Home Work & Living Living ผู้นำ Boomer กับการเดิมพันสุดขั้วเพื่อทิ้งตำนานก่อนจากไป

ผู้นำ Boomer กับการเดิมพันสุดขั้วเพื่อทิ้งตำนานก่อนจากไป

ในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองโลกยุคปัจจุบัน หลายคนอาจเริ่มสังเกตเห็นว่าโลกของเรากำลังถูกขับเคลื่อน และในบางครั้งก็เหมือนถูกผูกชะตาไว้กับ “ผู้นำสูงวัย” ไม่กี่คนที่กุมอำนาจรัฐในประเทศมหาอำนาจของโลก หรือบางคนอาจมีบทบาทหลักเพียงในระดับประเทศ แต่ก็เป็นตัวแปรสำคัญที่สร้างแรงสั่นสะเทือนทางการเมืองไม่น้อย ผู้นำเหล่านี้จำนวนไม่น้อยอยู่ในเจเนอเรชัน Baby Boomer หรือผู้ที่เกิดระหว่างปี ค.ศ. 1946-1964 ซึ่งเติบโตขึ้นมาในช่วงเวลาที่โลกกำลังเผชิญความตึงเครียดทางอุดมการณ์ เศรษฐกิจ และการเมืองในยุคสงครามเย็น ระหว่างสหรัฐอเมริกา (โลกเสรี) และสหภาพโซเวียต (คอมมิวนิสต์) หลังสงครามโลกครั้งที่สอง กินเวลาตั้งแต่ปีค.ศ. 1947-1991

ความน่าสนใจคือ เมื่อพิจารณาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นทั่วโลกในทศวรรษ 2020 รวมถึงสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ที่ทำให้หลายฝ่ายเริ่มกังวลถึงความเป็นไปได้ของสงครามใหญ่ระดับโลก ภาพที่ปรากฏกลับคล้ายกับการเล่น “เกมกระดานทางภูมิรัฐศาสตร์” ครั้งสำคัญในช่วงปลายชีวิตของผู้นำเหล่านี้ ที่ซึ่งอนาคตของคนรุ่นหลังกลายเป็นเดิมพันสำคัญ สำหรับผู้นำบางคน การตัดสินใจทางการเมืองจึงไม่ได้เป็นเพียงการบริหารประเทศเท่านั้น แต่ยังเป็นการแสวงหาบทบาททางประวัติศาสตร์ อันเป็นการเดิมพันครั้งสุดท้ายเพื่อทิ้งตำนานของตนไว้ก่อนลาจากโลกนี้ เพราะสำหรับผู้นำบางคน การเกษียณอย่างเงียบ ๆ ไปนั่งเลี้ยงหลานอยู่บ้านอาจไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาต้องการ หากแต่ต้องการให้ชื่อของตนถูกจดจำในฐานะผู้ที่ “เปลี่ยนประวัติศาสตร์” และกลายเป็นตำนานที่ถูกกล่าวถึงไปอีกนาน

แต่ “ตำนาน” ของคนรุ่น Baby Boomer อาจกลายเป็น “ภาระ” ของคนรุ่นหลังอย่าง Gen X, Millennials (Gen Y) หรือ Gen Z และอาจทิ้ง “บาดแผล” ไว้ได้นานกว่านั้น

ลักษณะร่วมของผู้นำ Boomer ที่มักนำไปสู่การเดิมพันทางการเมืองแบบสุดขั้ว

หากจะอธิบายว่าเหตุใด ผู้นำจำนวนหนึ่งที่เป็น Boomer จึงมักถูกมองว่ามีแนวโน้มตัดสินใจทางการเมืองแบบ “เดิมพันสูง” หรือ “สุดขั้ว” นักวิเคราะห์การเมืองก็มักจะชี้ไปที่ลักษณะร่วมบางประการของผู้นำที่เติบโตมาในบริบทของยุคสงครามเย็น ซึ่งเป็นยุคที่การเมืองโลกเต็มไปด้วยการแข่งขันแบบศูนย์รวมอำนาจและความคิดแบบขั้วตรงข้าม ระหว่าง “ฝ่ายเรา” และ “ฝ่ายเขา”

เมื่อลองพิจารณาจากบรรดาผู้นำ 10 คนในเจเนอเรชัน Baby Boomer (เรียงตามอายุ) ได้แก่

  • Donald Trump ผู้นำสหรัฐอเมริกา
  • Benjamin Netanyahu ผู้นำอิสราเอล
  • Narendra Modi ผู้นำอินเดีย
  • Hun Sen อดีตผู้นำกัมพูชา แต่ยังมีบทบาทอยู่มากในประเทศ
  • Vladimir Putin ผู้นำรัสเซีย
  • Xi Jinping ผู้นำจีน
  • Recep Tayyip Erdoğan ผู้นำตุรกี
  • Aleksandr Lukashenko ผู้นำเบลารุส
  • Friedrich Merz ผู้นำเยอรมนี
  • Nicolás Maduro อดีตผู้นำเวเนซุเอลาที่ถูกโค่นอำนาจ

นี่คือ 12 ลักษณะร่วมของผู้นำเจเนอเรชัน Baby Boomer ที่อาจผลักดันให้ผู้นำบางคนเลือกเส้นทางการตัดสินใจที่เสี่ยงหรือรุนแรงกว่าปกติ ในที่นี้สามารถจัดแบ่งออกเป็น 4 มิติ

มิติที่ 1: จิตวิทยาและแรงขับเคลื่อนตัวตน
มิตินี้สะท้อนถึง “โลกภายใน” และความต้องการลึก ๆ ที่ซ่อนอยู่ภายใต้อำนาจ

  • Historical Legacy Drive — ความต้องการทิ้งร่องรอยในประวัติศาสตร์
    ผู้นำบางคนต้องการสร้างเหตุการณ์ใหญ่เพื่อให้ชื่อของตนถูกจดจำในหน้าประวัติศาสตร์
  • Fear of Irrelevance — ความกลัวการถูกลืมหลังลงจากอำนาจ
    การเกษียณอย่างเงียบ ๆ อาจหมายถึงการหายไปจากเวทีโลก จึงพยายามสร้างบทบาทสำคัญในช่วงปลายอำนาจ
  • Messiah Complex — ความเชื่อที่ว่าตัวเองคือผู้กอบกู้ประเทศ
    ผู้นำบางคนมีความคิดว่า “ถ้าไม่มีฉัน ประเทศจะล่มสลาย” จึงผูกตัวตนกับชาติหรือรัฐ และมองการวิจารณ์ตนเองเป็นการโจมตีประเทศ

มิติที่ 2: โลกทัศน์และความมั่นคงยุทธศาสตร์
มิตินี้คือ “เลนส์” ที่ใช้มองความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและการจัดระเบียบโลก

  • Zero-Sum Mindset — มองการเมืองเป็นเกมที่ต้องมีผู้แพ้
    การเมืองโลกถูกมองเป็นการแข่งขันที่ถ้าฝ่ายหนึ่งได้ อีกฝ่ายต้องเสีย จึงไม่ค่อยเชื่อในแนวคิดแบบ win-win
  • Security-First Mentality — ให้ความสำคัญกับความมั่นคงมากกว่าความร่วมมือ
    มุมมองด้านความมั่นคงและอำนาจรัฐ มักถูกให้ความสำคัญเหนือการประนีประนอมทางการทูต
  • Institutional Distrust — ความไม่ไว้วางใจต่อสถาบันและองค์กรระหว่างประเทศ
    เชื่อว่าการตัดสินใจของผู้นำสำคัญกว่ากลไกสถาบันหรือกฎเกณฑ์ระหว่างประเทศ

มิติที่ 3: โครงสร้างอำนาจและสไตล์การนำ
มิตินี้คือ “วิธีการ” บริหารจัดการและรักษาสถานะทางอำนาจในแบบฉบับโลกแอนะล็อก

  • Strongman Leadership — ความเชื่อในผู้นำที่แข็งแกร่ง
    เชื่อว่าผู้นำที่เด็ดขาดและรวมศูนย์อำนาจ สามารถกำหนดทิศทางประเทศได้ดีกว่าระบบที่ต้องปรึกษาหารือ
  • Personalization of Power — การผูกอำนาจรัฐกับตัวบุคคล
    การเมืองถูกทำให้เป็นเรื่องของผู้นำมากกว่าสถาบัน ทำให้การตัดสินใจขึ้นอยู่กับบุคคลไม่กี่คน
  • Analog Leadership Style — สไตล์ผู้นำแบบโลกแอนะล็อก
    ผู้นำหลายคนเติบโตมาก่อนยุคอินเทอร์เน็ต การบริหารจึงมักเป็นลำดับชั้น ใช้ระบบราชการแบบดั้งเดิม ไม่เข้าใจพลวัตของโซเชียลมีเดีย

มิติที่ 4: กลวิธีและวาทกรรมทางการเมือง
มิตินี้คือ “เครื่องมือ” ที่ใช้สื่อสารเพื่อสร้างความชอบธรรมและจัดการความต่าง

  • Crisis Politics — การใช้วิกฤติเป็นเครื่องมือทางการเมือง
    วิกฤติหรือความตึงเครียด สามารถเพิ่มความชอบธรรมและรวมพลังสนับสนุนภายในประเทศได้
  • Nostalgia Politics — การเมืองแบบโหยหาอดีต
    ผู้นำบางคนพยายามฟื้นภาพ “ยุคทองของชาติ” เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับนโยบายของตน
  • Institutional Suspicion — ความไม่ไว้วางใจคนรุ่นใหม่
    ผู้นำจำนวนมากเติบโตในระบบอาวุโสที่มองว่า “อายุ คือความน่าเชื่อถือ” จึงมองคนรุ่นใหม่ว่าขาดวุฒิภาวะทางการเมือง

เมื่อดีเอ็นเอสงครามเย็นเหล่านี้ตกอยู่ในมือของคนที่ถือครองอำนาจอย่างเบ็ดเสร็จ การตัดสินใจในช่วงทิ้งทวนจึงกลายเป็นการเดิมพันที่เอาอนาคตของโลกและคนรุ่นหลังมาวางไว้บนหน้าตักของคนเพียงคนเดียว นั่นทำให้การตัดสินใจในช่วงปลายอำนาจของผู้นำ Boomer มักมีเดิมพันสูง เช่น การเปิดเกมภูมิรัฐศาสตร์ใหม่ การเปลี่ยนทิศทางประเทศ การสร้างโครงการใหญ่ระดับชาติ หรือแม้แต่เผชิญหน้ากับคู่แข่งอย่างเปิดเผย เพราะหากประสบความสำเร็จ พวกเขาอาจถูกจารึกชื่อในประวัติศาสตร์ชาติหรือประวัติศาสตร์โลกในฐานะผู้นำผู้ยิ่งใหญ่ กลายเป็นตำนานทางการเมืองเมื่อจากไป แต่หากล้มเหลว ผลลัพธ์ก็อาจกลายเป็นภาระที่คนรุ่นหลังต้องรับช่วงแก้ไขต่อไป โดยที่พวกเขาไม่ได้ยินเสียงสาปแช่งไล่หลังอีกต่อไปแล้ว

ลักษณะเหล่านี้ อาจไม่ได้ปรากฏในผู้นำทุกคนเท่ากัน แต่เมื่อนำไปพิจารณากับผู้นำ Boomer ที่กำลังมีบทบาทบนเวทีโลกในปัจจุบัน เราจะเห็นรูปแบบเหล่านี้สะท้อนอยู่ในตัวผู้นำหลายคนอย่างชัดเจน

รหัสพันธุกรรมชาว Boomer: โลกทัศน์ที่ถูกหล่อหลอมในยุคสงครามเย็น

คนในเจเนอเรชัน Baby Boomer ซึ่งเกิดระหว่างปี ค.ศ. 1946-1964 เติบโตขึ้นมาท่ามกลางบรรยากาศทางการเมืองที่เต็มไปด้วยการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ ความหวาดระแวงระหว่างรัฐ และความเชื่อว่าความแข็งแกร่งของผู้นำคือสิ่งจำเป็นต่อการรักษาความมั่นคงของประเทศ ในโลกแบบนั้น การประนีประนอมมักจะถูกมองว่าเป็นความอ่อนแอ ขณะที่การแสดงพลังทางการเมือง เศรษฐกิจ หรือทางทหารถูกมองว่าเป็นสิ่งจำเป็นในการรักษาสมดุลของอำนาจ ดังนั้น คนจำนวนมากที่เติบโตมาในยุคสงครามเย็นจึงมองว่าโลกไม่ได้เป็นพื้นที่ของความร่วมมือ หากแต่เป็นสนามแข่งขันระหว่างมหาอำนาจสองขั้ว ความคิดเรื่องอำนาจ ความมั่นคง และศัตรูของรัฐ จึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของ “รหัสทางความคิด” ของคนในเจเนอเรชัน Baby Boomer ซึ่งยังคงส่งอิทธิพลต่อวิธีมองโลกและการตัดสินใจของผู้นำหลายคนในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม โลกทัศน์เช่นนี้กลับไม่ค่อยสอดคล้องกับโลกยุคดิจิทัลและค่านิยมของคนรุ่นใหม่

ประสบการณ์ทางประวัติศาสตร์เช่นนี้ ทำหน้าที่เสมือน “รหัสพันธุกรรมทางความคิด” ของคนรุ่น Boomer ซึ่งกำหนดวิธีมองโลก วิธีตีความความขัดแย้ง และวิธีตัดสินใจทางการเมืองของพวกเขา เมื่อคนในรุ่นเดียวกันจำนวนหนึ่งก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้นำประเทศ โลกทัศน์ที่ถูกหล่อหลอมจากยุคสงครามเย็นจึงยังคงสะท้อนอยู่ในนโยบายและการตัดสินใจของรัฐในศตวรรษที่ 21

กลุ่มอำนาจขั้วเก่า (Old Guard)

โลกทัศน์เช่นนี้ยังได้สร้างผู้นำแบบ “กลุ่มอำนาจขั้วเก่า (Old Guard)” ที่ขับเคลื่อนการแข่งขันทางอำนาจด้วยกรอบคิดแบบยุคสงครามเย็น ผู้นำเหล่านี้มักมองโลกผ่านเลนส์ของการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจ มองเวทีโลกเสมือนกระดานหมากรุกทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทุกการเคลื่อนไหวมีฝ่ายได้และฝ่ายเสีย เป็นเกมแบบ “ฉันรุก เธอรับ” หรือ “ฉันได้ เธอเสีย”

โลกภายใต้ระบอบคนแก่ครองอำนาจ (Gerontocracy)

อีกปรากฏการณ์ที่เริ่มถูกพูดถึงมากขึ้น คือการที่เวทีการเมืองโลกถูกครอบครองโดยผู้นำสูงวัยจำนวนมาก หรือก็คือผู้นำประเทศหลายคนในปัจจุบันมีอายุระหว่าง 65-80 ปี ทำให้โครงสร้างอำนาจระดับโลกถูกกำหนดโดยคนรุ่นเก่าที่เติบโตมาในบริบททางประวัติศาสตร์เดียวกัน

ผู้นำเหล่านี้จำนวนไม่น้อยมักตัดสินใจโดยอิงจาก “อดีตที่พวกเขาจากมา” มากกว่า “อนาคตที่กำลังจะมาถึง” พวกเขาให้ความสำคัญกับเรื่องเขตแดน เกียรติภูมิของชาติ และสมดุลอำนาจระหว่างรัฐ มากกว่าวิกฤติรูปแบบใหม่ที่คนรุ่นหลังต้องเผชิญ เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การปฏิวัติเทคโนโลยีอย่าง AI หรือความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจที่ขยายตัว

มันน่ากลัวตรงที่ผู้นำที่โตมากับโลกแอนะล็อก กำลังกุมปุ่มกดของอาวุธยุคดิจิทัลและ AI

นอกจากนี้ อายุและช่วงเวลาชีวิตที่เหลืออยู่อาจทำให้แรงกดดันต่อผลกระทบระยะยาวลดลง การตัดสินใจบางอย่างจึงอาจไม่ได้คำนึงถึงผลลัพธ์ในระยะยาวเท่ากับคนรุ่นที่ยังต้องอยู่กับผลลัพธ์เหล่านั้นไปอีกหลายทศวรรษ

การเมืองแบบฐานแห่งความเป็นจริง (Realpolitik)

Realpolitik เป็นคำภาษาเยอรมันที่แปลว่า “การเมืองฐานแห่งความเป็นจริง” คือปรัชญาการดำเนินนโยบายต่างประเทศที่ยึดถือหลักการสำคัญ คือ

  • การเน้นผลประโยชน์มากกว่าอุดมการณ์ ไม่สนใจว่าประเทศอื่นจะมีระบอบการปกครองแบบไหน (ประชาธิปไตยหรือเผด็จการ) หรือมีศีลธรรมหรือไม่ สนใจแค่ว่า “เราจะได้ประโยชน์อะไรจากเขา” แต่ก็อาจมีข้ออ้างตามอุดมการณ์บังหน้าเพื่อหาความชอบธรรม
  • การเน้นอำนาจ ในเมื่อโลกนี้ไม่มีตำรวจโลกคุม องค์การที่มีหน้าที่รักษาสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศก็ไม่มีกองทัพเป็นของตัวเอง ทุกอย่างจึงตัดสินกันที่ใครมีกองทัพเข้มแข็งกว่า ใครคุมเศรษฐกิจได้มากกว่า และใครมีอำนาจต่อรองสูงกว่า
  • การมองโลกตามความเป็นจริง ไม่เพ้อฝันถึงสันติภาพที่ยั่งยืน แต่จะเตรียมพร้อมสำหรับการปะทะเสมอ มองว่าความขัดแย้งเป็นเรื่องปกติของมนุษย์

การที่ผู้นำ Boomer เติบโตมาใน “โรงเรียนสงครามเย็น” พวกเขาจึงมองว่าโลกไม่มีที่ว่างสำหรับความอ่อนไหว ทุกอย่างคือการสะสมอาวุธนิวเคลียร์ การแย่งชิงพื้นที่ยุทธศาสตร์ และการทำทุกอย่างเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายชนะ รหัสทางความคิดของพวกเขาจึงถูกหล่อหลอมมาให้เชื่อว่าโลกคือสนามรบที่ต้องมีคนแพ้และคนชนะเท่านั้น สันติภาพจะเกิดก็ต่อเมื่อมีความกลัวที่เท่ากัน (อย่างการที่ต่างฝ่ายต่างมีนิวเคลียร์จนไม่กล้ายิงใส่กัน) การที่ผู้นำเหล่านี้พยายามจะ “เดิมพันสุดขั้ว” ในปัจจุบัน ก็เพื่อสร้างดุลอำนาจที่ตัวเองได้เปรียบไว้ก่อนที่จะก้าวลงจากตำแหน่ง

ไม่เพียงเท่านั้น พวกเขายังมองข้ามประเด็นสมัยใหม่เพื่อรักษาอำนาจรัฐ สวนทางกับคนรุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับสิทธิมนุษยชน ความเท่าเทียม ภาวะโลกร้อน หรือการหาทางออกของความขัดแย้งอย่างสันติ สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับพวกเขา คือ ความมั่นคงทางทหารและอิทธิพลเหนือดินแดน เพราะนั่นคือ “อำนาจที่จับต้องได้จริง” ดังนั้น การตัดสินใจเปิดศึกการค้าหรือขยายอิทธิพลทางภูมิรัฐศาสตร์ของผู้นำ Boomer จึงมักจะอ้างว่าทำเพื่อผลประโยชน์ของชาติในระยะยาว แต่ในมุมมองของคนรุ่นใหม่ มันคือการใช้ความรุนแรงและวิถีทางแบบโลกเก่ามาตัดสินอนาคตของโลกดิจิทัล

การเมืองเพื่อทิ้งตำนาน (Legacy Politics)

คำถามหนึ่งที่มักเกิดขึ้นคือ ผู้นำเหล่านี้ทำไปเพื่ออะไร เพื่ออำนาจ เงินทอง หรือสถานะหรือไม่ สำหรับผู้นำที่อยู่ในอำนาจมายาวนาน สิ่งเหล่านั้นอาจไม่ใช่เป้าหมายหลักอีกต่อไป แรงจูงใจทางจิตวิทยาที่สำคัญอาจเป็นความต้องการ “ถูกจดจำในหน้าประวัติศาสตร์” การสร้างตำนานทางการเมืองจึงกลายเป็นแรงขับสำคัญในการตัดสินใจครั้งใหญ่

ในบางกรณี ผู้นำอาจยอมแลกกับการเป็น “ผู้ร้าย” ในสายตาชาวโลก ดีกว่าการเป็น “คนไร้ตัวตน” ในหน้าประวัติศาสตร์ พวกเขาต้องการให้ชื่อของตนถูกจดจำในฐานะผู้ที่ทำภารกิจทางประวัติศาสตร์ หรือผู้ที่เปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ มากกว่าการจากไปอย่างเงียบ ๆ ในฐานะผู้นำที่โลกแทบไม่จดจำ

เกมเดิมพันสูงของผู้นำรุ่นสงครามเย็น

ในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โลกที่เชื่อมต่อกันผ่านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และเครือข่ายดิจิทัล การใช้กรอบคิดแบบการแข่งขันของมหาอำนาจสองขั้ว อาจไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงของระบบระหว่างประเทศอีกต่อไป แต่สำหรับผู้นำบางคนที่เติบโตมาท่ามกลางบรรยากาศของการแข่งขันเชิงอำนาจ ความคิดเรื่องความมั่นคง อำนาจรัฐ และการป้องปรามยังคงเป็นแกนสำคัญของการตัดสินใจทางการเมือง และในบางครั้ง กรอบคิดเหล่านี้เองที่ผลักดันให้การเมืองระหว่างประเทศกลายเป็น “เกมเดิมพันสูง” ซึ่งมีอนาคตของคนรุ่นหลังเป็นเดิมพัน

อย่างไรก็ตาม ในโลกที่ผันผวน บางครั้ง “รหัสพันธุกรรมสงครามเย็น” ก็มาพร้อมกับความนิ่ง ความเด็ดขาด และประสบการณ์การคานอำนาจที่คนรุ่นใหม่ยังไม่มี ต้องยอมรับว่าพวกเขาก็ไม่ธรรมดาในแง่ของความเก๋าเกม ที่สำคัญ ก็ไม่ใช่ผู้นำ Boomer ทุกคนที่เป็นเช่นนี้ แต่เป็นลักษณะเด่นที่พบในกลุ่มที่กุมอำนาจแบบเบ็ดเสร็จ และผู้นำ Boomer บางคนก็ปรับตัวเข้ากับโลกใหม่ได้ดี

การเดิมพันสุดขั้ว: “สร้างตำนานหล่อ ๆ” หรือ “ทิ้งซากความหายนะ”

เราจะเห็นว่าผู้นำทางการเมืองจำนวนไม่น้อยในโลกปัจจุบันยังคงเป็นคนในเจเนอเรชัน Baby Boomer และบางคนก็ถูกมองว่าเข้าตำราของ “ชายแก่บ้าอำนาจ” ทำให้พฤติกรรม “การทิ้งทวน” ของผู้นำวัยไม้ใกล้ฝั่งเหล่านี้มักถูกจับตามองเป็นพิเศษ เพราะการตัดสินใจครั้งใหญ่ของพวกเขา อาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนของประวัติศาสตร์ที่จารึกชื่อของพวกเขาไว้!

การที่จู่ ๆ พวกเขาก็ลุกขึ้นมาสร้างตำนานอย่างบ้าระห่ำ เพราะผู้นำกลุ่มนี้รู้ดีว่าเวลาของพวกเขากำลังเหลือน้อย ทั้งในทางชีวภาพและในทางการเมือง จึงเกิดปรากฏการณ์ที่นักวิเคราะห์บางคนเรียกว่า Legacy Fever หรืออาการคลั่งการสร้างตำนาน ก็เพราะว่าหากมันสำเร็จ พวกเขาอาจถูกยกย่องเป็นผู้นำผู้ยิ่งใหญ่ กลายเป็นตำนานที่คนรุ่นหลังกล่าวขาน แต่หากล้มเหลว ผลลัพธ์อาจเป็นเพียงซากปัญหาที่คนรุ่นต่อไปต้องตามล้างตามเช็ด ในขณะที่ผู้ก่อเรื่องอาจจากไปตามอายุขัยโดยไม่ได้อยู่รับผิดชอบผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นเลยด้วยซ้ำ นั่นทำให้ “การทิ้งทวน” ของผู้นำบางคน ถูกมองว่าเป็นหนึ่งในความเสี่ยงทางการเมืองที่ใหญ่ที่สุดของโลกปัจจุบัน

สำหรับผู้นำที่อยู่ในอำนาจมายาวนาน เป้าหมายสุดท้ายของชีวิตอาจไม่ใช่แค่การชนะเลือกตั้งในสมัยหน้าอีกต่อไป แต่เป็นการมีชื่ออยู่ในหนังสือประวัติศาสตร์ของชาติไปอีกหลายทศวรรษ หรือแม้กระทั่งอีกหนึ่งศตวรรษข้างหน้า การตัดสินใจทางการเมืองในช่วงปลายอำนาจจึงไม่ได้เป็นเพียงการบริหารประเทศ แต่เป็นการเขียน “บทสรุปของชีวิต” ของตัวเองให้เป็นตำนาน

เพราะท้ายที่สุด “วีรบุรุษ” และ “ทรราช” มักถูกบันทึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์เดียวกัน เพียงแต่อยู่คนละด้านของเรื่องเล่า สำหรับผู้นำบางคน การถูกคนรุ่นหลังด่าว่าบ้าอำนาจ อาจเป็นเสียงก่นด่าที่พวกเขาไม่มีวันได้ยิน แต่สำหรับพวกเขา มันก็ยังดีกว่าการถูกจารึกว่าเป็นผู้นำที่ไร้ตัวตน หรือผู้นำที่โลกแทบจะจำชื่อไม่ได้

อีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้การตัดสินใจเหล่านี้มีความเสี่ยงสูง คือเรื่องของ “ต้นทุนชีวิตที่เหลือน้อยลง” ลองนึกภาพว่าหากผู้นำวัย 40 ปีตัดสินใจผิดพลาด เขาอาจต้องใช้เวลาอีก 40-50 ปีอยู่กับผลลัพธ์ของความล้มเหลวนั้น แต่สำหรับผู้นำวัย 70 ปีขึ้นไป ความกล้าแตกหักอาจมีมากกว่า เพราะไม่ต้องอยู่ใช้หนี้ผลกรรมนั้นนานเท่ากับเด็กวัย 17 ปี และที่สำคัญ ผลกระทบระยะยาวหลายอย่างอาจเกิดขึ้นหลังจากที่พวกเขาไม่ได้อยู่เห็นมันแล้ว

มีแนวคิดที่มักถูกหยิบมาอธิบายปรากฏการณ์นี้ คือวลีภาษาฝรั่งเศส “Après moi, le déluge” หรือ “หลังฉันตาย ใครจะพินาศก็ช่าง” ซึ่งสะท้อนความคิดที่ว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือการบรรลุเป้าหมายในช่วงเวลาที่ตนยังมีอำนาจอยู่ ส่วนภาระหนี้สิน ความขัดแย้ง หรือแม้แต่สงครามที่ทิ้งไว้ให้คนรุ่นหลัง ก็กลายเป็นปัญหาที่คนรุ่นต่อไปต้องรับช่วงจัดการเอาเอง

หรือในอีกมุมหนึ่ง ความกลัว “การถูกลืม” อาจเป็นแรงผลักดันทางจิตวิทยาที่สำคัญ ของคนที่หลงใหลในอำนาจ ความเงียบเหงาอาจน่ากลัวกว่าเสียงด่า ทว่าการถูกตราหน้าว่าเป็นทรราชหรือเผด็จการ ยังคงมี “พลัง” มากกว่าการกลายเป็นอดีตผู้นำที่หายไปจากความทรงจำของสังคม ดังนั้น สำหรับผู้นำที่เวลาเหลือน้อย ความเงียบเหงาอาจน่ากลัวกว่าเสียงสาปแช่ง และการถูกจดจำในฐานะ “วายร้าย” ในหน้าประวัติศาสตร์ ยังดีกว่าการดับหายไปและจากไปอย่างเงียบ ๆ แบบไร้ร่องรอย

อย่างไรก็ตาม เมื่อผู้นำเหล่านี้จากไป ผู้ที่ต้องรับมรดกจากการตัดสินใจเหล่านั้นมักเป็นคนรุ่นถัดไป ไม่ว่าจะเป็นคนในรุ่น Gen X, Millennials (Gen Y) หรือ Gen Z ซึ่งต้องเผชิญกับผลกระทบระยะยาวที่ถูกทิ้งไว้ โดยผลกระทบเหล่านั้นอาจปรากฏในหลายรูปแบบ เช่น

  • การเก็บกวาดซากความขัดแย้ง เมื่อผู้นำบางคนทิ้ง “ระเบิดทางการเมืองหรือเศรษฐกิจ” ไว้เบื้องหลัง คนรุ่นหลังต้องรับหน้าที่แก้ปัญหาความขัดแย้งที่หยั่งรากลึกในสังคม
  • ระเบียบโลกที่พังทลาย กฎเกณฑ์สากลที่เคยถูกสร้างขึ้นผ่านการประนีประนอมอาจถูกสั่นคลอนด้วยการตัดสินใจที่ขับเคลื่อนด้วยอีโก้ของผู้นำเพียงไม่กี่คน
  • บาดแผลทางสังคมระยะยาว การใช้วาทกรรมแบ่งแยกและความเกลียดชังเพื่อระดมฐานเสียงทางการเมือง อาจทิ้งรอยแผลทางสังคมที่ดำรงอยู่ไปอีกหลายทศวรรษ แม้ตัวผู้นำจะจากไปแล้วก็ตาม

ในศตวรรษที่ 21 อนาคตของโลกอาจไม่ได้ถูกกำหนดโดยคนหนุ่มสาวที่ต้องอยู่กับมันยาวนานที่สุด แต่กลับถูกกำหนดโดยผู้นำรุ่นสุดท้ายของยุคสงครามเย็น คนที่กำลังเล่นเกมภูมิรัฐศาสตร์ครั้งสุดท้ายของชีวิตบนกระดานเดียวกันกับโลกทั้งใบ

“Bye Boomer” วลีเสียดสีที่คนรุ่นใหม่อยากบอกลา Boomer

หลายคนอาจเคยได้ยินวลี “Bye Boomer” ซึ่งเป็นวลีทางวัฒนธรรมการเมือง-สังคมที่เกิดในยุคโซเชียลมีเดีย เป็นการเล่นคำกับวลีที่แพร่หลายก่อนหน้า คือ “OK Boomer” ซึ่งกลายเป็นมีมบนอินเทอร์เน็ต โดยเฉพาะช่วงปลายทศวรรษ 2010 ใช้สำหรับตอบโต้หรือเสียดสีคนรุ่น Baby Boomer ที่ถูกมองว่าไม่เข้าใจโลกของคนรุ่นใหม่ หรือยังยึดติดกับวิธีคิดแบบเก่า โดยทั่วไปมีความหมายเชิงสัญลักษณ์ว่า ยุคของคนรุ่น Boomer กำลังจะผ่านไปแล้ว แนวคิดแบบเก่าหลาย ๆ อย่างควรถูกรื้อทิ้งและแทนที่ โดยให้คนรุ่นใหม่เป็นคนกำหนดอนาคตของตัวเองเอง อย่างไรก็ตาม เมื่อ Bye Boomer ถูกนำมาใช้ในความหมายเชิงการเมือง มันก็อาจสื่อถึงแนวคิดว่า โลกกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านจากผู้นำรุ่นสงครามเย็นไปสู่ผู้นำรุ่นใหม่ แนวคิดของคนรุ่นเก่ากำลังจะหมดอิทธิพล และคนรุ่นใหม่ต้องการเปลี่ยนทิศทางโลกให้เป็นไปในแบบที่พวกเขาต้องการ ทว่า เมื่อเชื่อมโยงกับการเมืองโลก มันกลับกลายเป็นคำถามใหญ่ว่า “ณ เวลานี้ โลกในอนาคตจะยังถูกกำหนดโดยผู้นำรุ่น Boomer ที่ทิ้งเศษซากบางอย่างไว้ต่อไป หรือกำลังจะเข้าสู่ยุคของผู้นำรุ่นใหม่อย่างแท้จริง”

นั่นทำให้ในบริบทของปี 2026 “Bye Boomer” จะไม่ได้เป็นเพียงคำล้อเลียนขำ ๆ แบบเดียวกับคำว่า “OK Boomer” ในอดีตอีกต่อไป หากแต่กลายเป็น “จุดยืนทางสังคมและการเมือง” ของคนรุ่น Gen X, Millennials (Gen Y) และ Gen Z ที่กำลังบอกลาอิทธิพลของคนในเจเนอเรชัน Baby Boomer ซึ่งครองเวทีการเมืองโลกมายาวนานเกินไป หลงใหลในอำนาจ และทำทุกอย่างตามแนวคิดสุดจัดของตัวเองโดยไม่สนใจความเดือดร้อนของประชาชน วลีนี้จึงสะท้อนให้เห็นถึงการปะทะกันระหว่างสองแรงผลักดันที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน ด้านหนึ่งคือ “มรดกชิ้นสุดท้าย” ที่ผู้นำ Boomer อยากสร้างไว้ก่อนลงจากเวทีประวัติศาสตร์ ขณะที่อีกด้านหนึ่งคือ “ความเหนื่อยล้าของคนรุ่นหลัง” ที่เริ่มเบื่อหน่ายกับความทะเยอทะยานที่จะเป็นตำนานของผู้นำรุ่นเก่า และไม่อยากรับมรดกแบบหายนะที่คนรุ่นเก่าทิ้งเศษซากเอาไว้

ในบทความนี้ Bye Boomer ถูกใช้เป็นภาพแทนเชิงสัญลักษณ์ของความต้องการบอกลาโลกทัศน์แบบผู้นำรุ่นสงครามเย็น ดังนั้น เมื่อคนรุ่นใหม่พูดคำว่า Bye Boomer ในความเป็นจริง พวกเขาไม่ได้กำลังผลักไสคนแก่ แต่มันคือการปฏิเสธ “วิธีแก้ปัญหาแบบโลกเก่า” ไม่ว่าจะเป็นการทำสงครามเพื่อแย่งชิงดินแดน การแข่งขันด้านอาวุธ หรือการกีดกันทางการค้าที่ทำให้เศรษฐกิจโลกตึงเครียด และสร้างความเดือดร้อนเป็นวงกว้าง อย่างไรก็ดี เสียงของคนรุ่นใหม่ที่เอ่ย Bye Boomer ก็อาจกระตุ้นให้อีโก้ของผู้นำบางคนยิ่งสำแดงพลังมากขึ้นไปอีก เพื่อพิสูจน์ว่าพวกเขายังมีอิทธิพล ยังควบคุมเกมการเมืองโลก และยังสามารถสร้างตำนานของตนเองได้ เพราะผู้นำ Boomer หลายคนยังยึดติดกับแนวคิดเรื่องชาตินิยมและการแข่งขันทางอำนาจ ขณะที่โลกของคนรุ่นใหม่ถูกกำหนดโดยเครือข่ายดิจิทัล ปัญหาระดับโลก และความร่วมมือข้ามพรมแดนมากกว่า

ในบริบทนี้ Bye Boomer จึงไม่ใช่เพียงคำด่าทอเชิงอายุ หากแต่เป็นเสียงสะท้อนของความโกรธ ความเหนื่อยล้า และความสิ้นหวังของคนรุ่นหลัง ที่รู้สึกว่าอนาคตของพวกเขากำลังถูกเดิมพันด้วยอีโก้ของผู้นำที่ใกล้จะลงจากเวที ทว่ายังคงสร้างเรื่องไม่หยุดหย่อน เป็นเสียงสะท้อนของคนที่ยังต้องอยู่ต่อไปท่ามกลางซากปรักหักพังจากสงคราม จากภาวะเศรษฐกิจถดถอย จากการใช้ทรัพยากรอย่างสิ้นเปลือง หรืออะไรก็ตาม พวกเขามองว่าผู้นำบางคนกำลัง “เผาผลาญทรัพยากรของโลก” ไม่ว่าจะเป็นงบประมาณด้านทหาร สิ่งแวดล้อม หรือเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ เพื่อแลกกับการถูกจดจำในหน้าประวัติศาสตร์ ดังนั้น วลี Bye Boomer จึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนผ่านของยุคสมัย จากโลกที่ถูกกำหนดโดยผู้นำรุ่นสงครามเย็น ไปสู่โลกที่คนรุ่นใหม่ต้องการกำหนดอนาคตของตนเอง

เพราะฉะนั้น คำถามสำคัญของคนรุ่นหลัง จึงไม่ใช่ว่าผู้นำเหล่านี้จะสร้างตำนานแบบใดในช่วงปลายชีวิตทางการเมือง หรือจะทิ้งความหายนะอะไรไว้บ้างเมื่อพวกเขาจากไป แต่เป็นคำถามที่ว่าคนรุ่นหลังจะเหลือทรัพยากรและโอกาสมากเพียงใดในการสร้างโลกใบใหม่ หลังจากที่โลกใบเดิมถูกสั่นคลอนจากการแข่งขันทางอำนาจของผู้นำรุ่นก่อน

นั่นจึงอาจพูดได้ว่า วลี Bye Boomer ไม่ใช่เพียงการบอกลาคนรุ่นเก่า แต่มันคือเสียงตะโกนแห่งความสิ้นหวังของคนรุ่นที่ยังต้องอยู่ต่อ และไม่อยากเห็นโลกถูกทำลายเพื่อแลกกับตำนานของใครบางคน พวกเขาไม่ได้ขอให้ผู้นำเหล่านี้เป็นวีรบุรุษ เพียงแต่ขอให้ “ไม่เผาบ้านเพื่อความเด่นดัง” ก่อนจากไปก็พอ เพราะในขณะที่ผู้นำ Boomer มองหา “จุดจบที่สวยงาม” ของตำนานตนเอง คนรุ่นใหม่กลับกำลังมองหา “ความสุขสงบ” และ “จุดเริ่มต้นที่พอจะหายใจได้” ในโลกที่คนรุ่นก่อนกำลังทิ้งไว้เบื้องหลัง