Home Work & Living Living รับมือกับกฎใหม่สนามบินไทย เปิด-ค้นสัมภาระโหลด ไม่ต้องแจ้งผู้โดยสาร

รับมือกับกฎใหม่สนามบินไทย เปิด-ค้นสัมภาระโหลด ไม่ต้องแจ้งผู้โดยสาร

กลายเป็นเรื่องที่นักเดินทางไทยออกมาวิพากษ์วิจารณ์จนเป็นกระแสไปในทันที หลังจากที่สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) เผยแพร่ประกาศใหม่ เรื่องการตรวจค้นสัมภาระลงทะเบียนที่จะบรรทุกไปกับอากาศยาน พ.ศ. 2569 ที่จะมีผลบังคับใช้ ตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป เพื่อยกระดับความปลอดภัยทางอากาศยานให้เป็นมาตรฐานสากลตามที่องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) กำหนด กับกฎใหม่ในการตรวจกระเป๋าเดินทางที่ว่า “หากเจ้าหน้าที่สงสัยว่าในสัมภาระลงทะเบียน (กระเป๋าโหลดใต้เครื่อง) มีวัตถุต้องห้าม เจ้าหน้าที่สามารถเปิดกระเป๋าเพื่อตรวจค้นได้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า และไม่ต้องมีเจ้าของอยู่ในสถานการณ์” เหตุผลหลัก ๆ ก็เพื่อความปลอดภัยสูงสุด ในการป้องกันการขนส่งวัตถุอันตรายหรือระเบิดไปกับเครื่องบิน และความรวดเร็ว ลดการดีเลย์ของเที่ยวบิน จากการเรียกและรอผู้โดยสารมาเปิดกระเป๋าให้เจ้าหน้าที่ตรวจค้น

อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้สร้างความกังวลใจให้กับผู้โดยสารที่จะต้องใช้บริการสนามบินไทยเป็นสนามบินต้นทางอยู่พอสมควร เพราะแม้จะอ้างว่าเป็นมาตรฐานสากล แต่ผู้โดยสารคนไทยส่วนใหญ่ไม่ค่อยไว้วางใจการทำงานของเจ้าหน้าที่สนามบินไทยเท่าไรนัก และสำหรับประเด็นนี้ มีเรื่องที่คนเดินทาง “ต้องรู้” ดังนี้

สรุปประเด็นจากประกาศใหม่ เรื่องการตรวจค้นสัมภาระลงทะเบียน (กระเป๋าโหลดใต้เครื่อง) โดยไม่ต้องแจ้งผู้โดยสาร

1. ประเด็นเรื่องอำนาจในการตรวจค้น

  • พนักงานตรวจค้นของสนามบิน มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย ในการตรวจค้นสัมภาระลงทะเบียนที่จะบรรทุกไปกับเครื่องบิน
  • หากต้องสงสัยว่าในสัมภาระอาจมีวัตถุต้องสงสัย วัตถุระเบิด วัตถุต้องห้าม วัตถุอันตราย หรือสิ่งอื่นใดที่ต้องห้ามบรรทุกไปกับเครื่องบิน พนักงานตรวจค้นมีอำนาจเปิดสัมภาระเพื่อตรวจค้น โดยไม่ต้องกระทำต่อหน้าผู้โดยสารหรือเจ้าของสัมภาระ ซึ่งเป็นไปตามมาตรฐานสากลในการรักษาความปลอดภัยการบินพลเรือน

2. ประเด็นเรื่องการยึดวัตถุ

  • ในการเปิดตรวจค้นสัมภาระแล้วพบวัตถุต้องสงสัย วัตถุระเบิด วัตถุต้องห้าม วัตถุอันตราย หรือสิ่งอื่นใดที่ต้องห้ามบรรทุกไปกับเครื่องบิน พนักงานตรวจค้น มีอำนาจยึดวัตถุดังกล่าว และไม่อาจขอคืนได้ไม่ว่ากรณีใด
  • การยึดและไม่คืน วัตถุต้องสงสัย วัตถุระเบิด วัตถุต้องห้าม วัตถุอันตราย หรือสิ่งอื่นใดที่ต้องห้ามบรรทุกไปกับเครื่องบิน ถือเป็นการกระทำโดยชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากวัตถุดังกล่าวมีลักษณะที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อความปลอดภัยของอากาศยาน และเป็นไปตามมาตรการด้านความปลอดภัยและการรักษาความปลอดภัยการบินพลเรือนตามกฎหมายและมาตรฐานสากล
  • วัตถุที่ถูกยึด เจ้าหน้าที่จะดำเนินการกับวัตถุตามกฎหมาย กฎ ระเบียบ หรือแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้อง ซึ่งรวมถึงการทำลาย ส่งมอบ หรือจัดเก็บไว้เป็นพยานหลักฐานตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

3. ประเด็นเรื่องการบันทึกภาพการแจ้งการเปิดตรวจค้น

  • เมื่อมีการตรวจค้นสัมภาระ จะต้องมีการบันทึกภาพการเปิดสัมภาระดังกล่าว และจะ แจ้งให้ผู้โดยสารทราบด้วยการนำเอกสารแจ้งการตรวจค้นสัมภาระลงทะเบียน (Notice of Baggage Inspection) ใส่ไว้ในสัมภาระที่ถูกเปิดตรวจค้น เพื่อแสดงว่าสัมภาระนั้นถูกเปิดตรวจค้นโดยพนักงานตรวจค้นตามอำนาจหน้าที่

4. ประเด็นเรื่องหน้าที่ของผู้โดยสารและเจ้าของสัมภาระลงทะเบียน

  • ผู้โดยสารและเจ้าของสัมภาระมีหน้าที่ต้องดำเนินการเพื่อให้สัมภาระของตนปราศจากวัตถุต้องสงสัย วัตถุระเบิด วัตถุต้องห้าม วัตถุอันตราย หรือสิ่งอื่นใดที่ต้องห้ามบรรทุกไปกับเครื่องบิน และต้องปฏิบัติตามกฎหมาย กฎ ระเบียบ และประกาศที่เกี่ยวข้องด้านความปลอดภัยและการรักษาความปลอดภัย พร้อมทั้งต้องคอยติดตามการเปลี่ยนแปลงของกฎต่าง ๆ เพื่อไม่ให้ตนเองฝ่าฝืนกฎหมายหรือมาตรการความปลอดภัย
  • ในกรณีที่มีการตรวจพบวัตถุต้องสงสัย วัตถุระเบิด วัตถุต้องห้าม วัตถุอันตราย หรือสิ่งอื่นใดที่ต้องห้ามบรรทุกไปกับเครื่องบิน นอกจากถูกยึดแล้ว ยังอาจเข้าข่ายเป็นความผิดและอาจถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย ที่เกี่ยวข้องด้วย

5. ประเด็นเรื่องการใช้อุปกรณ์หรือระบบล็อกสัมภาระลงทะเบียน

  • ผู้โดยสารและเจ้าของสัมภาระ ควรใช้อุปกรณ์หรือระบบล็อกที่เป็นมาตรฐานสากลที่สามารถเปิดได้ด้วยเครื่องมือมาตรฐานที่ใช้ในการรักษาความปลอดภัยการบิน เช่น อุปกรณ์หรือระบบล็อกที่สามารเปิดได้ด้วย Master Key หรือ TSA Master Tool เพื่อให้การเปิดตรวจค้นสามารถดำเนินการโดยไม่เกิดความเสียหายแก่สัมภาระ
  • หากใช้อุปกรณ์หรือระบบล็อกที่ไม่สามารถเปิดได้ด้วยเครื่องมือมาตรฐานที่ใช้ในการรักษาความปลอดภัยการบิน อาจทำให้พนักงานตรวจค้นมีความจำเป็นต้องทำลายอุปกรณ์หรือระบบล็อก หรือใช้วิธีการอื่นใดที่เหมาะสมเพื่อการตรวจค้น
  • หากมีความเสียหายเกิดขึ้น จากการเปิดหรือทำลายอุปกรณ์หรือระบบล็อกเพื่อการตรวจค้นตามความจำเป็น ถือเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามอำนาจกฎหมาย เพื่อประโยชน์ในการรักษาความปลอดภัยในการบิน และไม่ก่อให้เกิดสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายหรือค่าชดเชย จากพนักงานตรวจค้น
  • ผู้โดยสารและเจ้าของสัมภาระพึงระมัดระวังการบรรจุหรือจัดเก็บสิ่งของในสัมภาระให้เป็นระเบียบ แน่นหนา และอยู่ในสภาพที่อาจถูกเปิดตรวจค้นโดยไม่ก่อให้เกิดความเสียหาย และจัดเก็บสิ่งของมีค่า ของเปราะบาง หรือทรัพย์สินสำคัญไว้โดยเหมาะสมหรือหลีกเลี่ยงการจัดเก็บไว้ในสัมภาระลงทะเบียน เพื่อป้องกันมิให้เกิดความเสียหายจากการเปิดตรวจค้น

เรื่องที่นักเดินทางกังวลใจต่อกฎใหม่

หากพิจารณาจากกระแสวิพากษ์วิจารณ์ จะพบว่าความกังวลใจของผู้โดยสารอยู่ที่ความไม่ไว้วางใจ เพราะกฎใหม่นี้เป็นไปในลักษณะ “เพิ่มอำนาจการตรวจค้น แต่ลดความรับผิดชอบเรื่องความเสียหาย” ที่สำคัญ ยังอาจเปิดช่องให้กับเจ้าหน้าที่ที่ทุจริต “เป็นโจรอย่างถูกกฎหมาย” ด้วย

1. ความเป็นส่วนตัวที่หายไป

แต่เดิม ถ้าเจ้าหน้าที่สงสัยว่าเรามีของต้องห้ามในกระเป๋า จะมีการประกาศเรียกตัวผู้โดยสารให้มาเปิดกระเป๋าต่อหน้า เพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ใจและตรวจสอบสิ่งของในกระเป๋าร่วมกัน อย่างไรก็ตาม หลังจากกฎใหม่นี้มีผลบังคับใช้ นั่นแปลว่า เจ้าหน้าที่มีอำนาจ เปิดค้นได้ทันที หากมีข้อสงสัย โดยไม่จำเป็นต้องรอหรือแจ้งให้เราทราบล่วงหน้า แม้จะมีการบันทึกภาพวิดีโอไว้เป็นหลักฐาน แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ “เราไม่ได้อยู่ตรงนั้นด้วย” และของในกระเป๋าทุกชิ้นก็เป็นของส่วนตัว ที่ส่วนใหญ่เราไม่ได้เต็มใจอยากให้ใครมาเปิดดูอยู่แล้ว นั่นจึงทำให้ผู้โดยสารรู้สึกไม่สบายใจและกระอักกระอ่วนเรื่องความเป็นส่วนตัวที่ไม่ได้รับการยินยอม รวมถึงเรายังไม่รู้ด้วยว่าหลังจากจบการบันทึกวิดีโอไปแล้ว กระเป๋าของเราถูกเปิดอีกครั้งโดยไม่มีกล้องถ่ายหรือไม่

2. ความเสี่ยงเรื่องกระเป๋าหรือตัวล็อกเสียหาย

จริงอยู่ที่ทางสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) แนะนำให้ผู้โดยสารใช้อุปกรณ์หรือระบบล็อกที่เป็นมาตรฐานสากล อย่าง TSA Master Tool เพื่อที่ทางเจ้าหน้าที่จะได้สามารถเปิดกระเป๋าด้วย Master Key ได้ โดยไม่ทำให้กระเป่าหรือตัวล็อกใด ๆ เสียหาย ซึ่งถ้าเราไม่ได้ใช้อุปกรณ์หรือระบบล็อก TSA Lock อยู่ กฎนี้ก็มีช่องที่อนุญาตให้เจ้าหน้าที่สามารถทำลายอุปกรณ์หรือระบบล็อกได้ เพื่อเปิดตรวจตามกฎความปลอดภัย มันจึงกลายเป็นความเสี่ยงที่ผู้โดยสารต้องแบกรับเอง และสำหรับคนที่มีกระเป๋าหลายใบหรือเพิ่งซื้อมาใหม่ หรือซื้อกระเป๋าเดินทางตามงบประมาณที่มี การที่ต้องมาเปลี่ยนอุปกรณ์ยกชุดก็ถือเป็นภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น แถมความเสียหายนี้ยัง ไม่สามารถเรียกร้องค่าเสียหายหรือค่าชดเชย ได้อีกต่างหาก

3. ความกังวลเรื่องของหายหรือถูกยัดของ

ถึงแม้ว่ากฎใหม่นี้จะระบุเอาไว้ชัดเจนว่าต้องมีการบันทึกภาพระหว่างตรวจค้น และต้องมีการออกเอกสารแจ้งการตรวจค้นใส่ทิ้งไว้ในกระเป๋าหลังตรวจเสร็จ แต่ความกังวลลึก ๆ ของผู้โดยสารก็คือ เราไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ เราจึงไม่สามารถรู้ได้เลยว่ากระเป๋าที่ถูกเปิดออกเพื่อตรวจค้นและบันทึกภาพในตอนแรกครั้งหนึ่งแล้ว จะถูกเปิดซ้ำอีกครั้งโดยปราศจากการบันทึกภาพหรือไม่ ซึ่งถ้าหากมีของหาย มีของแปลกปลอมที่ไม่ใช่ของเราใส่ปะปนมา หรือมีความผิดพลาดเกิดขึ้นจริง ๆ การพิสูจน์ความจริงจะกลายเป็นเรื่องยากและเสียเวลามากสำหรับผู้โดยสาร และยิ่งในกรณีที่มีของแปลกปลอมถูกใส่มาโดยที่เราไม่รู้ (ทั้งไม่รู้ว่ามีอยู่ในกระเป๋าและไม่รู้ด้วยว่ากระเป๋าถูกเปิดออก เนื่องจากเป็นการเปิดโดยไม่ได้แจ้ง และกระเป๋าโหลดใต้เครื่องจะอยู่ในขั้นตอนเตรียมขนย้ายขึ้นเครื่อง) แล้วไปเกิดปัญหากับกฎหมายของประเทศปลายทาง มันจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ที่หาคนรับผิดชอบไม่ได้

4. กระเป๋าหรือตัวล็อกที่เสียหาย ไม่สามารถปกป้องทรัพย์สินได้ กับโอกาสที่ของจะถูกขโมยระหว่างทาง (ทั้งในบ้านและในต่างแดน)

แม้ว่าสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) จะแนะนำให้ผู้โดยสารใช้อุปกรณ์หรือระบบล็อกที่เป็นมาตรฐานสากล อย่าง TSA Master Tool เพื่อที่ทางเจ้าหน้าที่จะได้สามารถเปิดกระเป๋าด้วย Master Key ได้ โดยไม่ทำให้กระเป่าหรือตัวล็อกใด ๆ เสียหาย ทว่าการแนะนำ≠การคุ้มครองสิทธิผู้โดยสาร เมื่อกระเป๋าที่เราปิดล็อกอย่างแน่นหนาถูกเปิดตรวจโดยการทำลาย ตัดตัวล็อก หรือซิปเสียหายตั้งแต่ออกจากสนามบินต้นทางที่ไทย กระเป๋าใบนั้นก็จะไม่สามารถปกป้องทรัพย์สินของผู้โดยสารได้อีกต่อไป และมันอาจกลายเป็นเป้าหมายที่ถูกเพ่งเล็งจากมิจฉาชีพทันที เช่น ในระหว่างการขนย้ายไปขึ้นเครื่องโดยพนักงานขนสัมภาระ หรือเมื่อถึงสนามบินปลายทางที่มีปัญหาเรื่องการขโมยกระเป๋าเดินทาง ตัวอย่างที่นักเดินทางพูดถึงอยู่บ่อย ๆ ก็อย่างเช่น สนามบินบางแห่งในยุโรปตะวันออก หรือบางประเทศในลาตินอเมริกา

การที่กระเป๋าเสียหายตั้งแต่ต้นทาง ลักษณะของกระเป๋าที่ถูกผนึกไว้ด้วยเทปกาวชั่วคราวหรือกระเป๋าที่ตัวล็อกอ้าอยู่ มันคือการเพิ่มโอกาสที่ของจะถูกขโมยระหว่างทาง ในขณะเดียวกัน มันก็พิสูจน์ได้ยากมากว่าเกิดที่จุดไหน ตั้งแต่ต้นทางที่กระเป๋าถูกเปิดครั้งแรก? กลางทางระหว่างขนย้ายสัมภาระ? หรือจากมิจฉาชีพที่ปลายทาง? กรณีนี้มันจะกลายเป็นช่องว่างของความรับผิดระหว่างการตรวจค้นเพื่อความปลอดภัยกับความปลอดภัยของทรัพย์สินผู้โดยสาร เมื่อสนามบินต้นทางมีอำนาจในการเปิดกระเป๋าเพื่อตรวจค้นโดยที่เจ้าของสัมภาระไม่ได้อยู่ด้วย แทนที่จะสามารถเปิดกระเป๋าออกด้วยวิธีดี ๆ กลับอาจถูกทำลายจนกระเป๋าหรือตัวล็อกเสียหาย โดยที่ผู้โดยสารก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากระเป๋าถูกเปิด เมื่อกระเป๋าเดินทางต่อไปยังสนามบินปลายทาง และปลายทางมีปัญหาเรื่องการขโมยของจากกระเป๋า ในกระบวนการนี้ ผู้โดยสารอาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเกิดอะไรขึ้นจนกระทั่งได้เจอกับกระเป๋าของตัวเองอีกครั้ง

5. ความยุ่งยากในการร้องเรียน

กฎใหม่ที่ออกมา แจ้งเอาไว้ชัดเจนว่าหากมีความเสียหายเกิดขึ้นจากการเปิดหรือทำลายอุปกรณ์หรือระบบล็อกเพื่อการตรวจค้นตามความจำเป็น ถือเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามอำนาจกฎหมาย เพื่อความปลอดภัย และไม่ก่อให้เกิดสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายหรือค่าชดเชย และในเมื่อมันแทบจะไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่ากระเป๋าเสียหายตรงจุดไหน ก็เท่ากับว่าเป็นเรื่องยากมากเช่นกันที่ผู้โดยสารจะทำเรื่องเรียกร้องค่าเสียหายหรือค่าชดเชย เพราะตามหลักการของอนุสัญญาการบิน สายการบินจะรับผิดชอบกรณีกระเป๋าสูญหาย กระเป๋าเสียหาย หรือกระเป๋ามาถึงล่าช้า แต่ถ้ากระเป๋าถูกเปิดโดยหน่วยงานความปลอดภัยของรัฐ สายการบินก็อาจจะอ้างได้ว่าเป็นการตรวจเพื่อความปลอดภัย ไม่ใช่ความเสียหายจากสายการบิน และกฎนี้มีออกประกาศแจ้งให้ทราบแล้ว หมายความว่าผู้โดยสารต้องแบกรับความเสี่ยงเอง! ดังนั้น ผู้โดยสารอาจเจอปัญหาที่ร้องเรียนกับสายการบินไม่ได้ ร้องเรียนสนามบินก็ไม่ได้อีก (ยกเว้นจะพิสูจน์ได้ว่าทำเกินกว่าเหตุจริง ๆ ซึ่งก็ยากมาก) และนี่คือการเพิ่มเรื่องน่าปวดหัวให้กับนักเดินทางที่จะไปเที่ยวพักผ่อนหรือไปทำงานต่างประเทศ กับการที่ต้องมานั่งกังวลเรื่องกระเป๋าที่พังจากการโดนตรวจค้น

มาตรการป้องกันที่ผู้โดยสารอย่างเรา ๆ สามารถทำได้จริงเพื่อปกป้องทรัพย์สินของตนเอง

เมื่อกฎใหม่นี้อนุญาตให้เจ้าหน้าที่สามารถ เปิดตรวจสัมภาระโหลดใต้ท้องเครื่องและทำลายกระเป๋าหรือตัวล็อกได้ (หากจำเป็น) โดยที่ไม่ต้องแจ้งให้เจ้าของสัมภาระทราบล่วงหน้าและไม่ต้องกระทำต่อหน้า ผู้โดยสารอย่างเรา ๆ จึงจำเป็นต้องปรับพฤติกรรมเพื่อปกป้องทรัพย์สินของตนเอง ทั้งความเสี่ยงเรื่องทรัพย์สินสูญหายหรือกระเป๋าเสียหาย วิธีที่ใช้กันจริงมีหลายระดับตั้งแต่การเลือกอุปกรณ์ไปจนถึงการจัดสัมภาระในกระเป๋า ซึ่งส่วนใหญ่ สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) มีคำแนะนำให้กับผู้โดยสารแล้วจากประกาศฉบับเดียวกัน ในประเด็นเรื่องหน้าที่ของผู้โดยสารและเจ้าของสัมภาระลงทะเบียน

1. ระมัดระวังไม่ให้ตนเองฝ่าฝืนกฎหมายหรือมาตรการความปลอดภัย ต้องปฏิบัติตามกฎอย่างเคร่งครัด และคอยติดตามการเปลี่ยนแปลงของกฎต่าง ๆ ด้วย

2. ระมัดระวังไม่ให้สัมภาระของตนเองมีวัตถุต้องสงสัย วัตถุระเบิด วัตถุต้องห้าม วัตถุอันตราย หรือสิ่งอื่นใดที่ต้องห้ามบรรทุกไปกับเครื่องบิน ที่จะเป็นข้ออ้างให้เจ้าหน้าที่สามารถเปิดกระเป๋าเพื่อตรวจค้นได้

สำหรับสัมภาระถือขึ้นเครื่อง

  • สิ่งของที่ “มักโดนตรวจค้นบ่อยที่สุด” คือ ของเหลว เจล และสเปรย์ ต้องบรรจุในขวดไม่เกิน 100 มล. และใส่ในถุงใสปิดได้ 1 ใบ รวมปริมาณทั้งหมดไม่เกิน 1,000 มล. ต่อคน แบตเตอรี่สำรอง (Power Bank) ต้องพกติดตัวขึ้นเครื่อง (carry-on) เท่านั้น ห้ามโหลดใต้เครื่องเด็ดขาด ที่สำคัญ ความจุที่มากเกินไปอาจต้องได้รับอนุญาตหรือห้ามนำขึ้นเลย สำหรับความจุน้อยกว่า 20,000 mAh ได้ไม่เกิน 10-20 ก้อน โดยต้องมีฉลากบอกความจุชัดเจน ความจุ 20,000-32,000 mAh ได้ไม่เกิน 2 ก้อน ความจุเกิน 32,000 mAh ห้ามนำขึ้นเครื่องบิน แบตเตอรี่สำรอง (Lithium Spare) ได้ โดยต้องหุ้มขั้วแบตฯ กันช็อต ส่วน โน้ตบุ๊ก/แท็บเล็ต/มือถือ ให้ถือขึ้นเครื่อง ไม่ควรโหลดใต้เครื่อง หากโหลด ต้องปิดเครื่องสนิท ของมีคม และอุปกรณ์ที่สามารถใช้เป็นอาวุธ เช่น มีด คัตเตอร์ กรรไกร ของมีคมทุกชนิดต้องโหลดใต้เครื่องหรือไม่อนุญาตนำขึ้น

สำหรับสัมภาระลงทะเบียน (โหลดใต้เครื่อง)

  • สำหรับสิ่งที่นำไปได้คือ ของเหลว เจล และสเปรย์ ใส่ได้ไม่จำกัด (ยกเว้นสเปรย์ที่ระบุว่าเป็นวัตถุอันตราย) ของมีคม และวัตถุอันตราย กรรไกร/มีดพับ (ยาวเกิน 6 ซม.) คัตเตอร์/มีดทำครัว ปืนฉีดน้ำ/ปืนของเล่น สามารถโหลดใต้เครื่องได้
  • สิ่งที่ต้องห้ามนำขึ้นเครื่องบินเด็ดขาด เพราะลุกไหม้/ระเบิดได้ หากพกไปต้องเอาทิ้ง มิเช่นนั้นมีโอกาสถูกเปิดกระเป๋าเพื่อรวจค้นสูง วัตถุอันตรายรุนแรง เช่น วัตถุระเบิด วัสดุไวไฟทุกชนิด อุปกรณ์ที่มีสารอันตราย สารพิษ/สารเคมีอันตราย วัสดุปนเปื้อนสารติดไฟหรือไอระเหยที่ติดไฟง่าย ก๊าซอัดแรงดัน อาวุธไฟฟ้า ปืน กระสุน และอาวุธชนิดต่าง ๆ มีดทุกชนิดที่ยาวเกินกำหนด สัตว์มีพิษ/สัตว์สงวน

3. ใช้ล็อกกระเป๋ามาตรฐานที่เจ้าหน้าที่เปิดได้ ตัวเลือกที่ใช้กันแพร่หลายคือ TSA Master Tool ซึ่งออกแบบมาให้เจ้าหน้าที่เปิดด้วย Master Key ได้โดยไม่ต้องตัดล็อก การซื้อกระเป๋าใหม่หรือซื้อแม่กุญแจมาคล้อง ให้มองหาสัญลักษณ์รูปข้าวหลามตัดสีแดง จะช่วยลดโอกาสที่ล็อกจะถูกตัด หลังตรวจเสร็จก็ยังล็อกเหมือนเดิม แต่…มันไม่ได้ป้องกันการเปิดตรวจ เพียงแต่ช่วยไม่ให้กระเป๋าเสียหาย

4. การใช้สายรัดกระเป๋า ที่แม้ล็อกจะถูกเปิด แต่กระเป๋ายังไม่อ้า อีกทั้งยังช่วยลดโอกาสเปิดโดยไม่ได้ตั้งใจระหว่างลำเลียง

5. ใช้กระเป๋าเดินทางที่มี Tamper indicator (ตัวบ่งชี้การงัดแงะ) ซึ่งออกแบบมาเพื่อให้ผู้เจ้าของรู้ได้ทันทีหากมีผู้ไม่ประสงค์ดีหรือมีเจ้าหน้าที่เปิดกระเป๋า ถ้ากระเป๋าถูกเปิด เจ้าของจะเห็นทันทีเมื่อรับกระเป๋า

6. ใช้กระเป๋าที่มีซิปกันงัดหรือเลิกใช้กระเป๋าแบบซิป เนื่องจากมิจฉาชีพสามารถใช้ปากกาเพียงด้ามเดียวเจาะซิปและรูดปิดกลับได้โดยไม่ทิ้งร่องรอย แนะนำกระเป๋าแบบโครงแข็ง (Frame Case) ที่เป็นตัวล็อกแบบคลิปหนีบ 2-3 จุด ซึ่งเจาะยากกว่าและทนทานกว่าต่อการถูกเปิด

7. การใส่อุปกรณ์ติดตามตำแหน่งไว้ในกระเป๋า (ซ่อนไว้ในที่ลับ) ใส่ไว้ในซับในกระเป๋าหรือจุดที่มองไม่เห็นทันที มันช่วยให้เรารู้ตำแหน่งกระเป๋า และลดความเสี่ยงกระเป๋าหาย ถ้ามันหาย ก็ยังมีหลักฐานยืนยันตำแหน่งสุดท้ายว่า มันหายไปที่สนามบินไหน

8. การห่อกระเป๋าด้วยฟิล์มที่สนามบิน มันช่วยป้องกันการเปิดระหว่างทาง กันรอยขีดข่วน กันน้ำ แม้ว่าเจ้าหน้าที่จะต้องกรีดฟิล์มเพื่อตรวจค้น แต่การพันพลาสติกหนา ๆ ก็ทำให้กระเป๋าดูเปิดยากเกินไป

9. หลีกเลี่ยงการโหลดของมีค่า อย่าง เครื่องประดับ เงินสด กล้อง โน้ตบุ๊ก/แท็บเล็ต เอกสารสำคัญ หรือนาฬิกาหรู ของเหล่านี้ ต้องถือขึ้นเครื่องเท่านั้น ต่อให้กฎเปลี่ยน ความรับผิดชอบของสายการบินต่อของหายในกระเป๋าโหลดก็ยังมีเพดานจำกัด (มักไม่เกิน 40,000-60,000 บาท) ซึ่งอาจไม่คุ้มกับของที่เสียไป

10. จัดของในกระเป๋าให้ตรวจง่าย จัดกระเป๋าโดยใช้กระเป๋าจัดระเบียบแบบใส แยกหมวดหมู่ของให้ชัดเจน และไม่ซ้อนโลหะจำนวนมาก เพื่อให้เจ้าหน้าที่มองเห็นของข้างในได้ง่ายผ่านเครื่อง X-ray และลดโอกาสที่จะถูกเปิดตรวจและรื้อของจนเละเทะ เมื่อกระเป๋าผ่านเครื่อง X-ray เจ้าหน้าที่มักเปิดกระเป๋าเพราะ X-ray แล้วเห็นของซ้อนกัน หรือเจอวัตถุรูปทรงแปลกและต้องสงสัย

11. ถ่ายรูปหรือวิดีโอกระเป๋าก่อนปิดกระเป๋า คนที่เดินทางบ่อย ๆ มักจะถ่ายรูปหรือวิดีโอของข้างใน และรูปตัวล็อกกระเป๋าที่สภาพสมบูรณ์ไว้ก่อนโหลด หากไปถึงปลายทางแล้วพบว่าพังหรือของหาย รูปเหล่านี้คือหลักฐานชั้นดีว่ากระเป๋าถูกทำลาย ใช้เคลมกับสายการบินได้ง่ายขึ้น

12. การทำประกันการเดินทาง ประกันการเดินทางมีหลายแบบที่คุ้มครอง เช่น กระเป๋าหาย ทรัพย์สินเสียหาย แต่อาจต้องอ่านเงื่อนไขดี ๆ ว่าครอบคลุมกรณีการตรวจค้นโดยเจ้าหน้าที่หรือไม่ และแม้จะไม่ได้คุ้มครองทุกกรณี แต่ก็ยังช่วยลดความเสี่ยงทางการเงิน