เทรนด์ยานยนต์ไทย 2026

เปิดศักราชใหม่รอบนี้ “คอลัมน์รถเราไม่เก่าเลย” ได้โอกาสมาเจอกับท่านผู้อ่านตั้งแต่วันแรกของปี ผมเลยอยากจะพาย้อนไปดูตัวเลขจากตลาดรถยนต์บ้านเราที่ต่อเนื่องมาจากปลายปีที่แล้ว และมองไปถึงทิศทางในปีนี้ว่าจะเป็นอย่างไร

ปลายปี 2568 ในเดือน พ.ย. ถือว่าคึกคักไม่น้อยเลยทีเดียวครับ ยอดขายเดือนพฤศจิกายนที่พุ่งแรง 51,044 คัน (โตขึ้นถึง 20.6%) และหากไปเช็กดูยอดจองในงาน Motor Expo 2025 มีการทุบสถิติสูงสุดกว่า 7.5 หมื่นคัน ซึ่งตัวเลขต่าง ๆ เหล่านี้สามารถสะท้อนสิ่งที่จะเกิดขึ้นได้เป็นอย่างดี

ก่อนอื่นต้องยอมรับครับว่ารถยนต์ไฟฟ้า (EV) โดยเฉพาะแบรนด์จีนอย่าง BYD, OMODA & JAECOO และ GAC AION ได้สร้างรากฐานที่แข็งแกร่งในไทยแล้ว ในปี 2026 รถ EV จะยังคงขายได้อย่างต่อเนื่องด้วย 3 ปัจจัยหลักคือฐานผลิตในไทย, สถานีชาร์จมากขึ้น บวกกับแบตเตอรี่รุ่นใหม่ที่ชาร์จเร็วและวิ่งได้ไกลขึ้น รวมถึงอาจได้เห็นรถ SUV และกระบะไฟฟ้า เข้ามาทำตลาดมากขึ้น

อย่างไรก็ดี ตัวเลขที่น่าสนใจจากปีที่แล้ว คือรถยนต์ไฮบริด (HEV) มียอดขายสูงขึ้นอย่างชัดเจน ซึ่งก็ต้องบอกครับว่าแม้ EV จะเป็นเทรนด์อนาคต แต่สถิติ 11 เดือนของปี 2568 พบว่าตลาด HEV โตขึ้นถึง 38.4% ซึ่งมาในปีนี้คาดว่า “รถยนต์ไฮบริด” จะกลายเป็นกลุ่มที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง

ดูจากแนวโน้มแล้ว ค่ายรถทั้งจีนและญี่ปุ่น ที่นอกจากจะมีไฮบริดในกลุ่มรถเก๋งแล้ว เราน่าจะได้เห็นไฮบริด SUV เพิ่มมากขึ้น เหตุผลคือผู้บริโภคเริ่มตระหนักว่าไฮบริดตอบโจทย์ทั้งการประหยัดน้ำมันในเมืองที่รถติด และความสบายใจในการเดินทางไกลที่ไม่ต้องลุ้นเรื่องคิวสถานีชาร์จและระยะทางที่จำกัดจากแบตเตอรี่

โดยเจ้าตลาดอย่างโตโยต้าและฮอนด้า ได้เปลี่ยนโมเดลหลักอย่าง Yaris ATIV, Cross, Civic และ HR-V ให้เป็นระบบ e:HEV หรือ Full Hybrid ทั้งหมดไปก่อนหน้านี้แล้ว ทำให้ลูกค้าที่ต้องการความมั่นใจในบริการหลังการขายและราคาขายต่อ ถูกดึงเข้ามาในกลุ่มไฮบริดโดยอัตโนมัติ

ผมมองว่าไฮบริดในอนาคตต่อจากนี้จะไม่ได้แค่ประหยัด แต่จะเน้นประสิทธิภาพการขับเคลื่อนที่แรงพอ ๆ กับ EV ซึ่งข้อได้เปรียบคือไม่มีข้อจำกัดเรื่องแบตเตอรี่มาให้กวนใจ รวมถึงรถไฟฟ้าค่ายจีนที่สู้กันด้วยสงครามราคา ก็มีเคส “รออะไหล่นาน” จนทำให้ผู้ซื้อลังเลมากันมาแล้ว

ฉะนั้น เทรนด์ตลาดยานยนต์ไทย 2026 จะเป็นปีที่สู้กันสนุก ระหว่าง EV ค่ายจีน กับรถไฮบริดทุกประเภท ทั้งค่ายจีนและญี่ปุ่น ซึ่งผลประโยชน์จะตกอยู่กับผู้บริโภคที่มีตัวเลือกที่หลากหลายและคุ้มค่ากว่าเดิมนั่นเองครับ แล้วพบกันใหม่สัปดาห์หน้า สวัสดีปีใหม่ครับ