พูดถึงวงการศิลปะคงไม่มีใครไม่รู้จักชื่อ วินเซนต์ แวน โก๊ะ ศิลปินที่สร้างผลงานไว้มากมายในช่วงกว่า 120 ปีที่แล้ว แต่คงมีบางส่วนอาจจะไม่รู้ว่าความจริงแล้วภายใต้ชื่อเสียงที่เราได้ยินกันอยู่ทุกวันนี้ ชีวิตของแวนโก๊ะไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ หรือจะเรียกว่าเป็นศิลปินตกอับเลยก็ยังได้
ทำความรู้จัก “แวน โก๊ะ” ให้มากขึ้นอีกนิด

“Vincent Van Gogh” วินเซนต์ แวน โก๊ะ หรือ ฟินเซต์ ฟัน โค้คฮ์ (อ่านแบบภาษาดัชต์) ศิลปินชาวเนเธอแลนด์ที่สร้างผลงานไว้มากมายในลัทธิ Post-Impressionism (ลัทธิประทับใจยุคหลัง) แวนโก๊ะถือเป็นศิลปินที่ไม่ประสบความสำเร็จในอาชีพเลยแม้แต่นิดเดียว เพราะตลอดเวลาที่เขามีชีวิตอยู่ มีผลงานเพียงชิ้นเดียวที่ขายได้ คงเป็นเพราะสไตล์งานที่แปลกใหม่แบบสุด ๆ ยังไม่เป็นที่ยอมรับมากนักในยุคนั้น บวกกับนิสัยส่วนตัวที่ไม่สุงสิงกับใคร ไม่มีกิจวัตรประจำวันอย่างอื่นนอกจาก “วาดภาพ” และเขียนจดหมายคุยกับน้องชายทุกวัน จนทำให้คนนอกมองว่าเขานั้น “เป็นคนบ้า” ทำให้ต้องใช้ชีวิตแบบไม่มีทั้งเงินและชื่อเสียงในด้านดี ๆ ต่อสู้กับอาการป่วยทางจิตของตัวเองจนต้องตัดสินใจจบชีวิตลงด้วยวัยเพียง 37 ปี
นอกจากผลงานดอกทานตะวัน, The Starry Night ที่เป็นที่จดจำแล้ว ยังมีผลงานอีกหลายชิ้นที่ที่เป็นหนึ่งในผลงานศิลปะที่ถูกประมูลด้วยราคาสูงที่สุดในโลก หรือเอาง่าย ๆ ก็คือ งานศิลปะที่แพงที่สุดในโลกนั่นแหละ
เอาล่ะ มาอ่าน ฟัน โค้คฮ์ แบบภาษาดัชต์กัน! (แต่ถ้าเอาไปพูดที่ไหน คงจะโดนทำหน้างงใส่นั่นแหละ เรียก แวนโก๊ะ เหมือนเดิมดีกว่า สบายใจ)
แวน โก๊ะ ผู้นำแห่งความเปลี่ยนแปลง
ในยุคที่ศิลปะ Realism (ลัทธิสัจนิยม) ถึงทางตัน ใคร ๆ ก็สามารถวาดภาพเหมือนได้ วิทยาศาสตร์ก็พัฒนามาจนมีกล้องถ่ายรูปได้แล้ว สุดท้ายศิลปินที่หาเอกลักษณ์เฉพาะตัวได้ก่อนนั่นแหละถึงจะอยู่รอดและเป็นตำนาน ทำให้เกิดยุคต่าง ๆ ทางศิลปะที่ศิลปินพยายามจะสร้างสรรค์และเปลี่ยนแปลง หาอะไรที่แปลกใหม่และเป็นตัวของตัวเองมากที่สุด
อย่างเช่นผลงานของแวนโก๊ะ ที่ในยุคนั้นคงจะแปลกประหลาดจนคนไม่เข้าใจจริง ๆ แต่เมื่อผ่านมากว่า 120 ปี ผลงานเหล่านั้นยังคงมีคุณค่า แตกต่างไม่เหมือนใคร และเรียกได้ว่าเป็นผู้นำความเปลี่ยนแปลงทางศิลปะ จากยุคเรอเนสซองส์ สู่ศิลปะสมัยใหม่ที่แท้จริง

The Red Vineyard
สีน้ำมันบนผ้าใบ
75 × 93 ซม.
ว่ากันว่าภาพ The Red Vineyard (ไร่องุ่นแดง) เป็นภาพเดียวที่แวนโก๊ะขายได้ตอนที่เขายังมีชีวิตอยู่ ซึ่งคนที่ซื้อไปก็เป็นเพื่อนศิลปินด้วยกันนี่แหละ คิดดูว่าจะมีศิลปินซักกี่คนบนโลกที่ทั้งชีวิตขายงานได้เพียง 30,000 กว่าบาท แต่ก็ยังคงทำงานศิลปะจนช่วงถึงวาระสุดท้าย
Loving Vincent ภาพสุดท้ายของแวนโก๊ะ
แน่นอนว่าการหยิบเรื่อง แวนโก๊ะ มาเล่า ทั้ง ๆ ที่บนโลกนี้ก็มีศิลปินที่ประสบความสำเร็จระดับโลกมากมายนั้นย่อมมีที่มา เมื่อช่วงปลายปี 2017 หากใครเคยเห็นผ่านตามาบ้างกับภาพยนตร์เรื่อง “Loving Vincent ภาพสุดท้ายของแวนโก๊ะ” แอนิเมชั่นสัญชาติโปแลนด์ ดีกรีเข้าชิงรางวัลออสการ์ 2018 สาขาอนิเมชั่นยอดเยี่ยม ที่ถ้าใช้คำว่าแอนิเมชั่นอาจจะดูธรรมดาไป แต่นี่คืออนิเมชั่นเรื่องแรกที่เล่าเรื่องด้วย “ภาพวาด” สีน้ำมันทั้งหมด! จากฝีมือศิลปินกว่า 100 คน และภาพวาดกว่า 65,000 ภาพ ประกอบเป็นภาพยนต์เพื่ออุทิศให้ “แวนโก๊ะ” ศิลปินระดับโลกคนนี้
ทำภาพยนตร์เพื่อ แวนโก๊ะ ภาพทั้งเรื่องก็ต้องเป็นสไตล์ของแวนโก๊ะ ซึ่งถือว่าเป็นอะไรที่แปลกใหม่และน่าประทับใจมากๆ สำหรับคนที่ชื่นชอบผลงานของเขาอยู่แล้ว ขนาดว่าไม่ได้ชื่นชอบเป็นพิเศษ แต่หลังจากได้ดูภาพยนตร์เรื่องนี้ ทำให้เปลี่ยนความคิดที่มีต่อแวนโก๊ะไปได้เยอะ
วันนี้ก็เลยนำภาพบางส่วนจากภาพยนตร์ “Loving Vincent” มาเทียบกับภาพวาดจริง ๆ ของแวนโก๊ะแบบชัด ๆ กันไปเลย

เริ่มจากโปสเตอร์ของภาพยนตร์ที่เห็นได้ชัดเลยว่าดัดแปรงมาจากภาพวาด Self-Portrait ของแวนโก๊ะ ทั้งสีและสไตล์การวาด

“Joseph Roulin” บุรุษไปรษณีย์ที่สนิทสนมกับแวนโก๊ะ เพราะคอยส่งจดหมายให้แวนโก๊ะกับน้องชายเป็นประจำ

“Armand Roulin” ลูกชายของบุรุษไปรษณีย์ ที่ถึงแม้อาจจะไม่ได้มีบทบาทอะไรมากในชีวิตของแวนโก๊ะ แต่สำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้ อาร์มอนถือเป็นพระเอกของเรื่องเลยทีเดียว

“Mademoiselle Ravoux” ลูกสาวเจ้าของโรงแรมที่แวนโก๊ะอาศัยตอนที่เขามาอยู่ที่ปารีส และถือเป็นที่อยู่สุดท้ายเพราะแวนโก๊ะเสียชีวิตที่นี่

“Marguerite Gachet at the Piano” ภาพมาร์กาเร็ตกำลังเล่นเปียโน ลูกสาวของหมอกาเช่ท์ที่แวนโก๊ะรักษาตัวด้วย ว่ากันว่าเป็นหญิงสาวคนสนิทของแวนโก๊ะในช่วงสุดท้ายของชีวิตของเขา

“Sorrowing Old Man (At Eternity’s Gate)” ภาพชายแก่ที่ในภาพยนตร์ทำภาพเคลื่อนไหวออกมาดูหดหู่ไม่แพ้ตอนเป็นภาพวาด

อีกหนึ่งผลงานที่น่าจะคุ้นตากันเป็นอย่างดี “Café Terrace at Night” ในฝรั่งเศสที่แวนโก๊ะวาดไว้ในปีค.ศ. 1888 ปัจจุบันถูกแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ในเนเธอแลนด์

“The Night Cafe” อีกหนึ่งภาพวาดที่คุ้นตา ถูกนำมาดัดแปรงเป็นหนึ่งฉากในเรื่อง

“Bridges across the Seine at Asnieres” สะพานข้ามแม่น้ำแซน ถูกวาดไว้ในปีค.ศ. 1887 ก็ปรากฎในเรื่องนี้เช่นกัน

“Terrace and Observation Deck at the Moulin de Blute-Fin” ภาพวาดที่ถูกวาดไว้ในฤดูหนาวของปารีส ถูกเปลี่ยนสีเพื่อให้เข้ากับช่วงเวลาในภาพยนตร์ที่เป็นฤดูร้อน แต่ยังคงความเป็นแวนโก๊ะไว้ได้อย่างดี

“The Harvest” ภาพวาดในปีค.ศ. 1888 ซึ่งถือว่าการวาดทุ่งหญ้าเป็นสิ่งที่แวนโก๊ะโปรดปรานมาก ๆ ก็ว่าได้

“The Church in Auvers-sur-Oise” โบสถ์ในเมืองโอแวร์ซูว์รวซ ประเทศฝรั่งเศส

“Wheatfield with Crows” หรือ ทางสามแพร่ง ภาพวาดภาพสุดท้ายของแวนโก๊ะ ก่อนที่เขาจะตัดสินใจยิงตัวเองที่ท้อง และเสียชีวิตหลังจากนั้นสองวัน
Loving Vincent ยังมีอีกเยอะ..
นอกเหนือจากนี้ยังมีภาพวาดชื่อดังของแวนโก๊ะอีกมากปรากฎในเรื่องที่รับรองว่าทุกคนต้องคุ้นตากันมาก ๆ ทำให้การไปดูแอนิเมชั่นเรื่องนี้ยิ่งกว่าประทับใจ (และคงเป็นวันที่ได้ชมผลงานศิลปะเยอะที่สุดในชีวิต 65,000 กว่าภาพภายในเวลา 1 ชั่วโมงครึ่ง!)

ภาพวาดชื่อดังของแวนโก๊ะ ถูกนำมาเป็นฉากเปิดและปิดเรื่อง ที่ขอยกให้เป็นฉากที่ประทับใจที่สุดในเรื่อง

ภาพหมอกาเช่ท์ ที่แวนโก๊ะรักษาตัวด้วย (แต่คนส่วนใหญ่จะเข้าใจผิดว่าเป็นตัวเขาเอง เพราะหน้าเหมือนกันเหลือเกิน) ถือเป็นภาพที่มีราคาสูงที่สุดของแวนโก๊ะ และติด 10 อันดับภาพวาดที่มีราคาสูงที่สุดในโลกด้วย (มูลค่าในตอนนี้ประมาณ 150 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 4,770 ล้านบาท!) และ Tanguy เจ้าของร้านขายอุปกรณ์ศิลปะที่แวนโก๊ะซื้อประจำตอนอยู่ที่ฝรั่งเศส
ความประทับใจจากการดูภาพยนตร์เรื่องนี้ ไม่ใช่แค่ได้ดูภาพวาดสไตล์แวนโก๊ะที่เคลื่อนไหวได้เท่านั้นนะ แต่เป็นการเล่าเรื่องที่ไม่ธรรมดา ไม่เหมือนภาพยนต์ทั่วไปที่เล่าประวัติของเขา Loving Vincent เป็นการทำให้เรารู้จักตัวแวนโก๊ะผ่านคนอื่น ค่อย ๆ เห็นชีวิตประจำวันและนิสัยของเขาผ่านการเล่าในหลากหลายมุมมอง บางคนเกลียด บางคนประทับใจ บางคนต่อสู้เพื่อเขาถึงแม้จะสายไปแล้ว
สิ่งที่น่าภูมิใจแทนแวนโก๊ะ นั่นก็คือสิ่งที่เขาสร้างไว้ สุดท้ายแล้วก็ได้เป็นที่ยอมรับในสายตาคนทั่วโลก ได้เป็นแรงบันดาลใจให้คนนับร้อยนับพันได้สร้างสรรค์สิ่งที่แปลกใหม่ อย่างเช่นทีมงานภาพยนตร์เรื่อง Loving Vincent ที่สร้างแอนิเมชั่นจากภาพวาดเรื่องแรกของโลกได้สำเร็จ แต่ก็น่าเสียดายที่แวนโก๊ะไม่ได้มีโอกาสเห็นวันนี้ด้วยตัวเอง…
สุดท้ายแล้ว ขอลาไปด้วย “Starry Starry Night” เพลงที่บรรยายถึงผลงานศิลปะของแวนโก๊ะอย่างลึกซึ้ง แต่งไว้ตั้งแต่ปีค.ศ. 1971 ถูกนำมาเรียบเรียงใหม่เพื่อประกอบภาพยนตร์ Loving Vincent (ออกตัวไว้เลยว่าเพลงนี้แหละที่ทำให้เสียน้ำตาไม่หยุดในตอนจบของเรื่อง และทำให้คำว่า “ประทับใจ” ยังน้อยไปสำหรับแอนิเมชั่นเรื่องนี้)
.
.
.

ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก Youtube : Madman , lovingvincent.com , vincentvangogh.org , Van Gogh Museum , fineartamerica.com , en.wikipedia.org , theculturetrip.com





























