Home Trending Story Trend ต่างประเทศ #deletefacebook อย่าแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ

#deletefacebook อย่าแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ

จุดเริ่มต้น #deletefacebook

ใครที่ยังไม่รู้เรื่อง เฟสบุ๊ค ของ พี่มาร์ก ซัคเกอร์เบิร์ก กำลังตกเป็นจำเลยของสังคมอีกครั้งหลังจากมีรายงานว่าข้อมูลผู้ใช้งานประมาณ 50 ล้านรายถูกนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาตและอาจเกี่ยวข้องกับผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯในปี 2016 ถ้าอย่างนั้นขออธิบายให้เข้าใจในสามบรรทัดครึ่ง

“ข้อมูลผู้ใช้เฟสบุ๊ค 50 ล้านรายที่รั่วไหลไม่ใช่การแฮค แต่มีจุดเริ่มมาจากที่เฟสบุ๊ค ยินยอมให้ ศูนย์วิเคราะห์ข้อมูลของมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ (Cambridge Analytics) เข้าถึงข้อมูลส่วนตัวผู้ใช้งานหลังพัฒนาแอพพลิเคชั่นเกี่ยวกับจิตวิทยาและมีผู้ดาวน์โหลดแอพที่ว่านี้ราว 270,000 คน โดยข้อมูลที่รั่วไหลนั้นยังรวมถึงข้อมูลส่วนตัวของผู้ที่เป็นเพื่อนใน Facebook ของคนที่ดาวน์โหลดแอพดังกล่าวมันก็เลยเถิดไปถึง 50 ล้านคนอย่างง่ายดาย”

เมื่อคนเริ่มไม่ไว้ใจและติดแฮชแทค

เมื่อรั่วเบอร์ใหญ่ขนาดนั้น สำนักข่าวก็เล่นกันสนุกไปเลย และทำให้เกิดกระแสความไม่พอใจของผู้ใช้งานจนทำให้เกิดแฮชแทค #deletefacebook ขึ้นมาคนที่สนับสนุนก็บอกว่า รู้สึกเหมือนถูกหักหลัก และ ไม่ไว้ใจที่จะใช้งานเฟสบุ๊คอีกต่อไป ของลบแอคเคาท์ทิ้ง บางคนก็บอกว่าลบ แอคเคาท์ทิ้ง จะมีเวลาไปทำอย่างอื่นอีกเยอะ และอีกหลายคนก็บอกว่า ไปใช้โซเชียลมีเดีย ประเภทอื่นดีกว่า

แล้วในความเป็นจริง คุณสามารถลบบัญชีเฟสบุ๊ค ของคุณได้ง่ายเหมือนติดแฮชแทคไหม (ถามตรงๆ) จากรายงานล่าสุดของ เว็บไซต์ statista.com นั้นระบุว่ามีผู้ใช้งานเฟซบุ๊คในปี 2017 นั้นอยู่ที่ 2.2 พันล้านคน ขณะที่ประชากรโลกในปี 2018 นั้นมีรายงานว่ามีจำนวน 7.3 พันล้านคน นั่นหมายความว่า เฟซบุ๊คมีจำนวนผู้ใช้งานเกือบครึ่งหนึ่งของประชากรโลก

ลบแอคเคาท์ไม่ใช่การแก้ปัญหา

ขณะที่ บล็อกเกอร์ในต่างประเทศบางรายมองว่า การติดแฮชแทค #deletefacebook หรือ ลบแอคเคาท์เฟสบุ๊คนั้นเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ และต้องยอมรับกันก่อนว่า โลกปัจจุบันได้เปลี่ยนการรับสารระหว่างกันไปแล้ว ผู้คนมีความสุขกับการได้โพสต์ภาพความสำเร็จ ภาพการท่องเที่ยว ภาพช่วงเวลาในความทรงจำ ของตนเองลงในเฟสบุ๊ค ถ้าถามคนในปัจจุบัน อินเทอร์เนตก็คือเฟสบุ๊ค และ เฟสบุ๊ค ก็คืออินเทอร์เนต ขณะเดียวกันก็เกิดอาชีพ การประชาสัมพันธ์ธุรกิจ ในรูปแบบใหม่ อันมีจุดเริ่มต้นมาจากเฟสบุ๊ค เช่นกัน

แม้ว่าจะมีการกล่าวหาว่า เฟสบุ๊ค เป็นยาพิษของสังคมมานานแล้วในทำนองว่าเป็นตัวร้ายในการทำให้ผู้ใช้หมกหมุ่นอยู่กับความสุขแบบจอมปลอมจนนำไปสู่อาการของโรคซึมเศร้า ในเฟสบุ๊ค เต็มไปด้วยข่าวลวงที่ไม่น่าเชื่อถือ และทำให้เกิดความตื่นตระหนกได้อย่างรวดเร็ว แต่ทั้งหมดนั้น ก็ถูกตรวจสอบและแก้ไข จนไปถึงมีการให้ความรู้ต่อผู้ใช้งานว่าอย่าหมกหมุ่นอยู่แต่ในโซเชียลมีเดียแต่เพียงอย่างเดียว หรืออย่าแชร์ข้อมูลส่วนตัวที่ไม่ควรจะเปิดเผย เพราะบนพื้นที่บนโลกโซเชียลมีเดีย ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบใด ไม่มีพื้นที่ส่วนตัวให้คุณแต่อย่างใด

ดังนั้น #deletefacebook นั้นเปรียบเสมือนการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ เพราะอย่างไรเสียจากจำนวน ผู้ใช้ประมาณ 2.2 พันล้านคนคงมีจำนวนผู้เลิกใช้งานไม่เท่าไร และต่อให้หุ้นเฟสบุ๊คจะตกไปกี่เปอร์เซนต์ สุดท้ายแล้ว เฟสบุ๊ค ก็ยังคงต้องอยู่ต่อไป และสิ่งที่ผู้ใช้งานต้องเรียกร้อง จาก เฟสบุ๊ค คือการพัฒนาระบบให้มีความปลอดภัยต่อการเข้าถึงข้อมูลส่วนตัว การเปิดให้เข้าถึงข้อมูลของผู้ใช้งานต้องมีการแจ้งให้รับทราบต่อสาธารณะ เพื่อเป็นคำมั่นสัญญา

และถ้าพวกเขายังทำไม่ได้ ปล่อยให้เกิดความผิดพลาดขึ้นมาอีก #deletefacebook อาจจะไม่จำเป็นอีกต่อไปเพราะความเสื่อมถอยก็จะค่อยๆซึมเข้าไปในเฟสบุ๊ค และเมื่อถึงวันนั้น เฟสบุ๊ค อาจเป็นแค่ตำนานบทหนึ่งของสื่อสังคมออนไลน์ ที่หายสาบสูญไปเหมือนกับ ที่ ICQ หรือ Hi5 เคยเป็น