Home Trending Story Trend ในประเทศ สวัสดิการแสนดี ชีวิตลูกจ้างก็เก๋ได้

สวัสดิการแสนดี ชีวิตลูกจ้างก็เก๋ได้

ความเชื่อจากอดีตและจนปัจจุบันยังเป็นเช่นนั้นของการเลือกงานที่ทำ คนส่วนใหญ่นั้นมักมองหา หรือ ไม่ก็แสวงหางานข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ หรือการทำงานในองค์กรใหญ่ โดยหวังผลที่สวัสดิการ ที่จะได้ใช้ในช่วงบั้นปลาย แต่สังคมปัจจุบันที่สถานการณ์การจ้างงานที่เปลี่ยนไป การรับข้าราชการประจำเริ่มลดน้อยลง เปลี่ยนมาเป็น “พนักงานข้าราชการ” หรือ ลูกจ้างในระบบอัตราจ้างรายปีซึ่งมีสวัสดิการไม่เท่ากับข้าราชการประจำ

ขณะที่รัฐวิสาหกิจหลายแห่งก็เริ่มแปรรูป และ ใช้วิธีในการจ้าง Out Source เพื่อลดต้นทุนกันมากขึ้น หรือแม้แต่องค์กรใหญ่ในปัจจุบัน ก็เริ่มที่จะลดการรับพนักงานประจำ และ จ่ายงานให้กับ Supplier หรือไม่ก็จ้างฟรีแลนซ์ มาทำงานให้แทนเพื่อลดค่าใช้จ่ายในการดูแลพนักงาน

เช่นนี้แล้ว คนทำงานไม่ว่าจะปกขาว (White Collar) หรือ ปกฟ้า (Blue Collar) ก็จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องวางแผนชีวิตของตนเองในระยะยาว และสิ่งสำคัญคือสวัสดิการที่เราในฐานะลูกจ้างจะต้องได้จากนายจ้าง และ สามารถสร้างได้ด้วยตนเอง ส่วนสวัสดิการในฐานะลูกจ้างมืออาชีพ ที่จะเกษียณได้เก๋ ไม่แพ้ข้าราชการเลยมีอะไรบ้างนั้นมาดูกัน

1. ประกันสังคม

หลายคนที่ไม่เคยอ่านรายละเอียดประกันสังคมให้ดี มักจะคิดว่าเงินอะไรก็ไม่รู้ทำไมต้องถูกหักทุกเดือน แต่แท้จริงแล้ว ประกันสังคมคือ สิทธิพื้นฐานที่ลูกจ้างประจำ หรือ คนที่ทำงานเป็นฟรีแลนซ์ พึงมีเพราะเงินที่ถูกหักทุกเดือน หรือ นำส่งทุกเดือนนั้น หมายถึงเงินที่รับประกันได้ว่าเมื่อคุณเจ็บป่วย ประสบอุบัติเหตุ หรือ ทุพลภาพ หรือแม้กระทั่งเสียชีวิต จะมีเงินช่วยเหลือจากประกันสังคมมาช่วยคุณ

รวมไปถึงการคลอดบุตร สงเคราะห์บุตรรายเดือน แม้จะไม่ใช่เงินจำนวนมาก แต่ก็เป็นการช่วยในบางส่วนซึ่งทำให้คุณได้ลดภาระไปบ้าง ขณะที่วัยเกษียณนั้นคนที่จ่ายประกันสังคมมาโดยตลอดก็มีสิทธิได้รับเงินบำนาญชราภาพ เป็นรายเดือน หรือ เงินบำเหน็จ แบบจ่ายทีเดียวหนึ่งก้อน ซึ่งรายละเอียดทั้งหมดนี้คุณสามารถศึกษาเพิ่มเติมได้จากเว็บไซต์ของสำนักงานประกันสังคม

2. กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund)

กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (provident fund) คือกองทุนที่ลูกจ้างและนายจ้างร่วมกันจัดตั้งขึ้นด้วยความสมัครใจเพื่อให้ลูกจ้างได้มีเงินออมไว้ใช้ยามเกษียณ เงินที่ลูกจ้างจ่ายเรียกว่า “เงินสะสม” ส่วนเงินที่นายจ้างจ่ายเรียกว่า “เงินสมทบ” โดยนายจ้างจะจ่ายสมทบในจำนวนเท่ากันหรือมากกว่าที่ลูกจ้างจ่ายสะสมเสมอ และมีการควบคุมดูแลของรัฐผ่านกฎหมายที่เรียกว่า “พระราชบัญญัติกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ “

เงินออมของสมาชิกในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพจะเติบโตจากเงินสะสมและเงินสมทบที่ต้องมีการนำส่งเข้ากองทุนทุกเดือน รวมทั้งผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการลงทุนของกองทุน โดยกองทุนจะไม่มีการจ่ายดอกเบี้ยหรือเงินปันผลให้สมาชิก เนื่องจากจะสะสมยอดเงินทั้งหมดให้เป็นก้อนใหญ่ เพื่อเก็บไว้รอจ่ายคืนให้สมาชิกที่สิ้นสุดสมาชิกภาพ เช่น เมื่อลาออกจากงาน นอกจากนี้ กองทุนจะไม่ให้สมาชิกถอนเงินออกบางส่วน เพราะจะเป็นการเปิดโอกาสให้สมาชิกนำเงินไปใช้ซึ่งไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการออมเงินเพื่อไว้ใช้หลังเกษียณ

3. ประกันสุขภาพ และ ประกันชีวิตเพื่อการสะสมทรัพย์

นอกเหนือจากสิ่งที่นายจ้าง ช่วยทำให้ชีวิตลูกจ้างรู้สึกมีความมั่นคงในบั้นปลายด้วย ประกันสังคม และ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพแล้ว ส่วนของลูกจ้างเองก็ต้องรู้จักที่จะวางแผนอนาคตในยามบั้นปลายของตนเอง ด้วยการซื้อประกันสุขภาพ ที่หลายคนบอกว่าเป็นการจ่ายเงินโดยใช่เหตุ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ถ้าบริษัทมีประกันชีวิตกลุ่มให้คุณอยู่แล้ว การมีประกันสุขภาพเป็นของตนเองด้วยอีกหนึ่งฉบับก็จะทำให้คุณไม่ต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายหากจะต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล เพราะแม้ว่าจะต้องจ่ายส่วนต่างแต่ก็ไม่มากนัก ถือว่าเป็นการซื้อความเสี่ยงที่คุ้มค่า

ส่วนประกันเพื่อสะสมทรัพย์นั้น บริษัทประกันแต่ละแห่งก็มีข้อเสนอที่ต่างกันไป แต่เป้าหมายที่สำคัญสำหรับคุณคือการมีเงินออมที่ออกดอกออกผลมากกว่าดอกเบี้ยในธนาคาร เหนืออื่นใด การซื้อประกันเพื่อการสะสมทรัพย์ จะเป็นการบังคับตัวคุณได้ดีกว่า การออมเงินด้วยตัวคุณเอง เพราะเงินออมประเภทนี้จะมีระยะเวลาที่ควบคุมเอาไว้

4. RMF / LTF

RMF กับ LTF คือสองกองทุนที่ได้รับความนิยมสำหรับคนวัยทำงาน และหลายคนก็มองไปที่การนำมาลดหย่อนภาษีอย่างเดียว แต่ในความเป็นจริงแล้ว RMF คือ กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ เป็นกองทุนที่นำเงินของนักลงทุนก็คือคุณ มีการวางแผนกองทุนอย่างหลากหลาย เหมาะสำหรับคนที่ต้องการออมเงินไว้ใช้ในยามเกษียณ อารมณ์เดียวกับ “กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ” หรือ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ” ทั้งนี้การซื้อกองทุนไม่จำเป็นต้องมีเงินเป็นก้อนใหญ่ คุณสามารถทยอยซื้อในหลักตั้งแต่ 5,000 บาทขึ้นไปก็ได้

ส่วน LTF นั้นเหมาะกับคนที่ไม่อยากเอาเงินฝากกินดอกเบี้ยอันน้อยนิดในธนาคาร แต่การซื้อ กองทุน LTF ที่มีการบริหารจัดการกองทุนที่ดี ก็นับเป็นการนำเงินออมมาลงทุนโดยไม่มีความเสี่ยงมากเหมือนนำไปลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ เพราะ อย่างไรเสีย LTF ก็มีผู้บริหารกองทุนที่ชำนาญการเพราะถ้าคุณไม่ได้อยู่กับข้อมูลทุกวัน และไม่มีความรู้เรื่องตลาดหลักทรัพย์เลย LTF หรือ กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ