ไม่จบไม่สิ้น หากแต่เมื่อพูดถึงแวดวงดนตรีแล้ว คำว่า Digital และ Internet กลับกลายเป็นของแสลง
เมื่อไฟล์เพลง Digital ในรูปแบบ MP3 ซึ่งแน่นอนว่า เมื่อเสียงเพลงจากแผ่นเสียง จากเทป และจาก CD ถูกแปลงเป็นไฟล์ MP3 มันก็คือไฟล์ไฟล์หนึ่งบนระบบคอมพิวเตอร์ เมื่อเป็นเช่นนี้ MP3 จึงสามารถโยกย้ายถ่ายเทให้กันและกันได้ง่ายบนเครือข่าย Internet
ก่อให้เกิดวลีเทปผี CD เถื่อน มีการ Copy เพลงจากอัลบั้มต่างๆ ของศิลปินที่ปกติจะบรรจุอยู่ใน CD เพลงเพียงแผ่นเดียว ให้มากระจุกกันอยู่ในแผ่น CD ในรูปลักษณ์ไฟล์ MP3 นับสิบอัลบั้มรวมแล้วก็หลายร้อยเพลง
เนื่องจากเทคโนโลยี MP3 เป็นนวัตกรรมการแปลงไฟล์ และบีบอัดไฟล์ เมื่อเพลง 10 Tracks ในอัลบั้มหนึ่งหนึ่งของศิลปิน ถูกบีบอัดเป็นไฟล์ MP3 เมื่อ Copy และ Write ลงแผ่น CD มันจึงสามารถบรรจุชุดเพลงลงไปได้หลายอัลบั้ม
ขณะที่คอเพลงทั่วไปไม่รู้สึกรู้สากับ MP3 แต่พวกหูทองกลับมีปัญหา
อย่างที่กล่าวไป ว่า MP3 เป็นเทคโนโลยีการบีบอัดไฟล์เพลง ดังนั้น เมื่อไฟล์ถูกบีบอัด ความกว้าง ความหนา และความถี่ ซึ่งหมายถึงคุณภาพของเสียงเพลงจึงถูกบีบอัดตามไปด้วยโดยปริยาย
พวกหูทองจึงพยายามผลักดันให้เกิดเทคโนโลยีใหม่ในการปรับปรุงคุณภาพของไฟล์ MP3 เพราะรู้กันเต็มอกทั้งปฐพีว่า คงไม่มีทางที่โลกจะถอยหลังจาก MP3 ไปเป็น MP2 MP1 หรือ MP0 ได้อีกต่อไป เพราะมันฝืนธรรมชาตินั่นเอง






























