Home Inspiration ชะนีติดซีรีส์ The Practical Guide to Love ความรักในวัยทำงาน มันไม่ใช่ใครก็ได้!

The Practical Guide to Love ความรักในวัยทำงาน มันไม่ใช่ใครก็ได้!

ภาพจาก FB: JTBC Drama

ในชีวิตนี้ ไม่เคยคิดเหมือนกันนะว่าวันหนึ่งตัวเองจะยอมทำอะไรที่มันทั้งเสียเวลาและเสียระบบระเบียบของตัวเองได้ขนาดนี้ เพียงเพราะ “มีความรัก” ว้าย!!! ว่ากันตามตรง ตอนวัยรุ่นใคร ๆ มันก็ทำเรื่องบ้าบอได้ทั้งนั้นแหละ พอโตขึ้นมาถึงรู้ว่ามันก็เอาเรื่องอยู่นะ แต่ใครมันจะไปคิด! ว่าคนเราจะยอมทำเรื่องบ้าบอนั่นอีกครั้งในวัยเลขสามที่ความคิดความอ่านมากกว่าตอนวัยรุ่น ทว่าก็พูดได้อย่างแหละว่าการตัดสินใจในวัยนี้ไม่ใช่ความวู่วาม และคิดมาดีแล้วว่าต้องทำอะไรบางอย่าง ในอนาคตจะได้ไม่เสียใจว่าทำไมตอนนั้นถึงไม่ทำ ถ้าใครเคยเจอเหตุการณ์ลักษณะนี้มา ซีรีส์ในวันนี้อาจมีคำตอบให้คุณ

The Practical Guide to Love เป็นซีรีส์ที่ดัดแปลงมาจากเว็บตูนชื่อ Efficient Dating of Single Men and Women ใน Webtoon ส่วนซับไทยดูได้ที่ HBOmax (ซึ่งถือว่าเป็นผู้เล่นใหม่ในตลาดซีรีส์เกาหลีซับไทยที่น่าจับตามาก ณ เวลานี้ เห็นสอยซีรีส์เกาดี ๆ มาได้หลายเรื่องเลย และลงสตรีมที่แอปฯ นี้แบบรัว ๆ) เล่าเรื่องราวความรักของหนุ่มสาววัยทำงานที่อายุเข้าเลขสามแล้ว แต่ยังคงเป็นโสดอยู่ หลายคนคงไม่มีปัญหา แต่ไม่ใช่กับ “อีอึยยอง” เธอเป็นสาวโสดวัย 30+ ที่ทำงานเป็นผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของโรงแรมแห่งหนึ่ง เธอทำงานได้เป๊ะ จัดการได้ทุกอย่าง จนเป็นที่ไว้วางใจของคนในทีม ทว่าชีวิตส่วนตัว โดยเฉพาะเรื่องความสัมพันธ์กลับไปได้ไม่ค่อยดีสักเท่าไร ด้วยชีวิตเธออาจจะมีสูตร แต่ความรักมันไม่มีสูตรน่ะสิ!

ภาพจาก FB: 티빙-TVING

ในวันนหนึ่ง เธอเริ่มรู้สึกไม่มั่นคงที่ตนเองยังคงเป็นโสดอยู่แม้อายุจะเข้าเลขสามมาแล้ว ที่ผ่านมา เธอเคยกล่อมตัวเองว่าที่ตอนนี้ยังไม่มีแฟนก็เพราะยังหาคนที่ใช่ไม่ได้ และเธอยังไม่พร้อม เธอสามารถรอต่อไปได้เรื่อย ๆ จนกระทั่งเธอตระหนักได้ว่าทุกสิ่งอย่างบนโลกนี้มันเสื่อมราคาไปตามกาลเวลา สุดท้ายก็ถูกทิ้ง! ยิ่งเจอเรื่องตอกย้ำจากชายหนุ่มรุ่นน้องที่เคยจีบเธอสมัยเรียนมหาวิทยาลัย และมีเธอเป็นรักแรก ยิ่งทำให้เธอเสียศูนย์หนัก ในอดีต เธอเคยปฏิเสธเขาเพราะเธอยังไม่พร้อมจะมีใคร จากความไม่มั่นคงนี่เองทำให้เธอตัดสินใจที่จะไปนัดบอดตามคำแนะนำของใครหลาย ๆ คนที่เธอรู้จัก และนั่นทำให้เธอพบกับตัวแปรใหม่ในชีวิตที่พุ่งเข้าหาเธอพร้อมกันถึง 2 คน นั่นทำให้เรื่องราวถูกปูให้เป็นรักสามเส้าเราสามคนแน่นอน มันก็อาจจะฟินดีนะ แต่ (คนดู) น่าแอบน่าปวดหัวนิดหน่อย

ภาพจาก FB: 티빙-TVING

สำหรับผู้ชาย 2 คน 2 สไตล์จากนัดบอดที่เขามาป่วนหัวใจเธอในเวลาไล่เลี่ยกัน และทำให้เธอรู้สึกลังเลจนเลือกไม่ถูกว่าจะสวมมงให้ใครดี คนหนึ่งคือ “ซงแทซอบ” เจ้าของสตูดิโองานไม้ ที่มาในมาดพ่อหนุ่มอบอุ่นไมโครเวฟ ภายนอกเขาดูอ่อนโยน แต่จิตใจเขาก็หนักแน่นมั่นคง แถมเขายังพูดชัดเจนตั้งแต่เดตแรกที่เจอหน้าเธอได้แค่ 30 นาที ว่าอยากเขาแต่งงานสร้างครอบครัว ทั้งนี้ทั้งนั้น มันก็แอบทำให้เธอรู้สึกกระอักกระอ่วนใจอยู่พอสมควรที่เขาพูดเรื่องนี้ขึ้นมา แต่เธอก็ยังคาดหวังเดตที่สองกับเขา ส่วนอีกคนคือ “ชินจีซู” หนุ่มรุ่นน้องที่โผล่มากับตัวตนปลอม ๆ ด้วยชื่อของชายที่เป็นเกย์ โดยจ้างให้เขามานัดบอดแทน เขาเป็นชายหนุ่มรักอิสระมากกว่าการมีความสัมพันธ์ที่ถูกผูกมัด แต่ก็เต็มไปด้วยเสน่ห์ที่ชวนเร้าใจแบบไทป์หมาเด็กอันตรายต่อใจ เขาทำให้เธอกลัว ด้วยเธอเริ่มที่จะสนุกกับเขา

นี่แหละ! สุดท้ายแล้ว สาวเก่งอย่างเธอก็ต้องเลือกว่าจะไปต่อกับใคร ระหว่างความมั่นคงที่ราบเรียบแต่เต็มไปด้วยความอบอุ่น กับความเร้าใจที่คาดเดาไม่ได้แต่ทำให้หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ

ฉันแค่จะบอกว่าแกต้องเตรียมใจที่จะถูกตัดสิน ถ้าแกคิดจะไปนัดบอดต่างหาก

ไม่ใช่แค่นัดบอดหรอก แต่เวลานัดเจอตัวจริงของคนที่ปัดได้จากแอปฯ หาคู่ก็เหมือนกัน นี่น่ะ! เป็นจุดชี้เป็นชี้ตายของใครหลายคนเลยนะ ที่ชี้ว่า “อยู่คนเดียวน่ะดีแล้ว” 555 สำหรับคนอื่นเราไม่รู้ แต่สำหรับเรา มันน่ารำคาญและค่อนข้างเปลืองพลังงานแบบไม่คุ้มค่าการลงทุนเลย มันเหมือนกับเราต้องทำความรู้จักใหม่กับคนที่คุยกันมาบ้างแล้วผ่านแชต และสิ่งหนึ่งที่ต้องเตรียมใจไว้เลยก็คือ การที่จะถูกตัดสิน หลังการเจอหน้ากันครั้งแรก ส่วนตัวไม่ได้กลัวเรื่องการถูกตัดสินในครั้งแรก แล้วก็ไม่ได้ยี่หระอะไรด้วยถ้าอีกฝั่งจะพูดตรง ๆ เอาที่สบายใจได้เลยพรี่! แค่รู้สึกไม่แฟร์เฉย ๆ ที่จะมาตัดสินกันทั้งที่เพิ่งเจอกันแค่ชั่วโมงเดียว ในขณะที่เราไม่กล้าตัดสินอะไรอีกฝ่ายตรงนั้นตอนนั้นเลยด้วยซ้ำ ต้องเก็บเอาทุกอย่างที่เกิดขึ้นกลับมาวิเคราะห์ดูอีกทีก่อน (แต่ถ้าโดนเขาตัดสิน ก็ได้คำตอบทันที)

ภาพจาก FB: JTBC Drama

ถ้าเอาตามประสบการณ์ส่วนตัว นี่ก็เคยเล่นแอปฯ หาคู่อยู่นะ และเคยไปไกลขนาดที่นัดเจอตัวจริงด้วย (และใช่! โดนตัดสินตั้งแต่ครั้งแรกด้วย ตัดสินแบบไม่ถามข้อเท็จจริงอีกต่างหาก 555) แต่รู้สึกว่ามันไม่ใช่ทาง ไม่เวิร์กสำหรับนี่อะ มันเหนื่อยเกินไปกับการทำความรู้จักคนที่ไม่เคยรู้จักหน้ากันมาก่อนแม้แต่ในฐานะคนแปลกหน้า เพราะรูปที่ใช้ในแอปฯ ก็ไม่ได้การันตีว่าจะเป็นรูปจริง มันดูน่ากลัวแล้วก็ใช้พลังงานเยอะเกินไป มันรู้สึกอึดอัดทั้งที่ก็ไม่ได้คิดอยากจะทำอะไรให้อีกฝ่ายเลย แบบแค่กดเข้าไปคุยก็เหนื่อยแล้ว การจะได้แฟนจากในนี้เลยไม่ตอบโจทย์สำหรับเราเท่าไร ถ้าเล่นแค่เช็กเรตติ้งหรือแก้เหงาก็พอไหว เลยไม่คิดว่าตัวเองจะได้อะไรติดมือมาจากการเล่นแอปฯ หาคู่ ยิ่งสถานะนี่ยิ่งไกลเกินเอื้อมแบบขี้เกียจจะเอื้อมด้วย

ภาพจาก FB: JTBC Drama

แบบที่แม่นางเอกว่านั่นแหละ การจะลงไปเล่นในสนามนี้ มันต้องเตรียมใจที่จะถูกตัดสินไว้ด้วย เพราะอีกฝ่ายคือใครก็ไม่รู้ คำว่ารู้หน้าไม่รู้ใจใช้ไม่ได้ในสถานการณ์แบบนี้ ต้องบอกว่าเราไม่รู้อะไรเลยถึงจะถูก แต่พูดก็พูดเถอะ ถึงจะเตรียมใจไว้บ้างแล้วมันก็น่าหงุดหงิดอยู่ดี เข้าใจว่าคนเราไม่เหมือนกัน เราอาจไม่ใช่คนที่ตัดสินใครง่าย ๆ ตั้งแต่การเจอกันครั้งแรก ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะเจอคนแบบเดียวกัน เราเป็นคนที่เวลาเจอใครครั้งแรก มันจะออกแนวเปิดโหมดอ่านเขามากกว่า จะสแกนและเก็บข้อมูลทุกอย่างมาไว้ประมวลผล เป็นคนยังไง พูดอะไรออกมาบ้าง ภาษากายที่แสดงออกมาบ่อย ๆ ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตเข้ากับเราได้ไหม ดูแลตัวเองยังไง ปฏิบัติต่อคนอื่นยังไง พอได้ข้อมูลแล้วค่อยเอามาวิเคราะห์ว่าจะไปต่อไหม ทุกอย่างเกิดขึ้นเงียบ ๆ ถึงอย่างนั้นก็ไม่ตัดสินหรือตราหน้าใครอยู่ดีอะ

ภาพจาก FB: JTBC Drama

การมาของซีรีส์เรื่องนี้อาจทำให้ใครหลายคนยิ่งระแวงหนักกว่าเดิมก็ได้นะ โดยเฉพาะกับคนที่ไม่ค่อยมั่นใจในตัวเองก็อาจจะใจฝ่อหน่อย ๆ ว่าการที่จะเริ่มต้นความสัมพันธ์กับใครแบบไปนัดบอดหรือเจอในแอปฯ ก็อาจจะเจอเข้ากับคนที่เขาพร้อมจะตัดสินเราด้วยเกณฑ์ของเขาตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอกันก็ได้ หน้าตา รูปร่าง เสื้อผ้า รองเท้าที่ใส่ กระเป๋าที่ถือ รถที่ขับ บลา ๆ ใครที่ sensitive น่าจะต้องระวังตัวหน่อย คาดหวังไม่ผิด แต่ตัดสินกันนี่!? บางคนอาจจะพูดจาออกมาแบบไม่มีมารยาทเลยด้วยซ้ำ (พูดตรงกับไม่มีมารยาท มีเส้นบาง ๆ กั้นอยู่) ไม่ถนอมน้ำใจ ไม่แคร์ว่า เฮ้ย! เราไม่ได้รู้จักกันนะว้อย! เพิ่งเจอหน้ากันตะกี๊เองนะ ฉันยังไม่รู้จักตัวเองขนาดนั้นเลย คุณพรี่เป็นใครเนี่ยถึงกล้าที่จะตัดสิน มันก็คงเป็นเรื่องที่กระทบจิตใจคนอ่อนไหวง่ายได้พอสมควร แต่สำหรับคนจิตแข็ง เชื่อว่าเจอแบบนี้คงมีด่ากลับอะ 555

อยู่คนเดียวล่ะสิท่า โตแล้วก็ยังต้องมีผู้ปกครองนะ บันทึกเบอร์เพื่อนไว้เป็นเบอร์ติดต่อฉุกเฉินในโทรศัพท์ บอกรหัสประตูไว้ด้วย อยู่คนเดียว ตายคนเดียวนะ

โอ๊ย! 555 จะบอกว่าขำฉากนี้จนแทบบ้า ถ้าให้พูดถึงฉากนี้ก็คือพ่อหนุ่มไมโครเวฟของเรากลับมาถึงบ้านหลังจากที่ผ่านวันยุ่งยากมา ทั้งเรื่องงานและเรื่องส่วนตัว แล้วคนมันก็จะกินข้าวนั่นแหละ แต่ดันไปนึกถึงคำพูดที่สาวเคยบอกไว้ตอนเดตกัน ว่าถึงจะอยู่คนเดียวก็ต้องดูแลัวเองให้ดี ต้องกินอาหารดี ๆ กินให้อิ่มท้องเข้าไว้ จากตอนแรกที่พี่แกกำลังอุ่นอาหารแช่แข็งในไมโครเวฟ ก็เลยเดินไปเปิดตู้เย็นอีกรอบว่ามีอาหารอะไรที่มันดีกว่าอาหารสำเร็จรูปอุ่นร้อนด้วยไมโครเวฟไหม พูดง่าย ๆ ก็คือพยายามจะใช้ชีวิตให้ดีตามที่สาวแนะนำนั่นแหละ แต่มันมีเรื่องผิดพลาดทางเทคนิคนิดหน่อย

ภาพจาก FB: JTBC Drama

เรื่องของเรื่องก็คือ พี่แกไปหยิบกล่องพลาสติกเก็บอาหารออกมาจากตู้เย็น 2-3 กล่อง แล้วก้มโค้งลงไปหยิบจานที่วางอยู่บนชั้นใต้โต๊ะกินข้าว ด้วยความที่อายุอานามก็ไม่ใช่วัยรุ่นไง พอก้มผิดท่าหลังก็เลยยอก 555 ร้องโอดโอยทรุดลงไปนอนกองกับพื้น ขยับตัวก็ไม่ได้ มือถือก็อยู่ไกลตัว เลยนอนจมพื้นข้ามคืนด้วยความสิ้นหวัง กว่าจะมีคนมาช่วยก็คือเพื่อนผิดสังเกตที่ยันบ่ายโมงแล้วยังไม่ไปทำงาน เลยมาหาที่ห้องแล้วพาไปหาหมอฝังเข็ม คุณหมอฝังเข็มที่เป็นคุณตาอายุเยอะหน่อยเลยบอกว่ามันคืออาการที่กล้ามเนื้อตึงแล้วเกร็งตัวขึ้นมาอย่างรุนแรงกะทันหัน ผลก็เลยนอนแน่นิ่งกระดิกตัวไม่ได้ทั้งคืน ทำได้แค่นอนหายใจกรอกตาไปมา!

มันเลยเป็นที่มาของประโยคข้างต้นนั่นเอง คุณหมอแกเตือนว่าถึงจะอยู่เป็นโสดคนเดียวก็ต้องมีผู้ปกครอง ให้บันทึกเบอร์เพื่อนไว้เป็นเบอร์ฉุกเฉิน และบอกรหัสประตูบ้านให้เพื่อนรู้ด้วย เกิดอะไรขึ้นเพื่อนจะได้เข้าไปช่วยได้ ครั้งนี้ถือว่าโชคดีมากที่เขาตื่นขึ้นมาแล้วตอนที่เพื่อนมาหา พอได้ยินเพื่อนกดกริ่งเรียกหน้าประตู เลยตะโกนบอกรหัสประตูให้เพื่อนเปิดเข้ามาช่วยได้ทัน ลองคิดสภาพว่าถ้าเขาเป็นอะไรไปแล้วถึงขั้นหมดสติสิ เรื่องร้ายแรงก็จะเป็นอย่างที่คุณหมอพูดเลยนะว่า “อยู่คนเดียว ตายคนเดียว” เพราะเพื่อนที่มาหาก็ไม่รู้ว่าในห้องมีคนอยู่ไหม กดกริ่งเรียกหรือตะโกนเรียก 2-3 ครั้งไม่มีใครมาเปิด คนส่วนใหญ่ก็จะอนุมานว่าน่าจะไม่อยู่บ้าน คงไม่มีใครเฉลียวใจว่าเกิดอุบัติเหตุแล้วนอนหมดสติอยู่ในบ้านหรอก เพื่อนคงรู้อีกทีตอนขึ้นอืดอะดูทรง

ภาพจาก FB: JTBC Drama

เหตุการณ์แบบนี้มันเกิดขึ้นกับใครก็ได้จริง ๆ นะ ร่างกายแข็งแรงดีก็ห้ามประมาท ไม่เกี่ยวว่าอายุเยอะหรืออายุน้อยด้วย เพราะมันเคยเกิดขึ้นกับเราด้วยครั้งหนึ่ง ตอนนั้นอายุยังไม่เลข 3 เลยด้วยซ้ำไป ก้มผิดท่าแล้วหลังยอก ทรุดลงไปกองกับพื้นแล้วลุกแทบไม่ได้เลย โชคดีหน่อยที่อายุยังไม่เยอะ มันเลยพอจะขยับได้บ้าง แต่ก็ปวดจี๊ดและรู้สึกร้าวไปทั้งตัวจนน้ำตาเล็ด ขยับเขยื้อนร่างกายแทบไม่ได้อยู่เป็นเดือน ลุกก็โอย นั่งก็โอย เดินก็โอย เวลานอนต้องมีเบาะมารองก้นไม่งั้นนอนไม่ได้ และไม่ต้องพูดถึงการก้มหลังเลยล่ะตอนนั้น แทบขาดใจ จะหยิบอะไรที่พื้นต้องอยู่ในท่าหลังตรงแล้วย่อขาลงไปหยิบเท่านั้น ก้มไม่ได้อย่างเด็ดขาด หมดเงินไปกับการซื้อแผ่นแปะแก้ปวดหลายโหล แถมตอนนั้นยังไม่มีความรู้เรื่องฝังเข็มหรือกายภาพบำบัดด้วย หายมาได้เพราะยาคลายกล้ามเนื้อเลย

การอยู่เป็นโสดหรืออยู่ตัวคนเดียว ถึงมันจะมีความเหงา ความอ้างว้าง ความโดดเดี่ยวกวนใจบ้าง แต่บอกเลยนะว่ามันไม่น่ากลัวเท่าอุบัติเหตุแบบนี้หรอก หาอะไรทำแก้ฟุ้งซ่านเดี๋ยวมันก็พอผ่านไปได้ ทว่าอาการบาดเจ็บทางกายภาพแบบนี้มันร้ายแรงขนาดที่ทำให้เรานอนตายอยู่คนเดียวในห้องปิดตาย กลายเป็นคดีปริศนาในโคนัน แล้วลงข่าวหน้าหนึ่งได้เลยนะ กว่าความจริงจะปรากฏว่ามันไม่ใช่คดีปริศนาอะไร แค่คนโสดคนหนึ่งที่ตายด้วยอุบัติเหตุแล้วไม่มีใครรู้ใครเห็น มันก็เป็นเรื่องใหญ่ช็อกสังคมไปแล้ว ถึงอย่างนั้น มันก็เป็นเรื่องน่าเศร้าอยู่ดีที่คนเราจะต้องมาตายอย่างโดดเดี่ยวแบบนี้เพียงเพราอยู่คนเดียว เพราะฉะนั้น คนโสดที่อยู่ตามลำพัง ลองคิดหาวิธีขอความช่วยเหลือจากคนอื่นในกรณีที่เกิดเรื่องแบบนี้ไว้บ้างก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร อย่าประมาทเด็ดขาด

ภาพจาก FB: JTBC Drama

เท่าที่ดูมา 2 อีพี The Practical Guide to Love ไม่ใช่ซีรีส์ที่เล่าแค่เรื่องราวความรักของคนโสดวัยทำงานยุคใหม่ ที่หลายคนแสวงหาความมีประสิทธิภาพในการออกเดต โดยเฉพาะการเริ่มต้นความสัมพันธ์จากการนัดบอด (หรือแม้แต่ความสัมพันธ์ที่ได้มาจากการปัดขวาในแอปฯ หาคู่ก็ตามที) แต่มันยังชวนให้คิดว่าพอเราเข้าวัย 30+ แล้วยังโสด เราจะเป็นคนโสดแบบไหน โสดแบบยังมีไฟที่จะรอความรักที่ใช่ของตัวเองต่อไป โสดแบบรู้สึกสิ้นหวัง รู้สึกตะหงิดกับวัยเลข 3 ว่ามันแก่เกินแกงซะแล้วหรือเปล่า หรือโสดแบบภูมิใจโสด โสดแบบนี้แหละที่ตั้งใจ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม เพราะเชื่อว่าส่วนใหญ่ของคนวัยนี้จะรู้สึกคล้าย ๆ กัน ว่าจะมีแฟนทีใคร ๆ ก็อยากให้มันจบที่ “คนที่ใช่” ไม่ใช่แค่ “ใครก็ได้” ทั้งนั้นแหละ เพราะนาฬิกาชีวิตมันไม่ได้ว่างมานั่งเล่นเกมทายใจไปวัน ๆ แล้ว

อย่างไรก็ตาม ตัวซีรีส์ก็ไม่ได้ชวนให้ตัดสินว่าการอยู่เป็นโสดหรืออยู่คนเดียวมันไม่ดี เพราะจริง ๆ คนโสดมันก็มีหลายแบบ จะไปเหมารวมไม่ได้ คนที่โสดเพราะสามารถเติมเต็มตัวเองด้วยการอยู่คนเดียวได้อย่างแท้จริง มั่นใจและภูมิใจในความเป็นอิสระมันก็มี คนที่โสดเพราะยังมีความหวังในความรักและรอคอยคู่แท้อยู่ก็มีเยอะ โสดและต้องอยู่คนเดียวอย่างจำยอมก็ไม่น้อย หรือคนที่โสดแบบกึ่งรับกึ่งสู้ ไม่ได้ต่อต้านแต่ก็ไม่ได้ภูมิใจก็มี อย่างนางเอกเรื่องนี้เนี่ย สมัยวัยรุ่นเต็มใจโสดเพราะรู้ว่าตัวเองไม่พร้อม แต่พอนานวันเข้าเริ่มกลายเป็นแบบกึ่งรับกึ่งสู้ แต่ล่าสุดพอเธอเริ่มเปิดใจ เธอก็กลับมาโสดแบบมีความหวังที่จะตามหาคู่แท้ของตัวเองด้วยการลองผิดลองถูกกับคู่เดตสองคนของเธอที่ต่างกันอย่างสุดขั้ว ว่าสุดท้ายแล้ว ใคร “ใช่ที่สุด” สำหรับเธอ

ก็นะ สำหรับคนโสดทั้งหลาย ถ้ามีโอกาสที่ความรักเข้ามาทักทายหัวใจให้ได้รู้สึกตื่นเต้นหรือวูบวาบบ้าง มันก็ไม่ใช่เรื่องแย่หรอกที่ลองก้าวลงสนามไปเล่นดู อาจพูดไม่ได้ว่ามันคุ้มค่าที่ได้ลอง ถ้าสมมติว่าตอนท้ายจบด้วยความเจ็บ แต่เจ็บมาก็ถือว่าได้รู้แหละว่าความรักมันเป็นยังไง ยังมีบันทึกในความทรงจำว่าชีวิตได้ลองรักใครจนสุดตัวแล้วนะ ถึงที่สุดจะพังแต่เราไม่ได้ผิดอะไรที่เลือกตัวเองก่อน ส่วนการอยู่คนเดียว ถ้าเคยอยู่มาก่อน มันอาจจะทรมานหน่อย ทว่าก็คงไม่ยากเกินความสามารถที่จะกลับไปอยู่คนเดียวอีกครั้ง! ฉะนั้น ถ้ามีความรักขึ้นมาก็ลุยโลด💗