หลังจากที่หนุ่มจัสติน ทิมเบอร์เลคกลับมาแสดงในงาน “ซูเปอร์ โบวล์” หรือศึก “คนชนคน” อเมริกันฟุตบอล เอ็นเอฟแอล นัดชิงชนะเลิศครั้งที่ 52 ระหว่างทีม “ฟิลาเดลเฟีย อีเกิลส์” และ ทีมดัง “นิว อิงแลนด์ แพทริออตส์” ที่สนาม ยูเอส แบงค์ สเตเดียม ในเมืองมินนีแอโปลิส รัฐมินเนโซตา โดยนักร้องหนุ่มชื่อดังขนเพลงฮิตมามากมาย ไม่ว่าจะเป็น SexyBack ไปจนถึง Suits & Tie และ Can’t Stop The Feeling มาเอาใจแฟนเพลงและแฟนกีฬาทั่วโลก
แต่นี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่งาน Halftime Show ของ “ซูเปอร์ โบวล์” จะจัดออกมาได้ดีขนาดนี้ วันนี้เราขอรวบรวม 5 งาน Halftime Show ของการแข่งขัน “ซูเปอร์ โบวล์” ที่มีคนพูดถึงกันเยอะแยะมากมายมาฝากกัน
Coldplay ปี 2016
https://www.youtube.com/watch?v=c9cUytejf1k
วงดังแห่งยุคอย่าง “โคลด์เพลย์” ก็ได้มาร่วมงานกีฬาสุดดังรายการนี้เมื่อสองปีก่อน และก็มาพร้อมกับเพลงฮิตติดชาร์ตหลายเพลง เช่น Paradise, Adventure of a Lifetime และ Fix You ที่ไม่ได้มาแบบธรรมดา เพราะมีศิลปินตัวดังระดับโลกอย่าง “บียอนเซ่” และ “บรูโน่ มาร์ส” มาร่วมร้องเพลงสุดท้าย ที่ผสมเพลงดังของทั้งสาม มีทั้ง Just The Way You Are และเพลงปิดตัวของโคลด์เพลย์ในทัวร์คอนเสิร์ตล่าสุดอย่าง Up&Up ที่เชื่อว่าใครที่ได้ชมการแสดงเพลงสุดท้ายแล้ว ต้องมีขนลุกกันบ้างแน่นอน เพราะเราได้เห็น 3 ศิลปินระดับโลกอยู่บนเวที เวทีเดียวกันในงานนี้
Michael Jackson ปี 1993
https://www.youtube.com/watch?v=EKnEIYOAALo
ราชาแห่งป๊อปอย่าง “เอ็มเจ” เองก็ไม่พลาดกับงานแสดง Half Time Show แบบนี้ เพราะเขาก็ได้มาแสดงในปี 1993 ซึ่งแม้ว่าจะเป็นการ “ลิป ซิงค์” แต่การได้ดูเสต็ปการเต้นของไมเคิ่ล แจ็คสันนั้น ย่อมต้องเป็นบุญตาอย่างแน่นอน นอกจากนั้น งานแสดงของเขาก็มีข้อความดีๆที่ฝากให้คนดู คือเรื่องของการต่อต้านการเหยียดผิว โดยมีภาพมือของคนขาว จับมือกับคนผิวสี ระหว่างที่เขาบรรเลงเพลงอย่าง Black or White ไป
ที่ดูแล้วชวนขนลุก (ในแง่ดีนะ) ก็คือตอนที่ “เอ็มเจ” ยืนนิ่งๆ นิ่งมากๆ และจ้องมองคนดูอยู่ประมาณ 1 นาที และค่อยๆถอดแว่น และถึงจะเริ่มเต้น เพราะดูแล้วทำให้เราทายกันไม่ถูกว่าเขาจะแสดงเพลงไหนกันแน่
Justin Timberlake และ Janet Jackson 2004 (และ 2018)
Janet Jackson says she's not performing at Super Bowl with Justin Timberlake https://t.co/Tap020GQP4 pic.twitter.com/LvViXa8WB3
— CBC Entertainment (@CBCEnt) February 3, 2018
การแสดงครั้งนี้ถือเป็น Half Time Show ที่ต้องจดจำทั้งในเรื่องดีและไม่ดี เรื่องหลักๆที่เกิดขึ้นนั้น คือการที่จัสติน ทิมเบอร์เลค ฉีกเสื้อของแจเน็ต แจ็คสัน จนเสื้อขาดและเห็นสิ่งที่ไม่น่าจะเห็นในรายการทีวีสด และนี่เลยกลายเป็นครั้งสุดท้ายที่ MTV ได้ร่วมจัดงานแสดงคอนเสิร์ตในการแข่ง “เอ็นเอฟแอล” ทั้งหมด รวมถึงเป็นการริเริ่มการถ่ายทอดสดแบบ “ดีเลย์” ประมาณ 5 วินาทีเพื่อจะได้มีเวลาตัดสิ่งต่างๆที่ไม่เหมาะสม เช่นคำหยาบเป็นต้น เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้อีก
แต่เรื่องนี้ก็ถือว่าบานปลายพอตัว เพราะแม้ว่าหนุ่มจัสตินจะบอกว่าเป็นเรื่องที่ไม่ได้ตั้งใจ แต่การแสดงครั้งนี้ทำให้แจเน็ต แจ็คสันนั้นถูกแบนจากสถานีดนตรีหลายๆที่ และโดนยึดคำรับเชิญไปร่วมงานและขึ้นแสดงที่งานแกรมมี่ ในปีนั้น นอกจากนี้ อัลบั้มที่เธอปล่อยออกมาในช่วงเวลานั้น ก็ทำยอดขายได้แย่มาก ถือว่าเป็นช่วงตกต่ำของนักร้องสาวเลยก็ว่าได้
“เจที” กับโอกาสครั้งที่ 2
จากเหตการณ์เมื่อปี 2004 ทำให้แจเน็ต แจ็คสันนั้นถึงขั้นโดนขึ้นบัญชีดำว่าไม่ให้มาแสดงในงาน “ซูเปอร์ โบลว์” อีกเลย แต่กลายเป็นคู่แสดงร่วมของเธออย่าง จัสติน ทิมเบอร์เลคในวัย 37 ปี ที่ได้รับโอกาสกลับมาแสดงในงานอีกครั้ง และแน่นอนว่าเขาก็ไม่ได้ทำให้ใครผิดหวังมากนัก ขนเพลงดังมาเพียบ และที่หลายๆคนชื่นชม คือการที่โชว์ของเขามีภาพโฮโลแกรมเพื่อรำลึกถึง “พรินซ์” ศิลปินชื่อดังระดับตำนานก้องโลก ซึ่งเป็นชาวเมืองมินนีแอโปลิสโดยกำเนิดด้วย ซึ่งถือเป็นการให้เกียรติสถานที่จัดการแข่งขันไปในตัวด้วย โดย “เจที” เอาเพลงดังของปรินซ์อย่าง I Would Die 4 U มาร้องด้วย ซึ่งได้รับกระแสทั้งดี ที่นักร้องหนุ่มเลือกจะแสดงความรำลึกต่อ “พรินซ์” แต่ก็มีบางกระแสที่ออกมา “แซะ” อดีตสมาชิกวง N’Sync รายนี้ ว่า “พรินซ์” ไม่ได้อยากให้คนจดจำเขาในลักษณะแบบนี้ แล้วจะมาทำแบบนี้ทำไมกัน
นอกจากการขึ้นแสดงแล้ว นักร้องหนุ่มยังเพิ่งจะปล่อยอัลบั้มใหม่ที่มีชื่อว่า Man of The Woods ออกมาก่อนวันขึ้นแสดงเพียง 2 วันเท่านั้น เป็นการเรียกกระแสได้อย่างยอดเยี่ยมจริงๆ และในงานก็ยังมีมาถ่ายรูปเซลฟี่กับหนุ่มน้อยคนหนึ่งอีก
AND HERE IT IS.#SelfieKid with @jtimberlake!#HalftimeSelfie#SuperBowlSelfie#SuperBowl #PepsiHalftime pic.twitter.com/Edww4CSSm7
— Good Morning America (@GMA) February 5, 2018
Lady Gaga ปี 2017
คุณภาพเนื้อเสียงของเจ้าของบทเพลง Bad Romance และ The Cure นั้น เราคงไม่ต้องพูดถึง และเรื่องการจัดการแสดงของ “กาก้า” ก็จะต้องไม่มีคำว่า “ธรรมดา” อย่างแน่นอน เพราะเธอต้องเหาะลงมาเพื่อเล่นเปียโน และมีทั้งการโชว์พลังเสียง และเต้นโชว์ แต่ที่เด็ดที่สุดคือการปิดการแสดงของเธอ ปกติแล้วศิลปินก็จะยกมือ โบกมือ ตะโกนขอบคุณแฟนๆกันใช่มั้ยล่ะ
แต่เพราะเป็น “เลดี้ กาก้า” จะจบแบบปกติมันก็คงธรรมดาเกินไปสำหรับเธอ เธอเลยเลือกจะจบการแสดงด้วยการวิ่งขึ้นบันไดบนเวที โยนไมโครโฟนลงกับพื้น รับลูกฟุตบอล และกระโดดลงใต้เวทีไป แหม ต้องบอกเลยว่า “กาก้า” จบโชว์ได้แบบมีสไตล์มากจริงๆ
Prince ปี 2007
แตะการไว้อาลัยของ “พรินซ์” ศิลปินผู้ล่วงลับไปก่อนแล้ว แต่ต้องบอกเลยว่าการแสดงของศิลปินร่างเล็กรายนี้ตอนมีชีวิตอยู่ จะต้องอยู่ในใจของแฟนกีฬาและแฟนดนตรีไปอีกนานอย่างแน่นอน เพราะเป็นการแสดงที่มีคุณภาพอย่างยิ่ง แม้ว่าจะมีฝนตกลงมาอย่างหนักในปีนั้น แต่นักวิจารณ์กลับบอกว่า “พรินซ์ สามารถทำให้ฝนที่ตกลงมาหนักๆนั้น เหมือนกับเป็นสิ่งที่เตรียมมาแล้ว เพราะเขาใช้ฝนให้เป็นประโยชน์กับการแสดงมาก” และเพลงอย่าง Purple Rain ในยามฝนตกหนักๆนั้น ก็เข้ากับบรรยากาศได้เป็นอย่างดี จนหลายๆสื่อก็พูดกันเป็นเสียงเดียวว่า การแสดงของนักร้องมากความสามารถผู้ล่วงลับรายนี้ น่าจะเป็นการแสดงโชว์พักครึ่งของการแข่งขันซูเปอร์ โบวล์ ที่ดีที่สุดเลยก็ว่าได้

































