
ตอนที่เห็นชื่อไตเติ้ลของสงครามอวกาศภาคใหม่ที่ออกมาพบกับแฟนๆเป็นเรื่องที่ 8 ว่า THE LAST JEDI ก็รู้สึกตื่นเต้นและอดตั้งคำถามไม่ได้ว่า Star Wars ภาคนี้จะนำไปสู่การทำลายนิกาย “เจได” ที่ผูกพันกับคนดูมายาวนานกว่า 40 ปี ให้สิ้นซากสูญพันธุ์ถาวรไปเลยหรือไม่? กระทั่งเมื่อถึงวันที่หนังเข้าฉายทั่วโลก และเมื่อดูจบก็พบว่าชื่อไตเติ้ลของหนังภาคนี้นั้นให้ความหมายที่ลึกซึ้งกว่าที่คิดทีเดียว
หนังเล่าเรื่องต่อจากภาค The Force Awaken เมื่อ เรย์ เดินทางไปพบ ลุค สกายวอล์คเกอร์ อัศวินเจไดระดับตำนาน เพื่อฝึกฝนการใช้พลัง และหาคำตอบเรื่องชาติกำเนิดที่สงสัยมาตลอดว่าตนเองเป็นใคร พร้อมขอร้องให้เจ้าตัวกลับไปช่วยกลุ่มกบฏ ต่อสู้กับกลุ่มปฐมภาคีผู้ชั่วร้าย โดยมี สโน๊ค ผู้นำกลุ่มที่หมายมั่นยึดครองจักรวาลอยู่เบื้องหลัง พร้อมด้วย ไคโล เรน ศิษย์เอกและหลานชายของ ลุค ที่ผันตัวเข้าสู่ด้านมืด และกองทัพจำนวนมาก เป็นหน่วยเดนตายในการทำลายล้างผู้แข็งข้อ
หนังมีช่วงเวลาที่สนุกสนานมากมายตลอด 2 ชั่วโมงครึ่ง โดยเฉพาะการปรากฏตัวของ ลุค สกายวอล์คเกอร์ (มาร์ค ฮามิลล์) ฮีโร่ที่แฟนๆประจำซีรีส์นี้ ทุกคำพูด รวมถึงการกระทำของเขาเต็มไปด้วย Moment น่าจดจำมากมาย ขณะที่ตัวของเจ้าหญิงเลอา (แคร์รี ฟิชเชอร์ ผู้ล่วงลับ) ก็มีบทบาทสำคัญในการดูแลเหล่ากลุ่มกบฏ ต่อสู้กับกองกำลังปฐมภาคี แถมยังมีฉากโชว์อภินิหารที่พนันได้ว่าแฟนๆต้องเซอร์ไพรส์ นอกจากนี้ก็ยังมีตัวละครลับอีกคนมาร่วมสร้างสีสันด้วย เรียกว่าใครเป็นแฟนตัวละครไตรภาคเก่า เดินออกจากโรงแบบมีความสุขแน่ๆ ส่วนตัวละครยุคปัจจุบันทั้ง เรย์, ฟินน์, ไคโล เรน และ สโน๊ค ก็ช่วยขับเคลื่อนเรื่องราวให้เดินไปข้างหน้าได้ดี
หนังอาจมีข้อเสียบ้างตรงที่มีเรื่องราวมากมายต้องเล่า ทำให้เนื้อหาบางช่วงบางตอนถูกเล่าอย่างเร่งรีบและยังมีปมให้ตามสะสาง เช่นการฝึกฝนวิชาของ เรย์ ที่ไม่ทำให้คนดูรู้เลยว่าเธอได้พัฒนาอะไรบ้างเพราะเล่าซะเร็ว, ชาติกำเนิดของเธอที่ยังไม่ชัดเจน, ปูมหลังของ สโน๊ค ผู้นำปฐมภาคี ที่ไม่รู้ว่าเป็นใครมาจากไหน ขณะที่ฉากบุกชิงตัว “นักแกะรหัส” ที่ดาวดวงหนึ่งก็กินเวลามากจนรู้สึกเบื่อ แต่มันก็ได้รับการชดเชยด้วยฉากเซอร์ไพรส์ต่างๆที่เข้าขั้นยอดเยี่ยมดูแล้วอ้าปากค้างว่าคิดได้ยังไงเนี่ย โดยเฉพาะพาร์ทการสู้รบตอนสุดท้ายทั้งแบบมนุษย์ตัวต่อตัว, กองทัพ ปะทะ กองทัพ และการเสียสละที่ยิ่งใหญ่ของตัวละครเล็กๆที่กระทำเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น เรียกว่ามีฉากจำเยอะมาก
ทั้งนี้ ในฐานะแฟนพันธุ์แท้ Star Wars ทีแรกแอบรู้สึกกังวลเล็กน้อยว่าภาคนี้จะเป็นการ “ทำซ้ำ” ของภาค The Empire Strike Back เหมือนที่ภาค 7 The Force Awaken เคยเป็นตัวก๊อปปี้ของภาค 4 A New Hope ซึ่งก่อให้เกิดเสียงวิจารณ์จากแฟนบอยไม่น้อยว่าลอกเนื้อเรื่องกับช็อตคลาสสิคต่างๆมาเยอะเหลือเกิน แต่เมื่อดูจนจบก็หมดเรื่องกังขาเมื่อ ไรอัน จอห์นสัน ผู้กำกับและมือเขียนบทไฟแรง จัดการสร้างเนื้อเรื่องในแบบของเขา พร้อมกำหนดทิศทางใหม่แก่แฟรนไชส์เรื่องนี้ได้อย่างน่าประทับใจ
ปัญหาอย่างหนึ่งที่แฟนพันธุ์แท้ STAR WARS ต้องคอยตอบแฟนหนังรุ่นใหม่เป็นประจำเมื่อหนังภาคใหม่เข้าฉายคือ “ถ้าไม่ดูภาค 1-2-3-4-5-6 มาก่อน จะดูภาคใหม่รู้เรื่องไหม?” ซึ่งหากคนดูที่ไม่เคยมีความผูกพันกับเรื่องราวดั้งเดิมที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 1977 (พูดแล้วแก่) คงยากที่จะอินกับเนื้อหา ปรัชญาคำสอน บทพูดเชยๆ และการต่อสู้โดยใช้ดาบเซเบอร์ที่ล้าสมัยไปแล้ว แต่พอดูเรื่องนี้จบปุ๊ป เด็กๆรุ่นใหม่คงสบายใจที่หลังจากนี้ไม่ต้องย้อนไปดูภาคแรก หรือตั้งคำถามว่า เจได คืออะไร? เพราะหนังได้สร้างจักรวาลใหม่ของตัวเองขึ้นมาเรียบร้อย
ถ้าให้เปรียบเทียบกับหนังภาคก่อน THE LAST JEDI คือภาคที่ดูแล้วรู้สึกอิ่มเอมและมีความสุขยิ่ง อาจไม่เท่ากับ The Empire Strike Back ที่เป็นตำนานอมตะ แต่หนังภาคที่ 8 ของตระกูลนี้ (ไม่นับ Rogue One ที่เป็นภาคแยก) ก็มีเรื่องราวเป็นของตัวเอง ขณะเดียวกันหนังยังมีหลายฉากที่เขียนบทให้ตัวละครเก่าๆที่เราคุ้นเคยกันดี ทำหน้าที่ส่งไม้ต่อให้ตัวละครกลุ่มใหม่ได้ไปโลดแล่นสร้างสรรค์จักรวาลแบบที่ว่าจากนี้ไปเราไม่ต้องเกี่ยวข้องกับเรื่องในอดีตอีกแล้ว
ดังนั้น คำว่า THE LAST JEDI ที่แปะท้ายชื่อซีรีส์ ไม่ได้หมายถึงชีวิตของ “อัศวินเจไดคนสุดท้าย” เพียงอย่างเดียว แต่เป็นการปิดฉากเรื่องราวที่แฟนๆจดจำมาตลอด 40 ปี เพื่อเดินหน้าสู่ทิศทางใหม่ โลกใหม่ ซึ่งจะทวีความเข้มข้นและดุเดือดยิ่งกว่าเดิมในภาคที่ 9 ซึ่งจะตามมาในปี 2019 นี้






























