
ถ้าคุณผู้อ่านที่อยู่ในรุ่นสามสิบกลางๆหรือใกล้จะปริ่มสี่สิบ เชื่อว่าหลายคนน่าจะเคยผ่านหูกับรายการ “เป็นเรื่องกับต่อพงษ์” ที่ผู้จัดก็คือ “ต่อพงษ์ เศวตามร์” ทางคลื่นสามัญประจำบ้าน FM 97.5 MHz ในเครือวิทยุผู้จัดการที่ปัจจุบันจะปิดตัวไปนานกว่าสิบปีแล้ว แต่หลายคนยังจำความเผ็ช! แบบถึงลูกถึงคนของเขาได้
ผู้เขียนกับต่อพงษ์ ถ้านับกันไปก็เป็นศิษย์ร่วมสำนักบ้านพระอาทิตย์ อันเป็นที่ตั้งของนิตยสาร หนังสือพิมพ์รายสัปดาห์ หนังสือพิมพ์รายวัน ภายใต้หัว “ผู้จัดการ” ความที่ได้ทำงานร่วมกัน อยู่ชั้นเดียวกัน แถมยังได้เขียนบทความให้กับนิตยสารที่ต่อพงษ์ เป็นบรรณาธิการรวมไปถึง เดินสวนกันไปมา ระหว่าง “บ้านพระอาทิตย์” กับ “ตึกวิทยุ” ที่อยู่ในซอยรามบุตรี ทำให้ผู้เขียนและต่อพงษ์ ไม่ได้เป็นคนแปลกหน้าต่อกัน หากแต่ยังได้พูดคุยกันตามแต่หัวข้อที่กำลังเป็นกระแสอยู่ในเวลานั้นบ้างไม่มากก็น้อย
แล้วเรื่องของต่อพงษ์ กับ เรื่องของเด็กมาเกี่ยวข้อกันได้อย่างไร ต้องบอกว่าเรื่องนี้ต่อพงษ์ ไม่ได้ทำให้เกี่ยวแต่เป็นผู้เขียนที่รู้สึกว่าเกี่ยว เพราะเพิ่งมีโอกาสได้เจอต่อพงษ์ อีกครั้งเมื่อไม่นานมานี้ในงานศพของผู้ใหญ่ที่เคารพ ต่อพงษ์ ยังคงเป็นต่อพงษ์ที่ใครคาดไม่ถึงเหมือนเดิม แม้หลายคนจะเจ็บปวดกับวาจาอัน เชือดเฉือนของหนุ่มร่างเล็กคนนี้ แต่สิ่งที่ต่อพงษ์กล่าวก็ไม่ได้เกินจากความเป็นจริง และอีกหนึ่งมุมที่หลายคนไม่รู้คือความมีน้ำใจของ “ต่อพงษ์ เศวตามร์” ไม่ว่าจะกับคนรอบข้างหรือคนที่เขารัก
ความที่ไม่ได้เจอกันมานานหลังผู้เขียนออกจาก สำนักบ้านพระอาทิตย์มาร่วม 7 ปี ทำให้อรรถรสในการพูดคุยนั้นสนุกสนานมาก แต่หัวข้อของการคุยกลับไม่ใช่เรื่องการเมือง กีฬา บันเทิง เหมือนในอดีต หากแต่เป็นเรื่อง ลูกชายของต่อพงษ์ที่เจ้าตัวเล่าว่า กำลังเอาดีทางดนตรีคลาสสิก และมีแววจะไปได้ดี ให้พ่อได้พึ่งพาเสียด้วย (ฮา)
ผู้เขียนนั่งฟังเรื่องราวการเลี้ยงลูก และ การให้ความสนับสนุนลูกของต่อพงษ์ ด้วยความสนใจ และให้รู้สึกสะกิดใจ เพราะถ้าใครที่ติดตามผลงานของต่อพงษ์ จะรู้ว่าเขามีผลงาน พ๊อกเก็ตบุ๊คเกี่ยวกับดนตรีคลาสสิก อันโด่งดังที่ชื่อ“ก…ข…ค…คลาสสิก อ่านสนุก ฟังสนุก กับเพลงคลาสสิก” เป็นหนังสือที่หลายคนบอกว่า ต่อให้ไม่เคยฟังเพลงคลาสสิกก็อ่านสนุกและเข้าใจง่าย”
แน่นอนว่ากระบวนการคิดของต่อพงษ์ ที่มีต่อเพลงคลาสิก นั้น ต้องอยู่ในดีเอ็นเอ ของลูกชายไม่มากก็น้อย ซึ่งทำให้ปัจจุบัน ลูกชายของต่อพงษ์ กลายเป็นนักดนตรีแบบที่ตัวคุณพ่อเองก็นั่งแปลกใจระคนปลื้มใจ “ต่อ”บอกว่า “เราก็อยากให้เป็นหมอเหมือนกันนะเผื่อจะได้พึ่งในอนาคต แต่พอเห็นเขามาชอบทางนี้อย่างจริงจัง เราก็สนับสนุนแล้วก็รู้สึกดีใจที่เขาพบสิ่งที่เขาชอบ เลยเอาเงินที่ว่าจะไว้เสียแป๊ะเจี๊ย ไปซื้อเปียโนให้ลูกดีกว่า”
หลังจากบทสนทนาในวันนั้นกับต่อพงษ์ ผู้เขียนก็มานั่งนึกดู ก็ดูเหมือนจะจริงอย่างที่ผู้ใหญ่เคยว่าไว้ว่า “เด็กจะไม่เป็นอย่างที่เราอยากให้เป็น เขาจะเป็นอย่างที่เราเป็น” ส่วนผู้ใหญ่อย่างเราจะเป็นแม่พิมพ์แบบไหนเรื่องนี้คุณผู้อ่านคงต้องย้อนกลับมามองตัวเอง
แล้วพบกันใหม่สัปดาห์หน้าค่ะ





























