Home Work & Living Living 53 ปีกรุงเทพฯ ในมือผู้ว่าฯ : มรดกที่แต่ละยุคทิ้งไว้ให้เมืองหลวง

53 ปีกรุงเทพฯ ในมือผู้ว่าฯ : มรดกที่แต่ละยุคทิ้งไว้ให้เมืองหลวง

หากถามว่าผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครคนไหนสร้างกรุงเทพฯ มากที่สุด คำตอบอาจไม่ใช่ชื่อของใครคนใดคนหนึ่ง!

เพราะกว่า 5 ทศวรรษนับตั้งแต่มีการก่อตั้งกรุงเทพมหานครในรูปแบบการปกครองส่วนท้องถิ่น เมืองหลวงแห่งนี้ผ่านร้อนผ่านหนาวและเติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด ภาพของกรุงเทพฯ ในปัจจุบันไม่ได้เกิดขึ้นจากผลงานของผู้ว่าฯ คนใดคนหนึ่ง แต่คือการประกอบร่างสร้างเมืองที่ผ่านวิสัยทัศน์และการลงมือทำของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครรุ่นแล้วรุ่นเล่า เป็นผลลัพธ์ของการสั่งสม ต่อเติม และส่งต่อแนวคิดกันมาในระยะเวลากว่า 53 ปี

บางคน…วางรากฐานการบริหารเมือง

บางคน…สร้างวัฒนธรรมและระเบียบของสังคมเมือง

บางคน…ผลักดันโครงสร้างพื้นฐานและระบบขนส่งมวลชน

บางคน…พัฒนาพื้นที่สาธารณะ

และบางคน…กำลังเปลี่ยนวิธีบริหารเมืองด้วยข้อมูลและเทคโนโลยี

หากมองย้อนกลับไปนับตั้งแต่วันที่มีผู้ว่าฯ กทม. คนแรกในปีพ.ศ. 2516 เมืองหลวงแห่งนี้ได้ผ่านมือผู้ว่าฯ มาหลายคน มรดกทางกายภาพและระบบโครงสร้างที่แต่ละยุคทิ้งไว้ ล้วนเป็นชิ้นส่วนสำคัญที่ทำให้เราเข้าใจว่า “ไม่มีผู้ว่าฯ คนไหนสร้างกรุงเทพฯ ได้เพียงลำพัง” แต่เมืองแห่งนี้คือผลงานร่วมที่ส่งไม้ต่อกันมาอย่างยาวนาน

ยุคก่อตั้งมหานคร (2516-2518)

ชำนาญ ยุวบูรณ์ (2516) 

ย้อนกลับไปในปีพ.ศ. 2514 กรุงเทพมหานครจัดตั้งขึ้นตามประกาศคณะปฏิวัติ โดยรวม “จังหวัดพระนคร” และ “จังหวัดธนบุรี” เข้าด้วยกัน และเริ่มใช้ชื่อ “กรุงเทพมหานคร” อย่างเป็นทางการในปีพ.ศ. 2515 นี่จึงเป็นช่วงเริ่มต้นของการบริหารกรุงเทพมหานคร ซึ่งกลายเป็นมหานครขนาดใหญ่ที่ต้องการระบบบริหารรูปแบบใหม่ กลุ่มผู้ว่าฯ รุ่นแรกจึงมีหน้าที่ที่สำคัญที่สุด นั่นคือการวางรากฐานให้เมืองสามารถบริหารจัดการตัวเองได้ โดย ชำนาญ ยุวบูรณ์ คือผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครคนแรก ที่มาจากการแต่งตั้งของคณะรัฐมนตรีในรัฐบาลของจอมพล ถนอม กิตติขจร ภายหลังการจัดตั้งกรุงเทพมหานครขึ้นจากการรวมจังหวัดพระนครและจังหวัดธนบุรี โดยก่อนหน้านั้นพื้นที่ดังกล่าวอยู่ภายใต้การบริหารของเทศบาลนครกรุงเทพและเทศบาลนครธนบุรี

อรรถ วิสูตรโยธาภิบาล (2516-2517), ศิริ สันตะบุตร (2517-2518) และสาย หุตะเจริญ (2518)

หลังการรวมจังหวัดพระนครและจังหวัดธนบุรีเข้าด้วยกัน กรุงเทพมหานครได้ถือกำเนิดขึ้นอย่างเป็นทางการ ผู้ว่าฯ รุ่นแรกมีภารกิจสำคัญที่สุดคือการวางรากฐานระบบบริหารของมหานครแห่งใหม่ สิ่งที่ยังคงอยู่จนถึงปัจจุบัน ได้แก่

  • โครงสร้างการบริหาร กทม.
  • วางรากฐานระบบการบริหารผ่านสำนักงานเขต ซึ่งต่อมาพัฒนาเป็นโครงสร้าง 50 เขตในปัจจุบัน
  • ระบบการบริหารเมืองในรูปแบบมหานคร
  • ระบบราชการและศูนย์กลางการบริหารของ กทม.
  • โครงสร้างราชการ กทม. ทั้งหมด

แม้ในยุคแรกจะไม่ใช่ยุคที่มีโครงการขนาดใหญ่ แต่ถือเป็นรากฐานสำคัญของทุกสิ่งอย่างที่เกิดขึ้นในเวลาต่อมา ผู้ว่าฯ ทั้งสามคนทำหน้าที่สานต่อการจัดวางโครงสร้างของ กทม. ในช่วงเปลี่ยนผ่าน และวางรากฐานระบบบริหาร กทม. ก่อนที่ประชาชนจะได้เลือกผู้ว่าฯ โดยตรงเป็นครั้งแรกของประเทศ

ยุคประชาธิปไตยท้องถิ่น

ธรรมนูญ เทียนเงิน (2518-2520)

เรียกได้ว่าเป็นยุคปฐมบทแห่งประชาธิปไตยระดับท้องถิ่น เมื่อ ธรรมนูญ เทียนเงิน จากพรรคประชาธิปัตย์ ได้รับเลือกให้เป็นผู้ว่าฯ กทม. ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงคนแรกของประเทศไทย ซึ่งนอกจากจะเป็นหมุดหมายใหม่ทางการเมืองแล้ว ยุคนี้ยังเป็นช่วงที่กรุงเทพฯ เริ่มขยายตัวอย่างรวดเร็วจากเมืองหลักสู่มหานครเต็มรูปแบบ และเริ่มขยายตัวสู่พื้นที่ชานเมือง ทำให้พื้นที่อย่าง ลาดพร้าว บางกะปิ รามคำแหง บางเขน และดอนเมือง เริ่มเติบโตเป็นย่านชุมชนขนาดใหญ่ ด้วยปัจจัยทางเศรษฐกิจและการขยายเมือง สิ่งที่ยังหลงเหลือมาถึงปัจจุบัน คือ

  • การมีส่วนร่วมทางการเมืองระดับท้องถิ่น
  • แนวคิดการพัฒนาเมืองชานเมือง

ดังนั้น มรดกชิ้นสำคัญในยุคนี้อาจไม่ใช่อาคารหรือถนน แต่คือ “การวางรากฐานการมีส่วนร่วมของประชาชน” ซึ่งเป็นการเปลี่ยนผ่านอำนาจจากส่วนกลางมาสู่ท้องถิ่นเป็นครั้งแรก และเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้คนกรุงเทพฯ ตระหนักถึงสิทธิในการเลือกผู้นำของตนเอง ด้วยความรู้สึกที่ว่า “ผู้ว่าฯ เป็นตำแหน่งที่ประชาชนสามารถเลือกได้”

ยุคระเบียบวินัยของเมือง

พล.ต.จำลอง ศรีเมือง (2528-2535)

หากถามถึงผู้ว่าฯ ที่มีภาพจำชัดเจนที่สุดแห่งยุค ชื่อของ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง มักถูกกล่าวถึงเสมอ โดยยุคนี้ได้ชื่อว่าเป็นยุคของการจัดระเบียบและภาพลักษณ์ผู้นำสมถะ ในยุคนี้ กทม. จึงมีความโดดเด่นในเรื่องของการจัดระเบียบเมือง ความสะอาดและความเป็นระเบียบกลายเป็นวาระสำคัญของเมือง นับได้ว่าในยุคของผู้ว่าฯ จำลอง ได้ “ทิ้งวัฒนธรรมเมือง” มากกว่าสิ่งปลูกสร้าง เช่น

  • รณรงค์ความเป็นระเบียบเรียบร้อยของเมือง
  • จัดระเบียบหาบเร่แผงลอยครั้งใหญ่
  • ปราบการทิ้งขยะบนถนน
  • รณรงค์รักษาความสะอาดเมือง
  • ส่งเสริมวินัยสาธารณะ
  • เจ้าหน้าที่เทศกิจเข้มงวดอย่างมาก
  • ทำให้คำว่า “เมืองน่าอยู่” กลายเป็นวาระสำคัญของ กทม.

มรดกที่ยังคงถูกพูดถึงอยู่จนปัจจุบัน คือความพยายามในการจัดระเบียบทางเท้าและหาบเร่แผงลอย แม้จะเป็นโจทย์ที่ยังคงแก้ไม่ตกมาจนถึงทุกวันนี้ แต่ในยุคของ “มหาจำลอง” ถูกมองว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการตั้งคำถามเรื่องสิทธิสาธารณะบนทางเท้า แนวคิดที่ว่าพื้นที่สาธารณะควรได้รับการดูแลอย่างเป็นระบบ และทางเท้าควรเป็นพื้นที่สำหรับคนเดิน จึงมีรากฐานมาจากยุคนี้ โดยหลายคนมองว่านี่เป็นยุคที่กทม. สะอาดและเป็นระเบียบที่สุดยุคหนึ่ง นอกจากนี้ ยังมีภาพลักษณ์ของการบริหารงานที่เน้นความโปร่งใสและสมถะ ซึ่งยังคงเป็นเกณฑ์มาตรฐานที่คนกรุงเทพฯ มักนำมาใช้คาดหวังกับผู้ว่าฯ คนต่อ ๆ มา

ยุคเตรียมพร้อมสู่มหานครสมัยใหม่

ร.อ.กฤษฎา อรุณวงษ์ ณ อยุธยา (2535-2539)

หลังยุคของพล.ต.จำลอง ศรีเมือง กทม. ยังคงเผชิญกับปัญหาการขยายตัวของเมืองอย่างรวดเร็ว ทั้งด้านการจราจร โครงสร้างพื้นฐาน และจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง กทม. ในเวลานั้นเริ่มเผชิญกับวิกฤติจราจรอย่างหนัก ยุคของผู้ว่าฯ กฤษฎา จึงเป็นช่วงที่ กทม. กำลังเปลี่ยนผ่านจากเมืองขนาดใหญ่ไปสู่ “มหานคร” อย่างเต็มรูปแบบ สิ่งสำคัญที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานี้ คือ

  • การเตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานของเมือง
  • การพัฒนาระบบระบายน้ำและการป้องกันน้ำท่วม
  • การขยายบริการสาธารณะรองรับการเติบโตของชุมชนเมือง
  • การพัฒนาโครงข่ายถนนและจุดตัดการจราจรในหลายพื้นที่ เพื่อรองรับการขยายตัวของเมือง
  • การวางรากฐานและเตรียมความพร้อมของเมือง เพื่อรองรับโครงการคมนาคมขนาดใหญ่ในอนาคต

ยุคผู้ว่าฯ กฤษฎา แม้จะไม่ใช่ยุคที่มีโครงการซึ่งจะกลายเป็นสัญลักษณ์โดดเด่นของกทม. เหมือนรถไฟฟ้าหรือ Skywalk แต่ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญที่เมืองกำลังเตรียมตัวรับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในอนาคต มรดกของยุคนี้จึงอาจไม่ใช่สิ่งปลูกสร้างเพียงชิ้นเดียว หากแต่เป็นการเสริมความพร้อมของโครงสร้างเมือง เพื่อรองรับการเติบโตของ กทม. ในทศวรรษต่อมา

ยุคฟื้นเมืองหลังวิกฤติเศรษฐกิจ

พิจิตต รัตตกุล (2539-2543)

หลังจากประเทศไทยเผชิญวิกฤติเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง กทม. ก็ต้องเผชิญกับความท้าทายทั้งด้านเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชนเช่นกัน ในยุคของผู้ว่าฯ พิจิตต จึงเน้นการบริหารเมืองที่คำนึงถึงคุณภาพชีวิตและพื้นที่สาธารณะมากขึ้น รวมถึงการกระจายอำนาจการบริหารลงสู่ระดับเขต ทำให้การแก้ปัญหาตอบสนองคนในพื้นที่ได้ดีขึ้น มรดกที่ยังเห็นได้คือ

  • แนวคิดพื้นที่สาธารณะเพื่อคุณภาพชีวิต
  • การพัฒนาเมืองเชิงสังคม
  • นโยบาย “กทม. ใสสะอาด”
  • การบริหารเมืองแบบประนีประนอม

มรดกในยุคนี้จึงไม่ใช่ตึก หรือโครงการที่เป็นสัญลักษณ์โดดเด่นเหมือนบางยุค แต่คือแนวคิดที่ว่าเมืองไม่ได้มีไว้สำหรับรถยนต์เท่านั้น หากแต่ต้องเป็นพื้นที่สำหรับผู้คนด้วย จึงมีความพยายามในการผลักดันกทม. จากเมืองที่แข็งกระด้างให้มีชีวิตชีวาและเป็นเมืองที่น่าอยู่มากขึ้น ผ่านแนวคิดด้านสิ่งแวดล้อม ความสะอาด และการมีส่วนร่วมของชุมชน แม้ว่าอาจจะไม่มีโครงการขนาดใหญ่ที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของเมืองเหมือนบางยุคก็ตาม

ยุคระบบขนส่งมวลชน

สมัคร สุนทรเวช (2543-2547)

ผู้ว่าฯ สมัคร เป็นผู้ว่าฯ ที่ขึ้นดำรงตำแหน่งในช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญของเมือง แม้รถไฟฟ้า BTS จะเปิดให้บริการตั้งแต่ยุคผู้ว่าฯ พิจิตต ในปีพ.ศ. 2542 แต่ในยุคนี้รถไฟฟ้าเริ่มกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของคนกรุงเทพฯ อย่างแท้จริง คนเมืองเริ่มปรับตัวสู่การเดินทางแบบราง เมืองเริ่มเปลี่ยนรูปแบบการพัฒนาจากการขยายตัวตามถนน สู่การเติบโตตามแนวสถานีรถไฟฟ้า ย่านต่าง ๆ รอบสถานีกลายเป็นจุดศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและการอยู่อาศัยใหม่

ขณะเดียวกัน มรดกทางกายภาพที่ผู้คนจดจำมากที่สุด คือการเร่งแก้ปัญหาจราจรผ่านโครงสร้างพื้นฐานของเมือง โดยเฉพาะทางยกระดับ สะพานข้ามแยก และโครงการอุโมงค์ลอดทางแยกหลายแห่ง ซึ่งถูกผลักดันหรือสานต่ออย่างเข้มข้นในช่วงเวลานั้น จนเกิดภาพจำของ “ยุคสะพานสมัคร” ในหมู่คนกรุงเทพฯ มรดกที่ยังเห็นได้ชัดมาจนถึงปัจจุบัน ได้แก่

  • วัฒนธรรมการเดินทางด้วยรถไฟฟ้า
  • การพัฒนาเมืองรอบสถานีรถไฟฟ้า
  • โครงการทางยกระดับ สะพานข้ามแยก และอุโมงค์ลอดทางแยกหลายพื้นที่ เพื่อบรรเทาปัญหาคอขวดบนถนนสายหลัก

ดังนั้น มรดกสำคัญของยุคนี้จึงไม่ใช่โครงการใดโครงการหนึ่ง แต่เป็นช่วงเวลาที่กทม. พยายามรับมือกับปัญหาการจราจรทั้งผ่านระบบขนส่งมวลชนและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานควบคู่กันไป ส่งผลให้รูปแบบการเดินทางและภูมิทัศน์ของเมืองเปลี่ยนแปลงไป และยังคงส่งอิทธิพลต่อวิถีชีวิตของคนกรุงเทพฯ มาจนถึงปัจจุบัน

ยุคเมืองสีเขียว

อภิรักษ์ โกษะโยธิน (2547-2551)

หนึ่งในผู้ว่าฯ ที่ถูกจดจำจากการผลักดันประเด็นสิ่งแวดล้อมคือ ผู้ว่าฯ อภิรักษ์ ผลงานสำคัญที่ยังเป็นที่จดจำในยุคนี้ ได้แก่

  • โครงการรถโดยสารด่วนพิเศษ BRT สาทร-ราชพฤกษ์ เพื่อเป็นทางเลือกในการเดินทาง
  • การส่งเสริมการใช้จักรยาน และสร้างเครือข่ายจักรยานในเมือง
  • การเพิ่มพื้นที่สีเขียว
  • เพิ่มพื้นที่สวนสาธารณะ
  • แนวคิด Green Bangkok

กทม. เริ่มถูกปรับภาพลักษณ์ให้มีความเป็นสากลมากขึ้น ขณะเดียวกันก็มีการส่งเสริมกิจกรรมด้านการอ่าน วัฒนธรรม และการใช้พื้นที่สาธารณะมากขึ้น มีการวางรากฐานหอสมุดและลานกิจกรรมสร้างสรรค์ให้กระจายตัวในเมือง และมีส่วนให้กทม. ได้รับเลือกเป็น “เมืองหนังสือโลก” (World Book Capital) ปี 2556 หรือก็คือในยุคต่อมา และแม้ว่าบางโครงการจะมีข้อถกเถียงและข้อจำกัด แต่ก็เป็นช่วงเวลาที่เรื่องสิ่งแวดล้อมเริ่มได้รับความสำคัญในระดับนโยบายเมืองอย่างจริงจัง

ยุคทางเดินลอยฟ้า โครงสร้างใต้พิภพ และการเชื่อมต่อเมือง

ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร (2552-2559)

ยุคผู้ว่าฯ สุขุมพันธุ์ ถือเป็นช่วงที่กทม. ให้ความสำคัญกับทั้งการเชื่อมต่อระบบขนส่งมวลชนและการบริหารจัดการน้ำอย่างจริงจัง ผลงานที่ยังเห็นได้ชัดในปัจจุบัน ได้แก่

  • Skywalk หลายพื้นที่
  • ทางเดินเชื่อมสถานีรถไฟฟ้า
  • การปรับปรุงสวนสาธารณะ
  • การส่งเสริมกิจกรรมระดับเมือง
  • Bangkok Countdown ขยายตัวเป็นงานระดับนานาชาติ
  • เริ่มแนวคิด Smart City หลายด้าน
  • การพัฒนาอุโมงค์ระบายน้ำขนาดใหญ่หลายโครงการ

ทุกวันนี้ การเดินเท้าจากสยาม ชิดลม เพลินจิต หรืออโศก แทบจะไม่ต้องลงพื้นถนน กทม. เริ่มเป็นเมืองที่ “เดินได้” มากขึ้นด้วยทางเดินลอยฟ้า ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีโครงสร้างใต้พิภพ มรดกที่มองไม่เห็นจากผิวดิน แต่มีบทบาทสำคัญยามฝนตกหนัก คืออุโมงค์ระบายน้ำขนาดใหญ่ (เช่น อุโมงค์ยักษ์พระราม 9) ซึ่งเป็นการเปลี่ยนกระบวนทัศน์การจัดการน้ำของเมือง จากการใช้เพียงคลองและเครื่องสูบน้ำขนาดเล็ก สู่ระบบท่อระบายน้ำใต้ดินขนาดใหญ่ ช่วยเร่งระบายน้ำจากพื้นที่ชั้นในลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา และกลายเป็นกลไกสำคัญของระบบป้องกันน้ำท่วมกทม. ในปัจจุบัน ผู้คนยังคงได้รับประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานที่ถูกพัฒนาในช่วงเวลานี้

ยุคจัดระเบียบเมืองรอบใหม่

พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง (2559-2565)

ยุคผู้ว่าฯ อัศวิน มีการเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์เมืองอย่างเห็นได้ชัด ผลงานที่มักถูกกล่าวถึง ได้แก่

  • การจัดระเบียบหาบเร่แผงลอยครั้งใหญ่
  • การปรับปรุงทางเท้า
  • การดูแลภูมิทัศน์เมือง
  • การพัฒนาระบบระบายน้ำเฉพาะจุด ต่อยอดจากอุโมงค์ยักษ์ คือแก้มลิงใต้ดิน (Water Bank) เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมขังในพื้นที่ลุ่มต่ำเฉพาะจุดอย่างเป็นรูปธรรม

แม้บางนโยบายจะมีทั้งผู้สนับสนุนและผู้คัดค้าน แต่ก็ปฏิเสธได้ยากว่าหน้าตาของทางเท้าหลายพื้นที่ในกทม. เปลี่ยนแปลงไปอย่างมากในช่วงเวลานี้

ยุคดิจิทัลเต็มรูปแบบ ดำเนินงานด้วยข้อมูล และการมีส่วนร่วมของประชาชน

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ (2565-2569)

สิ่งที่น่าสนใจในยุคผู้ว่าฯ ชัชชาติ คือการเป็นผู้ว่าฯ ที่ได้รับคะแนนเลือกตั้งสูงสุดในประวัติศาสตร์ กทม. และหากผู้ว่าฯ หลายคนในอดีตทิ้งถนน สะพาน หรือสวนสาธารณะไว้ให้เมือง อาจบอกได้ว่ายุคนี้กำลังทิ้ง “ระบบ” ไว้เป็นมรดก ที่เห็นได้ชัดเจน คือการเปลี่ยนกทม. เข้าสู่ยุคดิจิทัลและเมืองที่ตรวจสอบได้ การนำเทคโนโลยีมาเป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ที่ทำให้ประชาชนมีอำนาจในการชี้เป้าปัญหา เป็นระบบที่กำลังก่อร่างสร้างตัวและเปลี่ยนพฤติกรรมคนกรุง อีกทั้งยังเปลี่ยนรูปแบบการทำงานของข้าราชการ กทม. ให้ต้องตอบสนองแบบ Real-time สิ่งที่โดดเด่นและถือได้ว่าถูกยกระดับขึ้นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน คือ

  • Traffy Fondue กลายเป็นระบบแจ้งปัญหาเมืองของประชาชน
  • Open Data Bangkok
  • Dashboard ข้อมูลเมือง
  • โครงการสวน 15 นาที
  • การปรับปรุงทางเท้าและพื้นที่สาธารณะจำนวนมาก
  • การสื่อสารกับประชาชนผ่านช่องทางออนไลน์
  • ถ่ายทอดสดการทำงานผ่านโซเชียล
  • ผู้ว่าฯ ลงพื้นที่แบบเรียลไทม์

จะเห็นว่าจุดเปลี่ยนสำคัญคือการนำข้อมูลและเทคโนโลยีเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการบริหารเมืองมากขึ้น จากอดีตที่ประชาชนมีบทบาทเป็นเพียงผู้รับบริการ สู่การเป็นผู้แจ้งปัญหา ติดตามผล และมีส่วนร่วมกับการพัฒนาเมืองโดยตรง และเปลี่ยนการบริหารเมืองจาก “ความรู้สึก” ของประชาชน มาเป็น “ข้อมูล” ที่สามารถจับต้องได้

กรุงเทพฯ ไม่ได้สร้างเสร็จในวันเดียว

เมื่อมองย้อนกลับไป จะเห็นได้ว่าไม่มีผู้ว่าฯ คนใดสามารถสร้างกรุงเทพฯ ได้เพียงลำพัง ระบบบริหารเมืองที่เราเห็นทุกวันนี้ เกิดจากผู้ว่าฯ รุ่นแรก วัฒนธรรมความเป็นระเบียบของเมือง ได้รับอิทธิพลจากยุคผู้ว่าฯ จำลอง การเดินทางด้วยรถไฟฟ้าคือผลจากการพัฒนาหลายยุคหลายสมัย Skywalk สวนสาธารณะ ทางเท้า และพื้นที่สาธารณะ ล้วนเป็นผลจากการสั่งสมของผู้บริหารหลายรุ่น เช่นเดียวกับระบบดิจิทัลที่กำลังเข้ามาเปลี่ยนวิธีบริหารเมืองในปัจจุบัน

ดังนั้น ตลอด 53 ปีที่ผ่านมา กทม. จึงไม่ใช่ผลงานของผู้ว่าฯ คนใดคนหนึ่ง หากแต่เป็นเหมือนบ้านหลังใหญ่ที่ถูกต่อเติมอยู่ตลอดเวลา เป็นผลงานร่วมของผู้ว่าฯ หลายรุ่น หลายแนวคิด และประชาชนหลายล้านคนที่ช่วยกันหล่อหลอมเมืองแห่งนี้ตลอดกว่าครึ่งศตวรรษ และตราบใดที่เมืองยังเติบโต กทม. ก็คงเป็นมหานครที่ไม่เคยสร้างเสร็จอย่างสมบูรณ์ แต่ยังคงถูกต่อเติมอยู่ทุกวัน ผ่านมือของผู้คนในแต่ละยุคสมัย