
พูดจากใจในฐานะคนที่ติดหล่มอยู่กับซีรีส์เกาหลีมานานหลายปี ไม่บ่อยนักที่จะยอมเก็บข้าวเก็บของอพยพกลับไทย ถ้าไม่เจอซีรีส์เรื่องไหนที่รู้สึกว่ามันน่าลองเสี่ยงเปิดดู แม้ว่าจะเสี่ยงผิดหวัง จริง ๆ ก็เป็นธรรมดาที่เราสามารถผิดหวังกับซีรีส์ที่คาดว่ามันจะสนุกแต่มันดันไม่สนุก ที่ผ่านมาซีรีส์เกาหลีหลายเรื่องก็เข้าสู่ยุคมืดแบบนั้นมาแล้ว แต่พอเป็นซีรีส์ไทย มันจะมีอคติบางอย่างที่ทำให้เราตั้งแง่กับมันมากเป็นพิเศษ ถ้าไม่เปิดใจจริง ๆ มันก็ยาก ทว่าซีรีส์ไทยเรื่องนี้ พอจะช่วยลดอคติลงไปได้บ้างกับความไม่ไว้ใจบท เนื่องจากเป็นซีรีส์ที่รีเมกมาจากซีรีส์เกาหลี แถมค่ายนี้เขาก็เชื่อถือได้ในระดับหนึ่งเลยด้วย เลยขอพักซีรีส์เกาหลีหนึ่งสัปดาห์ กลับมาดูซีรีส์ไทยเรื่องนี้
MISSING ห่วง หาย ตาย จาก เป็นซีรีส์ไทยของค่าย TRUE CJ Creations ที่ซื้อต้นฉบับจากเกาหลีเรื่อง Missing: The Other Side (2020) มาสร้างใหม่ หยิบยกประเด็นสังคมมาเล่าในมุมมองสืบสวน-แฟนตาซี อีกทั้งยังได้รับแรงบันดาลใจมาจากเคสคนหายจริงในประเทศไทย โดยมูลนิธิกระจกเงา ส่วนช่องทางการรับชม สตรีมทางแอปพลิเคชัน TrueVisionsNow ทุกวันพฤหัสบดี-ศุกร์ 20.00 น.
MISSING ห่วง หาย ตาย จาก บอกเล่าเรื่องราวของหมู่บ้านลึกลับที่ไม่ปรากฏให้เห็นในแผนที่ สถานที่แห่งนี้เปรียบเสมือนจุดพักรอของเหล่าดวงวิญญาณที่ยังไม่สามารถเดินทางต่อไปสู่โลกหลังความตายได้ เนื่องจากร่างไร้วิญญาณของพวกเขายังไม่ถูกค้นพบ และกลายเป็นคดีปริศนาที่รอการคลี่คลาย ดวงวิญญาณบางดวงพำนักอยู่ที่หมู่บ้านแห่งนี้มาหลายสิบปี หรืออาจเป็นร้อยปี ร่างของพวกเขาจะปรากฏตามอายุสุดท้ายก่อนตาย เรื่องราวถูกนำเสนอผ่าน “ธาม” นักสืบเอกชนหนุ่มที่จู่ ๆ ก็มองเห็นวิญญาณได้หลังจากที่ผ่านความเป็นความตายและถูกช่วยเหลือให้ฟื้นขึ้นในบ้านของ “ลุงจอม” ชายวัยกลางคนบุคลิกลึกลับผู้มีหน้าที่เฝ้าหมู่บ้านวิญญาณ เขาเห็นวิญญาณเช่นกัน

หลังจากที่รู้ว่าตัวเองมีสัมผัสพิเศษ ธามเริ่มต้นช่วยเหลือดวงวิญญาณที่เขาพบเห็นในหมู่บ้านให้ไปสู่สุคติ ด้วยการพยายามหาร่างของพวกเขาให้เจอ โดยได้ความช่วยเหลือจากลุงจอม “จิมมี่” วิญญาณชายหนุ่มอายุเป็นร้อยปีผู้เป็นหัวหน้าหมู่บ้าน เพื่อนร่วมงานในสำนักงานนักสืบเอกชนสองหน่อที่ธามรักเหมือนน้องชายและน้องสาวแท้ ๆ “วิน” และ “เอม” รวมถึงการทำงานของตำรวจน้ำดีสองคน “ผู้กองแมค” และ “หมวดชัช” ที่พยามคลี่คลายคดีคนหายที่ปิดไม่ได้ ซึ่งหมวดชัช เป็นนายตำรวจหนุ่มไฟแรงที่กำลังจะเข้าพิธีวิวาห์กับ “รดา” แฟนสาว
จริง ๆ แล้ว ผมไม่เชื่อว่าจะมีใครหายไปจากโลกนี้เฉย ๆ ได้ ทุกคนจะทิ้งร่องรอยของตัวเองไว้เสมอ ไม่ว่าจะกับคนที่คุณรักหรือคิดถึงอยู่
เป็นข้อความที่ฟังแล้วรู้สึกใจหายวาบจริง ๆ เพราะถึงนี่จะเป็นซีรีส์ แต่พอรู้ว่ามันมีส่วนหนึ่งส่วนใดที่มีเค้าโครงมาจากเรื่องจริง โดยเฉพาะเคสคนหายที่มีอยู่เป็นจำนวนมากในประเทศไทย มันก็อดที่จะหดหู่ไม่ได้ แล้วในซีรีส์เรื่องนี้เขาใส่ภาพจริงของบุคคลสูญหายที่ยังตามหาไม่เจอจริง ๆ ที่เป็นเคสจากมูลนิธิกระจกเงาเข้าไปด้วย มันยิ่งทำให้ซีรีส์ MISSING ห่วง หาย ตาย จาก ดูเป็นเรื่องใกล้ตัวมากกว่าที่คิด แค่ลองจินตนาการว่าถ้าในวันหนึ่งเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นกับคนใกล้ตัว พ่อ แม่ น้อง หรือเพื่อนที่สนิทหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย จากวันเป็นเดือน จากเดือนเป็นปี เป็นสิบปี ยี่สิบปี หรือตัวเราเองที่กลายเป็นบุคคลสูญหายเสียเอง นึกภาพไม่ออกเลยว่าพ่อแม่ญาติพี่น้องจะรู้สึกยังไง

ยิ่งไม่นานมานี้ ได้มีโอกาสฟังเรื่องราวคดีปริศนาคดีหนึ่งจากช่องของหมอตังค์ มรรคพร ใน YouTube เคสคดี Lady of the Hills หรือสตรีแห่งขุนเขา ซึ่งเป็นคดีการเสียชีวิตของคุณลำดวน อาร์มิเทจ (นามสกุลเดิม สีกันยา) หญิงสาวชาวไทยที่ถูกพบเป็นศพบนภูเขาเพ็นนีเกนต์ในยอร์กเชอร์และฮัมเบอร์ ประเทศอังกฤษ เมื่อปีพ.ศ. 2547 แรกเริ่มเดิมทีที่มีคนพบศพเธอ ไม่มีใครรู้ว่าเธอเป็นใครมาจากไหน แต่จากรูปพรรณสัณฐานและข้าวของที่ติดตัวเธอ ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจคาดว่าเธอน่าจะมาจากที่ใดสักแห่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นั่นทำให้เธออยู่ในสภาพเป็นศพปริศนามานานถึง 15 ปี จนกระทั่งสามารถระบุอัตลักษณ์บุคคลของเธอได้ผ่านการตรวจดีเอ็นเอ ในปีพ.ศ. 2562

แม้ว่าจะเป็นคดีที่เกิดขึ้นที่อังกฤษ แต่ศพปริศนาที่ถูกฆาตกรรมในคดีนี้คือคนไทย (ที่เธอไปอยู่อังกฤษเพราะเธอแต่งงานกับคนอังกฤษ) ที่สำคัญการหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยและขาดการติดต่อกับครอบครัวไปนานหลายปี ทำให้พ่อแม่ของเธอ ซึ่งเป็นเพียงยายสีตาสาแก่ ๆ ก็พยายามออกตามหาเธอในสถานะ “บุคคลสูญหาย” ทุกวิถีทางเท่าที่พวกเขาจะทำได้ ในช่วงเวลาที่พ่อแม่ของเธอไม่รู้ว่าลูกสาวของตนเองนั้นเป็นตายร้ายดีอย่างไร ก็เป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่ตำรวจในอังกฤษพยายามสืบสวนสอบสวนคดีของเธออย่างหนักดดยไม่ลดละความพยายามหรือปล่อยทิ้งคดีให้แช่แข็งเช่นกัน แต่เพราะเรื่องมันเกิดคนละซีกโลก ทุกอย่างเลยยากไปหมด

จำได้ว่าตอนที่เปิดคดีนี้ขึ้นมาฟัง ในหัวนี่ขาวโพลนไปหมด รู้สึกอึดอัดเหมือนมีก้อนอะไรมาจุกอยู่ที่คอ และหลังจากนั้นก็ไปตามหาข่าว หาศึกาาเอกสารอะไรของคดีนี้อยู่พักหนึ่งเลย เพราะเธอเป็นคนไทย ก็ยิ่งทำให้เรามีอารมณ์ร่วมแบบคูณสิบคูณร้อย การที่จู่ ๆ เธอก็หายไปเฉย ๆ ขาดการติดต่อกับครอบครัวไปเป็นสิบปีโดยที่ไม่มีสัญญาณว่าเธอจะเป็นคนทิ้งและตัดขาดจากครอบครัวไปเองเนี่ย เราเดาอารมณ์ความรู้สึกของพ่อแม่เธอไม่ออกเลยนะ ร่องรอยของเธอยังคงตราตรึงอยู่กับพ่อแม่เสมอในฐานะคนที่รักและคิดถึง ลูกสาวหายไปอยู่หรือตายไม่มีใครรู้ แล้วก็ทำทุกอย่างเท่าที่จะทำได้แล้ว เป็นเคสคดีที่หนักมากจริง ๆ คดีนี้คลี่คลายแล้วแต่ยังไม่จบ ลองไปหาข่าวอ่านกันดู
ส่วนในซีรีส์ เคสคดีก็ทำออกมาได้อย่างน่าสนใจ โดยเฉพาะการให้ตัวละคร “เอม” ทำงานเป็นเจ้าหน้าที่มูลนิธิประชาบดี ที่รับดูแลเกี่ยวกับเคสคนหาย ใช้ภาพบุคคลสูญหายจริง ๆ จากมูลนิธิกระจกเงา ประกอบฉากและประกอบเพลงไตเติลเปิดปิด และการนำเสนอเรื่องราวผ่านข่าวคดีคนหายที่ผู้สื่อข่าวรายงานข่าว “จนถึงตอนนี้ ยังมีคดีคนหายอีกมากมายที่ยังตามหาตัวไม่เจอ บางคนหายไปอย่างไร้ร่องรอยหลายสิบปี หลายครอบครัวยังคงตามหาไปทุกที่ที่มีข่าวพบศพนิรนาม ด้วยความหวังว่าอาจเป็นญาติผู้สูญหายที่ตนกำลังตามหาอยู่”
คนเรามันก็อย่างนี้แหละว่ะ ตอนอยู่ด้วยกันก็ไม่ค่อยคุยกันหรอก คิดว่าเดี๋ยวก็เจอ จะคุยก็คุยเมื่อไรก็ได้ มันก็เป็นงี้แหละ
นั่นไง ๆ ตูว่าแล้ว ทำไมซื้อหวยแล้วไม่ถูกบ้างวะคะ นี่ขอพูดแบบคนที่ไม่เคยดู original version ของเกาหลีเลยนะ (ซึ่งไม่รู้ด้วยว่าเนื้อเรื่องส่วนนี้ตรงกันไหม) ว่ามันมีกลิ่นตุ ๆ ที่จู่ ๆ ตัวละครก็เปิดใจคุยกันด้วยประโยคนี้ กลิ่นสูญเสียโชยแรงมาก แต่ก็ไม่ได้เอะใจ เพราะไม่คิดว่าจะใจร้ายขนาดที่ฆ่าหนึ่งในตัวละครหลักทิ้งไปง่าย ๆ แบบนี้ ตอนที่ดูซีนนี้มันให้ความรู้สึกแบบ เออ! สองคนนี้เป็นพี่น้องที่รักและเข้าใจกันจังเลยนะ มันคงจะดีมาก ๆ ถ้าพวกเขาคอยช่วยเหลือกันไปอย่างนี้ตลอด หลังจากนั้นภาพก็ตัดไป เป็นซีนที่คนน้องกำลังตามสืบเรื่องการตายของเพื่อนเก่าที่เขารู้สึกว่ามันน่าสงสัย จากข้อมูลที่เขารวบรวมมาได้ เขาก็ตามร่องรอยที่ได้มาไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งถึงจุดที่เพื่อนเขาโดนรถชนตาย

และภาพก็ตัดอีกที เป็นซีนที่คนพี่กำลังพยายามติดต่อคนน้องให้มาหาที่ที่นัดพบ ซึ่งเป็นร้านอาหารที่พวกเขานัดกินข้าวมื้อพิเศษกัน ร่วมกับเด็กสาวที่เป็นเพื่อนร่วมงานอีกคน ภาพที่คนสองคนพยายามติดต่อคนคนหนึ่งที่หายไปและติดต่อไม่ได้นานหลายชั่วโมงแล้ว ทำนี่ใจคอไม่ดี เชื่อว่าในหัวของคนดูหลายคนน่าจะเริ่มปะติดปะต่อเรื่องราวได้เหมือนกันว่าใช่! ต้องใช่แน่ ๆ แล้วพอภาพตัดอีกทีไปที่ภาพเปลวเทียนในห้องใต้ดินที่คาเฟ่ในหมู่บ้านวิญญาณสว่างวาบขึ้น เสียงระฆังดั่งลั่นเป็นสัญญาณว่ามีดวงวิญญาณดวงใหม่เข้ามาที่หมู่บ้านแห่งนี้ วินาทีนั้นใจหล่นวูบเลย สิ่งที่คิดไว้มันใช่จริง ๆ

“เพราะก่อนวันสุดท้ายของชีวิต มันก็เป็นแค่วันธรรมดาวันหนึ่ง” นี่เป็นประโยคที่ถูกพิมพ์ในคอลัมน์นี้มาหลายต่อหลายครั้งแล้วแต่ก็ยังไม่ชินสักที เรื่องราวลักษณะนี้ในซีรีส์มักจะทำให้เราหวนกลับมามองชีวิตของตัวเองในโลกความเป็นจริงได้เสมอ ว่าวันนี้ ตอนนี้ วินาทีนี้ เราพลาดอะไรไปหรือเปล่า เราได้ทำในสิ่งที่ควรจะทำครบถ้วนหรือยัง หรือเราเลือกที่จะปล่อยผ่านโอกาสดี ๆ ที่อยู่ตรงหน้าให้หลุดลอยไปต่อหน้าต่อตา โดยที่ไม่รู้ว่ามันเป็นโอกาสสุดท้ายแล้วหรือเปล่า มันยิ่งตอกย้ำให้เห็นว่าชีวิตคนเรานั้นไม่แน่นอน แต่การจากลาจะเกิดขึ้นแน่นอนในวันหนึ่งโดยที่เราไม่รู้ว่าจะเกิดเมื่อไร มันไม่มีสัญญาณบอกเหตุ ไม่มีใครรู้ล่วงหน้า ไม่เลือกบุคคล ไม่มีเงื่อนไข ไม่มีคำร่ำลา และ…ไม่มีการกลับมา

คนเราน่ะ ติดลูปอยู่กับคำว่า “รู้งี้” และ “ความเสียดาย” ได้นานกว่าที่ตัวเองคิดนะรู้ไหม ถ้าจะถามว่านานแค่ไหน คำตอบที่น่าเศร้าก็คือ “นานเท่าที่เราจะอนุญาตให้ตัวเองมีชีวิตติดอยู่กับอดีต” ซึ่งในบางกรณี อาจนานเป็นสิบปีหรือกลายเป็นแผลเป็นทางความคิดติดตัวไปตลอดชีวิตเลยด้วยซ้ำ ตราบใดที่ยังไม่ให้อภัยตัวเอง แม้ว่าในอนาคตมันอาจจะไม่ได้เจ็บปวดเท่าเดิม แต่ความรู้สึกมันยังมีอยู่ ในทางจิตวิทยาเราเรียกสิ่งนี้ว่า Counterfactual Thinking มันคือการคิดถึงสิ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริง ด้วยการคิดย้อนว่า “ถ้าตอนนั้นฉันทำอีกแบบ…ที่ตรงกันข้าม ผลลัพธ์มันอาจจะแตกต่างไป” ยิ่งน้ำหนักของสิ่งที่สูญเสียไปหนักมากเท่าไร เราก็จะฝังใจกับมันได้นานขึ้นเท่านั้น

ความน่ากลัวมันอยู่ตรงนี้แหละ การที่เราสูญเสียบางอย่างไป ทั้งที่รู้ว่าตอนนั้นตัวเองมีโอกาสทำดีกว่านี้ตั้งมากมาย ความคิดว่า “รู้งี้” มันจะวนกลับมาทำร้ายเราได้เสมอ ก็เหมือนกับที่ตัวละครพูด คนเราตอนอยู่ด้วยกันไม่คิดที่จะพูดกัน คิดว่าเดี๋ยวก็ได้เจอหน้ากันทุกวัน จะพูดจะคุยเมื่อไรก็ได้ ทว่าเราอาจไม่ได้คิดว่าเราอาจถูกความไม่แน่นอนของโลกใบนี้เล่นตลกได้เสมอ ขออนุญาตยกกรณีตัวอย่างจากข่าวอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นติด ๆ กันเมื่อช่วงกลางเดือนที่ผ่านมา ใครมันจะไปคิดว่าญาติตัวเองที่แค่เดินทางไปนั่นมานี่ปกติ ออกจากบ้านตอนเช้า เดี๋ยวตอนเย็นก็กลับมาเจอหน้ากันเหมือนทุกที จะกลายเป็นว่าเขาออกจากบ้านไปแล้วไม่ได้กลับมาอีกเลย
ฉะนั้น จงคว้าทุกโอกาสที่มีตรงหน้าทำสิ่งที่อยากทำกับคนที่คุณรัก พูดสิ่งที่อยากพูดกับคนที่คุณรู้สึกดีด้วยเถอะ ถ้าให้เทียบกัน ความผิดหวังมันเจ็บแค่แป๊บเดียว ไม่นานก็ปิดจบเรื่องราวได้สมบูรณ์เพราะได้จิ๊กซอว์ของคำตอบครบหมดทุกตัวแล้วว่ามันต้องหยุดเพียงเท่านี้ แต่ความเสียดายมันกัดกินในความทรงจำได้นานกว่า เราปิดจบเรื่องราวไม่ได้เพราะได้คำตอบไม่ครบ และคำว่า “รู้งี้” ก็จะตามมารังควานไปตลอดชีวิต สมองเอาแต่คิดว่าถ้าวันนั้นทำอีกแบบ มันคงไม่เป็นแบบนี้ พึงตระหนักไว้เสมอว่าความไม่แน่นอนวนเวียนอยู่รอบตัว ไม่คุณก็เขาที่วันหนึ่งอาจหายไปโดยไม่มีคำร่ำลา
นาทีนี้ พูดได้เลยว่าไม่ผิดหวังกับการที่เลือกให้ MISSING ห่วง หาย ตาย จาก เป็นซีรีส์ไทยเรื่องแรกของปีนี้ที่ยอมจ่ายเงินสมัครแพ็กเกจ TrueVisions ดูอีกครั้ง แม้ว่าในช่วง 1-2 อีพีแรกจะเนือยจนเหนื่อย อืดจนท้อ เนื้อเรื่องน่าสนใจแต่รู้สึกว่าการเล่าเรื่องมันแปลก ๆ มีตัวละครบางตัวที่น่าหงุดหงิดน่าหมั่นไส้นิดหน่อย แต่ดีที่ตัวละครมีพัฒนาการไว ไอ้ความรู้สึกอยากโบกตัวละครเลยอยู่ไม่นาน ยิ่งพอเข้าอีพี 3-4 บอกเลยว่าเครื่องติด ความสนุกมาจากไหนก็ไม่รู้ ตัวละครเริ่มทำงานประสานกันเป็นอย่างดี และเริ่มมีเรื่องเซอร์ไพรส์ที่นอกเหนือจากที่คาดเดาได้เกิดขึ้นเรื่อย ๆ เพราะฉะนั้น ดูเถอะ ถึงจะเป็นซีรีส์รีเมก แต่มันให้อะไรมากกว่าการนำมาทำซ้ำในแบบไทย ๆ แน่นอน 🧩





























