Home Work & Living Living อย่าล้อเล่นกับ “กฎหมายลิขสิทธิ์” ของเขาแรงนะจะบอกให้!

อย่าล้อเล่นกับ “กฎหมายลิขสิทธิ์” ของเขาแรงนะจะบอกให้!

ปัญหาเรื่อง “การคัดลอกข้อมูล” หรือ “การทำซ้ำ ดัดแปลง” เป็นปัญหาที่พบได้ในทุกวงการ อย่างในแวดวงวิชาการเราอาจจะเคยได้ยินข่าวการคัดลอกวิทยานิพนธ์ คัดลอกผลงานทางวิชาการ โดยไม่ใช้วิธีการอ้างอิง หรือที่เรียกว่า Plagiarism หรือในวงการทางด้านสายศิลป์ ผลงานต่าง ๆ ที่สร้างออกมา ก็มีการคัดลอกแบบ “คัดลอกและวาง” โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ หรือไม่อ้างอิงแหล่งที่มาของต้นฉบับ หรือนำไปทำซ้ำ ดัดแปลงเล็กน้อย จับนู่นนั่นนี่มาแปะมายำรวมกัน แล้วอ้างว่าเป็นผลงานของตัวเอง ก็มีให้เห็นอยู่เสมอ ๆ

ในวงการนักร้อง “ลิขสิทธิ์” ก็เป็นสิ่งที่ทำให้นักร้องหลายคนไม่สามารถกลับไปร้องเพลงบางเพลงที่ตัวเองเคยร้องได้ เพราะมันคือ “การทำซ้ำ ดัดแปลง และเผยแพร่ต่อสาธารณชน” หรือแม้แต่ชาวบ้านทำมาหากินทั่วไป ใครจะไปคิดล่ะว่าการทำเบเกอรี่ตัวการ์ตูนชื่อดังขาย เพราะลูกค้าอยากได้ มันจะกลายเป็นความผิดที่ทำให้ต้องขึ้นโรงขึ้นศาลมาแล้ว นั่นเป็นเพราะคนทั่วไปยังไม่ตระหนักถึงกฎหมาย “ลิขสิทธิ์” มากพอ ทั้งที่มันเป็นเรื่องใกล้ตัวเรามากกว่าที่คิด การนำผลงานของคนอื่นมาใช้หาเงินเข้ากระเป๋าตัวเอง แม้ว่าผลงานนั้นจะเป็นผลงานที่ข้ามน้ำข้ามทะเลมา และโด่งดังจนเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก ก็ไม่รอด! ถ้าเจ้าของลิขสิทธิ์เขาต้องการความเป็นธรรมและแสดงความเป็นเจ้าของ

ในความเป็นจริง หลายคนทราบดีว่าการคัดลอกผลงานนั้นมีความผิดทางกฎหมาย แต่อย่างไรก็ดีก็ยังมีคนที่กระทำอยู่เรื่อย ๆ นั่นอาจเป็นเพราะการใช้คำว่า “ได้แรงบันดาลใจ” เพราะการสร้างสรรค์งานศิลปะต่าง ๆ นั้นมีความเป็นไปได้ที่จะได้รับแรงบันดาลจากผลงานชิ้นหนึ่ง แล้วนำมาสร้างในลักษณะของตัวเองที่คิดขึ้นมาใหม่ ซึ่งไม่ใช่การคัดลอกมาทั้งดุ้น เปลี่ยนแปลงเล็กน้อย ที่ยังดูออกว่าเป็นการคัดลอก ทว่าหากมีการฟ้องร้องเอาผิดขึ้นมาจริง ๆ ก็มีความเป็นไปได้สูงที่จะมีความผิดตามกฎหมาย หากก่อนที่จะทำไม่ได้ศึกษากฎหมายก่อนว่ากฎหมายให้ความคุ้มครอง “ผลงานต้นฉบับ” ครอบคลุมแค่ไหน

ที่สำคัญ เรื่องกฎหมายลิขสิทธิ์มันครอบคลุมกว้างกว่าผลงานอย่างงานเขียนหรืองานศิลปะ ล่าสุดที่มีกรณีให้เห็นก็คือ เพลงเก่าที่นักร้องเจ้าของเสียงในเพลงไม่สามารถนำมาร้องได้โดยไม่ขออนุญาต ดังเช่นที่เกิดปัญหาว่านักร้องร้องเพลงตัวเองได้ไม่เกิน 7 คำ เดี๋ยวโดนลิขสิทธิ์ ซึ่งในความเป็นจริงมันไม่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ของตัวศิลปินกับค่ายเลยด้วยซ้ำ มันเป็นเรื่องที่ “ผลงานเพลง” ล้วน ๆ หรือตัวการ์ตูนจากต่างประเทศน่ารัก ๆ เราก็ไม่มีสิทธิ์จะนำมาใช้เพื่อแสวงหาประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ได้เช่นกัน ดังเช่นที่เคยมีกรณีศึกษาเมื่อหลายปีก่อนและเป็นข่าวโด่งดังอยู่หลายวัน เมื่อร้านทำขนมร้านหนึ่งทำขนมเป็นรูปตัวการ์ตูนชื่อดังจากประเทศญี่ปุ่นออกขาย แล้วโดนจับเรื่องผิดกฎหมายลิขสิทธิ์ ดังนั้น อย่าคิดว่าเป็นผลงานจากต่างประเทศแล้วจะรอด บอกเลยว่าไม่รอด! ถ้ากฎหมายครอบคลุม

กฎหมายลิขสิทธิ์ของประเทศไทย

กฎหมายลิขสิทธิ์ของไทยนั้น เริ่มตั้งแต่ พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2521 จากนั้นมีการตราพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ที่ยังคงบังคับใช้มาจนถึงทุกวันนี้ และมีการปรับปรุงเพิ่มเติม เป็นพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2558, พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2558, พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2561 และพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2565 ซึ่งเป็นฉบับล่าสุด โดยแต่ละฉบับที่มีการปรับปรุงเพิ่มเติม ก็จะมีเนื้อหาสาระที่อัปเดตไปตามโลกที่เปลี่ยนแปลงไป

ความหมายของ “ลิขสิทธิ์ (Copyright)” อ้างตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 หมายความว่า สิทธิแต่ผู้เดียวที่จะกระทำการใด ๆ ตามพระราชบัญญัตินี้ เกี่ยวกับงานที่ผู้สร้างสรรรค์ได้ทำขึ้น นั่นหมายความว่าหากเราเป็นผู้ที่ริเริ่มสร้างสรรค์สิ่งหนึ่งสิ่งใดขึ้น ด้วยการใช้สติปัญญา ความรู้ ความสามารถ และความอุตสาหะในการสร้างสรรค์ โดยที่สิ่งนั้นยังไม่เคยมีมาก่อน ไม่ได้ลอกเลียนแบบผู้ใด ผู้สร้างสรรค์จะได้รับความคุ้มครองทางกฎหมายทันทีโดยไม่ต้องจดทะเบียน

อย่างไรก็ดี งานที่สร้างสรรค์ขึ้น ต้องเป็นงานตามประเภทที่กฎหมายลิขสิทธิ์คุ้มครองด้วย ซึ่งกฎหมายลิขสิทธิ์ได้ให้ความคุ้มครองผลงานสร้างสรรค์ทั้งหมด 9 ประเภท

  1. วรรณกรรม ประกอบด้วย งานนิพนธ์ที่ทำขึ้นทุกชนิด เช่น หนังสือ จุลสาร สิ่งเขียน สิ่งพิมพ์ ปาฐกถา เทศนา คำปราศัย สุนทรพจน์ และหมายความรวมถึงโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ด้วย
  2. นาฏกรรม เช่น ท่ารำ ท่าเต้น การทำท่า การแสดง รวมถึงการแสดงโดยวิธีใบ้
  3. ศิลปกรรม ประกอบด้วย งานจิตรกรรม งานประติมากรรม งานสถาปัตยกรรม งานภาพพิมพ์ งานภาพถ่าย งานภาพประกอบ และงานศิลปประยุกต์
  4. ดนตรีกรรม เช่น ทำนองเพลง เนื้อร้อง หนังสือเพลง โน้ตเพลง แผนภูมิเพลง
  5. สิ่งบันทึกเสียง เช่น ซีดี
  6. โสตทัศนวัสดุ เช่น วีซีดี ดีวีดี ที่เป็นวัสดุที่มีทั้งภาพและเสียง
  7. ภาพยนตร์
  8. งานแพร่เสียงแพร่ภาพ
  9. งานอื่นใดในแผนกวรรณคดี แผนกวิทยาศาสตร์ หรือแผนกศิลปะ ของผู้สร้างสรรค์ ไม่ว่างานดังกล่าวจะแสดงออกโดยวิธีหรือรูปแบบอย่างใด

ผลงานที่ไม่ถือว่าเป็นลิขสิทธิ์

อย่างไรก็ดี มีข้อมูลบางอย่างที่ไม่ถือว่าเป็นลิขสิทธิ์ ใคร ๆ ก็สามารถนำมาใช้ได้ มีดังนี้

  1. ข่าวประจำวันและข้อเท็จจริงต่าง ๆ ที่มีลักษณะเป็นข่าวสาร เช่น วัน เวลา สถานที่ ชื่อบุคคล จำนวนคน ปริมาณ เป็นต้น แต่ถ้าหากมีการนำข้อมูลดังกล่าวมาเรียบเรียงจนมีลักษณะเป็นงานวรรณกรรม อาทิ การวิเคราะห์ข่าว หรือบทความ ผลงานนั้นอาจจะได้รับความคุ้มครองในลักษณะของงานวรรณกรรม
  2. รัฐธรรมนูญและกฎหมาย
  3. ระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ คำสั่ง คำชี้แจง และหนังสือโต้ตอบของกระทรวง ทบวง กรม หรือหน่วยงานอื่นใดของรัฐหรือของท้องถิ่น
  4. คำพิพากษา คำสั่ง คำวินิจฉัย และรายงานของทางราชการ
  5. คำแปลและการรวบรวมสิ่งต่าง ๆ ตามข้อ 1-4 ซึ่งกระทรวง ทบวง กรม หรือหน่วยงานอื่นใดของรัฐหรือของท้องถิ่นจัดทำขึ้น
  6. ความคิด ขั้นตอน กรรมวิธี ระบบ วิธีใช้หรือทำงาน แนวความคิด หลักการ การค้นพบ หรือทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ หรือคณิตศาสตร์

นิยามสำคัญเกี่ยวกับกฎหมายฉบับนี้

ในพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ได้ในนิยามของการทำซ้าและดัดแปลง โดย “ทำซ้ำ” หมายความรวมถึง คัดลอกไม่ว่าโดยวิธีใด ๆ เลียนแบบ ทำสำเนา ทำแม่พิมพ์ บันทึกเสียง บันทึกภาพ หรือบันทึกเสียงและภาพจากต้นฉบับ จากสำเนา หรือจากการโฆษณาในส่วนอันเป็นสาระสำคัญ ทั้งนี้ ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน สำหรับในส่วนที่เกี่ยวกับโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ให้หมายความถึง คัดลอกหรือทำสำเนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์จากสื่อบันทึกใด ไม่ว่าด้วยวิธีใด ๆ ในส่วนอันเป็นสาระสำคัญ โดยไม่มีลักษณะเป็นการจัดทำงานขึ้นใหม่ ทั้งนี้ ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน

ส่วน “ดัดแปลง” หมายความว่า ทำซ้ำโดยเปลี่ยนรูปแบบใหม่ ปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติม หรือจำลองงานต้นฉบับในส่วนอันเป็นสาระสำคัญโดยไม่มีการจัดทำงาานขึ้นใหม่ ทั้งนี้ ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน

นอกจากนี้ ขอบเขตของการละเมิดลิขสิทธิ์ยังรวมถึง

  • เผยแพร่ต่อสาธารณชน
  • ให้เช่าต้นฉบับหรือสำเนางานโปรแกรมคอมพิวเตอร์ โสตทัศนวัสดุ ภาพยนตร์ และสิ่งบันทึกเสียง
  • ให้ประโยชน์อันเกิดจากลิขสิทธิ์แก่ผู้อื่น
  • อนุญาตให้ผู้อื่นใช้สิทธิดังกล่าวข้างต้น โดยจะกำหนดเงื่อนไขอย่างใดอย่างหนึ่งหรือไม่ก็ได้ แต่เงื่อนไขดังกล่าวจะกำหนดในลักษณะที่เป็นการจำกัดการแข่งขันโดยไม่เป็นธรรมไม่ได้

จะเห็นว่าในพระราชบัญญัติฉบับนี้ นิยามความหมายของการละเมิดลิขสิทธิ์ไว้ค่อนข้างครอบคลุมและชัดเจน ที่สำคัญยังมีรายละเอียดยิบย่อยรายผลงาน แบบที่ถ้าได้อ่านเนื้อความของกฎหมายอย่างละเอียดแล้ว อาจจะแทบไม่กล้าไปแตะต้องผลงานอะไรของผู้อื่นอย่างสะเปะสะปะอีกเลย

ลิขสิทธิ์ “คุ้มครองทันที” แม้ไม่แจ้ง แต่ถ้าอยากแจ้งก็แจ้งได้

ความจริงแล้วการคุ้มครองลิขสิทธิ์ที่เป็นผลงานสร้างสรรค์นั้นจะได้รับการคุ้มครองอัตโนมัติในทันทีที่ผลงานถูกสร้างขึ้น โดยที่ผู้สร้างสรรค์ผลงานไม่จำเป็นต้องแจ้งขอจดลิขสิทธิ์แต่อย่างใด เว้นในกรณีที่ผลงานนั้นมีความสำคัญเชิงพาณิชย์ หรือเป็นผลงานทางปัญญาที่สำคัญ ต้องการมีหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษรว่าตนเองเป็นผู้สร้างผลงาน ก็สามารถแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์ต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญาได้

อย่างไรก็ตาม การแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์ต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญา ก็ไม่ได้เป็นการรับรองสิทธิ์ของเจ้าของลิขสิทธิ์แต่อย่างใด เป็นเพียงการแจ้งต่อหน่วยงานราชการว่าตนเองเป็นเจ้าของสิทธิ์ในผลงานลิขสิทธิ์ที่แจ้งไว้เท่านั้น โดยผู้แจ้งต้องรับรองตนเองว่าเป็นเจ้าของผลงานที่นำมาแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์ นอกจากนี้ หนังสือรับรองที่กรมทรัพย์สินทางปัญญาออกให้ ก็ไม่ได้รับรองว่าผู้แจ้งเป็นเจ้าของงานลิขสิทธิ์ หากมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ ผู้แจ้งจำเป็นต้องพิสูจน์ความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์

นั่นหมายความว่า หากมีการฟ้องร้องเอาผิดกันเกิดขึ้น ก็ต้องเสียเวลาพิสูจน์กันอีกว่าตกลงใครเป็นเจ้าของผลงานสร้างสรรค์กันแน่ หากไม่มีหลักฐานในเรื่องของเวลา ว่าใครเป็นผู้ที่สร้างสรรค์ผลงานขึ้นก่อนหลังเป็นที่ประจักษ์ชัด

สำหรับช่องทางในการยื่นแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์ สามารถยื่นแจ้งได้ที่ กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ สำนักงานพาณิชย์จังหวัดทุกจังหวัด ทางไปรษณีย์ หรือสถานที่ที่กรมกำหนด เช่น ศูนย์บริการร่วมกระทรวงพาณิชย์ หน่วยบริการเคลื่อนที่ (MOBILE UNIT) ตามสถานที่ต่าง ๆ (มหาวิทยาลัย ห้างสรรพสินค้า ฯลฯ)

รู้จักลิขสิทธิ์ ก็ต้องรู้จัก WIPO ด้วย

ข้อมูลจากเว็บไซต์ คณะผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การการค้าโลกและองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (PWTW) ให้ความรู้เกี่ยวกับ องค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (World Intellectual Property Organization: WIPO) เป็นองค์กรระหว่างประเทศภายใต้องค์การสหประชาชาติ จัดตั้งขึ้นเมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2510 มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการปกป้องคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา โดยปัจจุบัน WIPO มีสมาชิก 192 ประเทศ รวมทั้งไทย ซึ่งเข้าเป็นสมาชิกเมื่อปี พ.ศ. 2532

การปฏิบัติงานของ WIPO มีความตกลงระหว่างประเทศที่อยู่ในความรับผิดชอบทั้งสิ้น 26 ฉบับ ครอบคลุมประเด็นทรัพย์สินทางปัญญา เช่น สิทธิบัตร เครื่องหมายการค้า สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ การออกแบบอุตสาหกรรม และลิขสิทธิ์ เป็นต้น หน้าที่หลักของ WIPO ได้แก่ การบริหารจัดการความตกลงทรัพย์สินทางปัญญาระหว่างประเทศ การอำนวยความสะดวกการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาระหว่าประเทศ การสร้างความรู้ ความเข้าใจเรื่องการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา เป็นต้น

ประเทศไทยได้มีบทบาทและความร่วมมือที่สร้างสรรค์กับ WIPO มาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการสนับสนุนภารกิจในด้านการสร้างบรรทัดฐานทางกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาระหว่างประเทศ การผลักดันวาระด้านการพัฒนา กรอบการเจรจาคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลด้านทรัพย์สินทางปัญญาและทรัพยากรพันธุกรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น และการแสดงออกทางวัฒนธรรมแบบดั้งเดิม (Intergovernmental Committee on Intellectual Property and Genetic Resources, Traditional Knowledge and Folklore-WIPO IGC)​ ปัจจุบันไทยได้เข้าเป็นภาคีความตกลงระหว่างประเทศภายใต้การกำกับดูแลของ WIPO จำนวน 6 ฉบับ คือ

  1. อนุสัญญากรุงเบิร์นว่าด้วยการคุ้มครองวรรณกรรมและศิลปกรรม (Berne Convention) ไทยเข้าเป็นภาคีเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2474 โดยสาระสำคัญของ Berne Convention เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองงานลิขสิทธิ์ ปัจจุบัน Berne Convention มีภาคีทั้งสิ้น 177 ประเทศ
  2. อนุสัญญากรุงปารีสว่าด้วยการคุ้มครองทรัพย์สินอุตสาหกรรม (Paris Convention) ไทยเข้าเป็นภาคีเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2551 โดยสาระสำคัญของ Paris Convention เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองทรัพย์สินอุตสาหกรรม (Industrial Property) เช่น สิทธิบัตรการประดิษฐ์ เครื่องหมายการค้า และการออกแบบผลิตภัณฑ์ เป็นต้น ปัจจุบัน Paris Convention มีภาคีทั้งสิ้น 177 ประเทศ
  3. สนธิสัญญาว่าด้วยความร่วมมือด้านสิทธิบัตร (Patent Cooperation Treaty: PCT) ไทยเข้าเป็นภาคีเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2552 โดยสนธิสัญญา PCT มีสาระสำคัญเกี่ยวข้องกับการอำนวยความสะดวกในการจดทะเบียนสิทธิบัตรระหว่างประเทศ ปัจจุบัน PCT มีภาคีทั้งสิ้น 152 ประเทศ
  4. พิธีสารมาดริด (Madrid Protocol) ไทยเข้าเป็นภาคีเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2560 โดยพิธีสารกรุงมาดริดมีสาระสำคัญเกี่ยวข้องกับการอำนวยความสะดวกในการจดทะเบียนเครื่องหมายระหว่างประเทศ ปัจจุบันพิธีสารกรุงมาดริดมีภาคีทั้งสิ้น 104 ประเทศ
  5. สนธิสัญญามาร์ราเคช (Marrakesh Treaty) ไทยเข้าเป็นภาคีเมื่อวันที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2562 โดยสนธิสัญญามาร์ราเคชมีสาระสำคัญเกี่ยวกับการอำนวยความสะดวกในการเข้าถึงงานที่มีการโฆษณาแล้วสาหรับคนตาบอด คนพิการทางการเห็น และคนพิการทางสื่อสิ่งพิมพ์ PCT ปัจจุบัน มีภาคีทั้งสิ้น 56 ประเทศ
  6. สนธิสัญญาว่าด้วยลิขสิทธิ์ขององค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO Copyright Treaty: WCT) ไทยเข้าเป็นภาคีเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2565 โดยสนธิสัญญา WCT มีสาระสำคัญเกี่ยวกับการคุ้มครองงานลิขสิทธิ์ในสภาพแวดล้อมดิจิทัล ปัจจุบัน WCT มีภาคีทั้งสิ้น 113 ประเทศ

จะเห็นว่าเรื่องของลิขสิทธิ์ ซึ่งจัดได้ว่าเป็นทรัพย์สินทางปัญญา ไม่ใช่เรื่องเล็กและไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ แต่เป็นวาระระดับโลกที่มีองค์กรระหว่างประเทศให้ความคุ้มครอง มีความตกลงระหว่างประเทศหลายฉบับที่ให้การปกป้องและคุ้มครองในประเด็นนี้ เพื่อให้แน่ใจว่าไม่ว่าการละเมิดผลงานอันเป็นทรัพย์สินทางปัญญาจะเกิดขึ้นที่ไหนบนโลก เจ้าของผลงานก็มีสิทธิ์เรียกร้องความเป็นธรรมและแสดงความเป็นเจ้าของ ส่วนผู้ที่ละเมิดผลงานก็ต้องได้รับโทษ

คุ้มครองลิขสิทธิ์ของผลงานทั่วโลก ด้วยอนุสัญญาเบิร์น (Berne Convention)

อนุสัญญาเบิร์น หรืออนุสัญญากรุงเบิร์นว่าด้วยการคุ้มครองงานวรรณกรรมและศิลปกรรม เป็นความตกลงระหว่างประเทศว่าด้วยเรื่องลิขสิทธิ์ ที่ถือว่าเป็น “ธรรมนูญสากลด้านลิขสิทธิ์” ที่สำคัญที่สุดของโลก สำหรับใช้คุ้มครองงานสร้างสรรค์โดยอัตโนมัติในประเทศสมาชิก อนุสัญญาฉบับนี้ได้รับการยอมรับเป็นครั้งแรกในกรุงเบิร์น ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ในปี ค.ศ. 1886 (พ.ศ. 2429) โดยในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 2022 อนุสัญญาเบิร์นได้รับการให้สัตยาบันโดย 181 ประเทศจากทั้งหมด 195 ประเทศทั่วโลก ส่วนการคุ้มครองผลงานในอนุสัญญา มีหลักการใหญ่ 3 ข้อ

1. หลักการ “คุ้มครองทันที” นี่คือหัวใจของอนุสัญญาเบิร์น คือ ไม่ต้องจดทะเบียน ทุกผลงานจะได้รับความคุ้มครองลิขสิทธิ์ ทันทีที่สร้างสรรค์เสร็จ โดยไม่ต้องไปจดทะเบียนหรือใส่เครื่องหมาย © ก็ได้ (แต่การใส่ไว้ก็ช่วยป้องปรามได้ดีกว่า) และให้ความคุ้มครองครอบคลุมทั่วโลก เนื่องจากประเทศไทยเป็นภาคีอนุสัญญาฉบับนี้ ผลงานที่ถูกสร้างขึ้นในไทยก็จะได้รับความคุ้มครองในประเทศอื่น ๆ ทันทีตามกฎหมายของประเทศนั้น ๆ

2. หลักการ “ปฏิบัติเยี่ยงคนในชาติ” หากมีคนประเทศอื่นละเมิดลิขสิทธิ์ผลงานของคุณ คุณมีสิทธิ์ได้รับความคุ้มครองและฟ้องร้องได้เสมือนว่าคุณเป็นพลเมืองของประเทศนั้น ๆ เช่น ถ้าคนฝรั่งเศสคัดลอกผลงานของคุณ คุณสามารถใช้กฎหมายลิขสิทธิ์ในประเทศฝรั่งเศสจัดการได้เลย

3. ระยะเวลาการคุ้มครอง มีการกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำที่ทุกประเทศต้องให้ เช่น ระยะเวลาคุ้มครอง โดยมาตรฐานขั้นต่ำที่อนุสัญญาเบิร์นกำหนดไว้คือ คุ้มครองตลอดอายุของผู้สร้างสรรค์ + 50 ปี หลังจากผู้สร้างสรรค์เสียชีวิต (บางประเทศอาจขยายเป็น 70 ปี เช่น สหรัฐฯ หรือยุโรป รวมถึงไทย) หมายความว่าผลงานของคุณจะเป็นมรดกตกทอดไปถึงลูกหลานได้ยาวนานขึ้น

อย่างไรก็ตาม อนุสัญญาเบิร์น ไม่ได้มีบทลงโทษในตัวเอง เพราะมันเป็น สนธิสัญญาระหว่างรัฐ ไม่ใช่กฎหมายอาญาที่ใช้จะนำมาใช้ลงโทษบุคคลโดยตรง ดังนั้น หากมีการละเมิดอนุสัญญาฉบับนี้ ผู้กระทำผิดจะถูกลงโทษตามกฎหมายลิขสิทธิ์ของประเทศใดประเทศหนึ่ง ซึ่งประเทศนั้นยึดหลักอนุสัญญาเบิร์น ดังนั้น โทษในการลงโทษผู้กระทผิด จะมาจากกฎหมายลิขสิทธิ์ภายในประเทศที่เกิดการละเมิด กล่าวคือ ถ้ามีการละเมิดผลงานของต่างชาติในไทย ใช้กฎหมายลิขสิทธิ์ของไทย แต่ถ้ามีการละเมิดงานคนไทยในต่างประเทศ จะใช้กฎหมายลิขสิทธิ์ของประเทศนั้น

บทกำหนดโทษของการละเมิดลิขสิทธิ์

ในหมวดที่ 8 พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ได้กำหนดบทลงโทษหากมีการละเมิดลิขสิทธิ์ โดยถ้าเจ้าของผลงานเอาผิดขึ้นมาจริง ๆ ผู้ที่ละเมิดลิขสิทธิ์จะได้รับโทษตามมาตราที่กระทำผิด ซึ่งมีกำหนดไว้หลายมาตรา ที่สำคัญ ๆ มีดังนี้

  • มาตรา 69 ผู้ใดกระทำการละเมิดลิขสิทธิ์หรือสิทธิของนักแสดงตามมาตรา 27 (ทำซ้ำ/ดัดแปลง/เผยแพร่ต่อสาธารณชนโดยไม่ได้รับอนุญาต), 28 (ละเมิดลิขสิทธิ์โสตทัศนวัสดุ ภาพยนตร์ หรือสิ่งบันทึกเสียง), 29 (ละเมิดงานแพร่เสียงแพร่ภาพ), 30 (ละเมิดงานโปรแกรมคอมพิวเตอร์), 52 (ละเมิดสิทธิ์นักแสดง) ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่ 20,000-200,000 บาท แต่ถ้าเป็นการกระทำเพื่อการค้า ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือน – 4 ปี ปรับตั้งแต่ 100,000-800,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (ซึ่งเป็นโทษสูงที่สุดในกฎหมายฉบับนี้)
  • มาตรา 70 ผู้ใดกระทำการละเมิดลิขสิทธิ์ตามมาตรา 31 (รู้ว่าละเมิดแต่ยังทำเพื่อหากำไร) ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่ 10,000-100,000 บาท แต่ถ้าเป็นการกระทำเพื่อการค้า ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 3 เดือน – 2 ปี ปรับตั้งแต่ 50,000-400,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
  • มาตรา 73 ผู้ใดกระทำความผิดต้องระวางโทษตามพระราชบัญญัตินี้ เมื่อพ้นโทษแล้วยังไม่ครบกำหนด 5 ปี แล้วกระทำผิดต่อพระราชบัญญัตินี้อีก ต้องระวางโทษเป็น 2 เท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น
  • มีการปรับปรุงบทลงโทษในพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2558 ผู้ที่ละเมิดลิขสิทธิ์ตามมาตรา 28/1 (ถ่ายภาพ/วิดีโอในโรงภาพยนตร์) ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือน – 4 ปี ปรับตั้งแต่ 100,000-800,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ