เส้นทางพิธีกร-ผู้ประกาศข่าว กับหนุ่มอารมณ์ดี “โอ๊ต ปิยชัย”

อาชีพพิธีกร-ผู้ประกาศข่าว เป็นอีกหนึ่งอาชีพที่หนุ่มสาวหลายคนต่างใฝ่ฝัน เพราะนอกจากจะได้ออกอากาศผ่านทางหน้าจอโทรทัศน์แล้ว ยังได้เป็นที่รู้จักในสังคมอีกด้วย แต่คุณรู้หรือไม่ว่ากว่าที่จะมาเป็นพิธีกร หรือผู้ประกาศข่าวนั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย คุณจะต้องมีความสามารถ มีศิลปะในการพูดต่อหน้าผู้คน อีกทั้งต้องจัดสรรเวลาในการทำงานให้เป็นมืออาชีพด้วย

และวันนี้เราจะพาทุกท่านมารู้จักกับพิธีกรหนุ่มอารมณ์ดี “โอ๊ต ปิยชัย ลอตระกูล” ให้มากขึ้นกับเส้นทางกว่าที่เขาจะมาเป็นพิธีกร-ผู้ประกาศข่าวได้นั้น เขาต้องเจอะเจออะไรมาบ้าง และเขาเรียนรู้ที่จะก้าวผ่านอุปสรรคต่างๆ จนมาเป็นประสบการณ์ และฝึกฝนอย่างไร เราไปฟังคำตอบเหล่านั้นจากปากเขากันเลย

ก่อนที่จะมาทำอาชีพพิธีกร ผ่านประสบการณ์ทำงานอะไรมาบ้าง

โอ๊ต : ก่อนที่จะมาเริ่มต้นทำ MC หรือพิธีกรโดยตรง ผมฝึกงานมาก่อนที่องค์กรหนึ่ง ในตำแหน่งสมาร์ทเกตเตอร์ซึ่งจะต้องเจอกับลูกค้าและก็ต้องเป็นพิธีกรของบริษัทด้วย นี่เลยเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมได้ก้าวเข้ามาทำบทบาทพิธีกรครับ

ชื่นชอบอาชีพพิธีกรอยู่แล้วไหม

โอ๊ต : จริงๆ แล้ว ผมเป็นคนค่อนข้างขี้อายด้วยซ้ำ ตอนสมัยเรียนไม่ค่อยกล้าพูดที่หน้าชั้นเรียนเลย เวลาจะต้องคุยกับอาจารย์ ผมจะปากสั่นตลอด เพราะกลัวการพูดต่อหน้าคนเยอะๆ แต่พอได้มีโอกาสมาฝึกงานมันเหมือนเปิดโลกใหม่ให้รู้สึกว่า บางทีมันอาจจะไม่ได้ยากขนาดนั้น ซึ่งถ้าถามจริงๆ ว่าผมชอบไหม ตอนแรกผมไม่ชอบเลย พยายามหนีตลอด แต่สุดท้ายพอได้เริ่มต้นทำ รู้สึกว่าเราชอบนะ เวลาที่ได้จับโมโครโฟนพูดต่อหน้าคนอื่น แล้วเราสามารถให้ความสุขกับเขาได้

นอกจากอาชีพพิธีกร มีอาชีพอื่นที่ใฝ่ฝันไหม

โอ๊ต : ถ้าย้อนกลับไปตั้งแต่เด็ก ผมเป็นคนที่ไม่ค่อยอยากจะทำงานประจำอยู่แล้ว และก็ชอบกีฬาก็คือ เตะฟุตบอล ตอนเด็กๆ ก็เลยใฝ่ฝันอยากจะเป็นนักฟุตบอลครับ แต่ในสมัยก่อนมันไม่ได้มีเวทีเกี่ยวกับฟุตบอลเปิดกว้างขนาดนั้น แล้วทางบ้านเองก็อยากจะให้ตั้งใจเรียนมากกว่า ผมเลยไม่ได้ไปสุดทางกับสายฟุตบอล แต่ถ้าเลือกได้ก็อยากจะเป็นนักฟุตบอลครับ (หัวเราะ)

จัดสรรเวลาในการทำงานยังไง

โอ๊ต : ตอนแรกผมเองเป็นคนที่ไม่รักษาเวลาเลย เมื่อก่อนจะโดนดุเรื่องของเวลาตลอด ที่นี้พอเราทำอาชีพ MC หรือพิธีกรเต็มตัวแล้ว อันดับแรกที่สำคัญที่สุดก็คือเรื่องของวินัยและเวลา เช่น เขานัด 10 โมง เราควรจะไปให้ถึงก่อน ไม่ควรไปหลังจากนั้น เพราะว่าจะทำให้เราถูกมองไม่ดี และมันก็ดูไม่อาชีพ ซึ่งวันหนึ่งผมจะรับงานไม่เกิน 2 งาน เพราะถ้ารับเกินกว่านั้น เวลามันอาจจะชนกัน ส่วนมากผมเลยจะรับแค่วันละงาน เพราะอยากให้เวลามันมีคุณค่ามากที่สุด และก็จะได้ไม่เสียอีกงานด้วย

วันนึงเคยวิ่งงานมากที่สุดกี่งาน

โอ๊ต : ช่วงพีคเลยคือ 3 งาน  ทั้งอ่านข่าว, เป็น MC พิธีกร ส่วนตอนกลางคืนก็ไปเป็นพิธีกรงานเลี้ยง ถามว่าเหนื่อยไหม เหนื่อย (หัวเราะ) แต่สนุกครับ แต่ก็ต้องแบ่งเวลาให้ดีนะครับ ผมจำได้เลยว่างานเช้าเป็นงานแถลงข่าว เลิกประมาณ 10 โมง ซึ่งผมจะต้องไปถึงอีกงานหนึ่ง ไม่เกินบ่าย ผมก็ไปถึงประมาณเที่ยง  เที่ยงครึ่ง ก็ไป บรีฟสคริปต์เรียบร้อย และงานนี้จะเสร็จประมาณบ่ายสาม บ่ายสี่ หลังจากนั้นผมต้องเดินทางไปบรีฟอีกงานที่โรงแรม เป็นงานเลี้ยงปาร์ตี้ขององค์กรหนึ่ง เลิกประมาณสี่ห้าทุ่ม วันนั้นเหนื่อยมากแต่ก็สนุกครับ แต่ถ้าหากเลือกได้คงจะไม่วิ่งงานแบบนี้อีกแล้ว เพราะว่าร่างกายล้าครับ

เคยมีช่วงที่ไม่มีงานเลยไหม

โอ๊ต : มีครับ อาชีพพิธีกร MC ที่เป็นฟรีแลนซ์ จะมีช่วงรอยต่อระหว่างงาน ซึ่งมันเกิดขึ้นบ่อย เป็นเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน ซึ่งสิ่งสำคัญอีกอย่างที่อาชีพฟรีแลนซ์ควรมีก็คือเงินเก็บครับ เพราะในช่วงที่ติดต่องาน อาจจะถูกบอกเลิกได้ หรือว่าเรารู้อยู่แล้วว่าไทม์ไลน์งานของเราจะมีช่วงไหนบ้าง ฉะนั้นถ้าเรามีเงินเก็บ เราก็จะมีเงินเลี้ยงตัวเองได้ในช่วงที่เรายังว่างอยู่

แบ่งเวลาให้ครอบครัวยังไง

โอ๊ต : เมื่อก่อนจะเป็นคนที่บ้างานมาก ถ้าหากว่าทำงานแล้วจะไม่ค่อยสนใจคนอื่น แต่ที่นี้พอเราอายุมากขึ้นเรื่อยๆ ก็เริ่มมองว่าคุณพ่อคุณแม่ก็อายุมากขึ้นเหมือนกันนะ ท่านก็แก่ตัวลง หลังๆ ผมเลยพยายามที่จะเลิกงานแล้วก็กลับบ้านเลย วันหยุดจะอยู่บ้านไม่ค่อยออกไปไหน เพราะอยากอยู่กับครอบครัว อยากอยู่กับคนที่เรารักให้มากขึ้น เพราะเวลา เงินมันซื้อไม่ได้ ผมคิดว่ามันต้อง 50:50 ระหว่างงานกับชีวิตครอบครัว

ความแตกต่างระหว่าง “MC พิธีกร” กับการเป็น “ผู้ประกาศข่าว”

โอ๊ต : พิธีกรหรือ MC มันจะแตกต่างกับงานหน้าจออย่างสิ้นเชิง เพียงแต่ใช้พื้นฐานในการพูดในทางเดียวกัน พิธีกรหรือ MC ต้องมีสคริปต์ มีความเป็นธรรมชาติ ด้นสดได้ และมีความเป็นตัวของตัวเองสูงมาก ในขณะเดียวกันต้องเป็นมิตรด้วย การพูดต่อหน้าคนเยอะๆ โดยถือไมโครโฟน ต้องใช้อารมณ์ร่วมเป็นหลัก ต้องแสดงได้ และต้องมีพลังของตัวเองด้วย แต่การเป็นผู้ประกาศที่ต้องอยู่หน้าจอ อันดับแรกคือไม่สามารถพูดนอกเรื่องนั้นได้ เพราะมันเป็นเรื่องเฉพาะทางแล้ว จะต้องมีความรู้ความเชี่ยวชาญสูงมาก อีกอย่างคืองานหน้าจอมันมีเวลาวินาทีกำหนด ที่สำคัญจะต้องควบคุมสติ อารมณ์ ความรู้สึกให้ดี เพราะบางรายการเป็นรายการสด มันไม่สามารถคัทแล้วเอาใหม่ได้ คือมันก่ำกึ่งกัน แค่งานหน้าจอจะต้องเป๊ะมากกว่า

มีเทคนิคหรือทักษะในการเป็นพิธีกรที่ดีแนะนำไหม

โอ๊ต : การทำอาชีพนี้อันดับแรกต้องเปิดใจให้กว้าง อย่าเป็นน้ำที่เต็มแก้ว เทคนิคง่ายๆ ของผมก็คือเวลาทำแล้วให้กลับไปเช็คดูว่าเราทำได้ดีขนาดไหน หรือว่าถ้าหากเราทำพิธีกรงานอีเว้นท์ ก็ลองถามฟีดแบ็คจากคนจ้างงานของเราก็ได้ และถ้าเขาติชมมาก็ขอให้เก็บเอาไว้ มันอาจจะมีบ้างที่โดนด่ามา ซึ่งผมก็โดนด่าประจำ (หัวเราะ) แต่ว่าถ้าเราเก็บตรงนั้นมา เราจะได้เรียนรู้ในสิ่งที่ไม่รู้ โดยความผิดพลาดนั้นมันจะทำให้เราโตขึ้นในวันต่อไป และผมก็คิดว่ามันไม่ได้ยาก เพียงแต่ต้องเปิดใจเท่านั้น

ฝากถึงคนที่สนใจในอาชีพพิธีกร

โอ๊ต : สำหรับหลายๆ ท่านที่ใฝ่ฝันอยากจะทำงานหน้าจอ หรือว่าพิธีกร MC อันดับแรกเลยก็คือลงมือทำ เมื่อก่อนผมก็ไม่กล้าพูด แต่พอได้มีโอกาสมาเรียนรู้ ได้รับโอกาสจากผู้ใหญ่ และผมก็ได้ตระหนักถึงแล้วว่า เราต้องเชื่อมั่นในตัวเอง เชื่อว่าเราทำได้ แต่ต้องผ่านการลงมือทำและฝึกฝนอย่างแท้จริง ความสำเร็จมันขึ้นอยู่กับขนาดความพยายาม ผมเชื่ออย่างนั้นและมันก็ส่งผลจริงๆ

ฝากผลงาน

โอ๊ต : สุดท้ายนี้ขอฝากผลงานนิดนึงนะครับ สำหรับแฟนๆ ฟุตบอลทั้งพรีเมียร์ลีกอังกฤษ, กัลโช่ ซีเรีย อา อิตาลี, ลาลีกา สเปน, ลีกเอิง ฝรั่งเศส ตอนนี้ผมทำพิธีกรของรายการชื่อว่า THE WARM UP ทางช่อง beIN SPORTS 4 ผ่านทางทรูวิชั่น ทุกวันศุกร์ ตั้งแต่เวลา 20.00 – 21.00 น. 1 ชั่วโมงเต็มๆ คือจะมีการพรีวิวความพร้อมก่อนเกมส์พรีเมียร์ลีกอังกฤษ, ลาลีกา, กัลโช่, ลีกเอิง ครบทุกลีก แล้วก็จะมีไฮไลท์การทำประตูสวยๆ ครบหมดเลย อยากจะให้ติดตามดูกันเยอะๆ นะครับ