Home Work & Living Living ความมหัศจรรย์ของ “การปิดการแจ้งเตือน” ต้องลองแล้วจะรู้

ความมหัศจรรย์ของ “การปิดการแจ้งเตือน” ต้องลองแล้วจะรู้

ในยุคที่เราต้องถือโทรศัพท์มือถือติดตัวอยู่ตลอดเวลาเพราะกลัวว่าจะ “พลาดการแจ้งเตือน” ทั้งจากเรื่องงานและเรื่องส่วนตัวนั้น ทำให้เราเครียดสะสมโดยไม่รู้ตัว หลายคนหมกมุ่นและเป็นกังวลอยู่กับการแจ้งเตือนที่เด้งเข้ามาในทุก ๆ ครั้ง ไม่ว่าจะด้วยเสียงติ๊งแจ้งเตือน ระบบสั่นที่ทำงานพอให้เรารู้ตัว หรือไฟหน้าจอที่สว่างวาบขึ้นพร้อมแถบแจ้งเตือนที่เด้งขึ้นมา เพราะมันมักจะตามมาด้วยพฤติกรรมที่เราต้องละสายตาจากสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเพื่อเช็กการแจ้งเตือนเหล่านั้นแบบทันที มันทำให้สมองของเราอยู่ใน “โหมดเฝ้าระวัง” ที่ “ต้องเตรียมพร้อมตอบสนอง” อยู่ตลอดเวลา นั่นทำให้ทั้งร่างกายและจิตใจไม่เคยมีพื้นที่ได้พักการใช้งาน และเส้นแบ่งระหว่างโลกออนไลน์และออฟไลน์แทบไม่มีอยู่จริง

ไม่เพียงเท่านั้น ข้อมูลมากมายที่หลั่งไหลเข้ามาแบบไม่หยุดยั้ง ทั้งเรื่องที่ควรรู้กับไม่ต้องรู้ก็ได้ เรื่องที่ต้องรู้และตอบสนองทันทีกับไม่รู้ตอนนี้ก็ไม่เป็นไร เรื่องที่จำเป็นกับเรื่องที่ไม่จำเป็น ยังทำให้เรารู้สึกจมอยู่ในภาวะ “ข้อมูลล้น” การที่ต้องรับรู้ข้อมูลมากมายมหาศาลทั้งที่สมองของเรามีขีดจำกัดในการรับรู้ ทำให้เกิดภาวะอ่อนล้าทางอารมณ์อย่างรุนแรง จากที่แรก ๆ เคยรู้สึกตื่นเต้นจากการได้เสพข่าวสารข้อมูลแบบรวดเร็วทันใจ มีอะไรเกิดขึ้นก็ได้รู้ก่อนใคร กลายเป็นความรู้สึกที่หนัก เหนื่อย ล้า รำคาญ จนหลายคนอาจตั้งคำถามว่า “ฉันจำเป็นต้องรู้สิ่งนี้ด้วยเหรอ” และเกิดเป็นความเครียดสะสม ที่ทำให้เรารู้สึก “พัง” จากข้างใน

ในเมื่อ “การแจ้งเตือน” ขโมยทั้งเวลา สมาธิ และความสุขสงบไปจากเรา ลองมาคืนสมดุลให้กับชีวิตด้วยการ “ปิดการแจ้งเตือน” ดูบ้างไหม? แล้วพิจารณาดูว่าผลลัพธ์ที่ได้มันมหัศจรรย์อย่างไรบ้าง

1. ปิดแจ้งเตือน = ปิดกั้นการรบกวน

เคยเป็นกันไหม เวลามีไฟคิดอยากจะนั่งทำงานยาว ๆ ทีไร มันจะต้องถูกขัดจังหวะทุกที ไลน์เด้ง เฟซบุ๊กแจ้งเตือน มีอีเมลเข้า ไม่ก็ SMS จากมิจฉาชีพว่าได้ค่าไฟคืน! ทีแรกก็ตั้งใจว่าเปิดอ่านแค่แป๊บเดียว แต่แป๊บที่ว่าดันขโมยเวลาไปเป็นชั่วโมงแบบไม่รู้ตัว หมดไปครึ่งวันงานยังไม่ได้ทำสักนิด! เพราะส่วนใหญ่จะไม่จบที่การเปิดอ่าน มักจะไถยาว ไม่ก็ไหลไปเข้าแอปฯ อื่นด้วย และไม่ใช่แค่เวลางานหายไปนะ พอจะกลับมานั่งทำงานอีกทีก็ดันไม่มีสมาธิอีก นี่คือสิ่งที่ใครหลายคนไม่เคยตระหนักรู้มาก่อนว่าแค่การแจ้งเตือน จะสามารถทำให้เราสูญเสียทั้ง “เวลา” และ “สมาธิ” ในการทำงานไปตั้งมากมายขนาดนี้

มีงานวิจัยของ Harvard Business Review ระบุว่าคนทำงานออฟฟิศโดยเฉลี่ย จะถูกรบกวนจากการแจ้งเตือนต่าง ๆ ทุก 6 นาที แต่ที่น่าตกใจกว่าก็คือ หลังจากที่เราถูกรบกวนหนึ่งครั้ง สมองของเราต้องใช้เวลาราว ๆ 20-25 นาทีเลยทีเดียวกว่าที่จะรวบรวมสมาธิให้กลับมาจดจ่อกับงานที่อยู่ตรงหน้าได้เท่าเดิม จากข้อมูลนี้ทำให้เรารู้ว่าถ้าเราได้รับการแจ้งเตือนจากโลกออนไลน์ประมาณ 10 ครั้งต่อชั่วโมง (หรือก็คือได้รับการแจ้งเตือนในทุก ๆ 6 นาทีนั่นแหละ) จะแปลว่าวันทั้งวัน เราแทบจะไม่มีเวลาได้ทำงานอย่างเต็มสมาธิเลย! นี่ล่ะ คือสาเหตุที่ใครหลายคนดูเหมือนนั่งทำงานทั้งวันแต่กลับไม่ได้งานอะไรเลย ดังนั้น ปิดมันเถอะ การแจ้งเตือนน่ะ จะได้ไม่มีอะไรรบกวนสมาธิตอนทำงาน

2. ได้สมาธิที่ลึกซึ้ง

สมองของมนุษย์ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้สลับการทำงานไปมาได้อย่างมีประสิทธิภาพในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ (หรือที่ใครหลายคนเข้าใจว่าคือการทำงานหลาย ๆ อย่างในเวลาเดียวกัน) ดังนั้น ในทุกครั้งที่มีการแจ้งเตือน สมองเราจะถูกเบี่ยงเบนความสนใจจากสิ่งที่อยู่ตรงหน้า เพื่อไปให้ความสนใจกับการแจ้งเตือนนั้น และต้องใช้เวลาอีกนานกว่าที่เราจะกลับมาโฟกัสกับงานเดิมที่ทำอยู่ได้เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์อีกครั้ง การแจ้งเตือนที่เด้งหาเราซ้ำ ๆ ย้ำ ๆ ทำให้เราต้องหันไปมองอยู่ตลอด หรือบางทีก็เปิดขึ้นมาอ่าน จึงเป็นการตัดตอนความคิดและสมาธิในการทำงานของเราซ้ำ ๆ เช่นกัน มันบั่นทอนความสามารถในการตัดสินใจและความสามารถในการทำงาน เพราะสมองถูกขัดจังหวะอยู่ตลอดเวลา

ทั้งนี้ทั้งนั้น ไม่ใช่แค่ในส่วนของการทำงานที่การแจ้งเตือนทำลายสมาธิของเรา แต่ในชีวิตประจำวันทั่วไป การแจ้งเตือนก็ยังหันเหความสนใจของเราไปจากกิจกรรมทางสังคมแบบออฟไลน์ที่กำลังทำอยู่ด้วย อย่างการพูดคุยกับเพื่อน กับคนในครอบครัว หรือระหว่างขับรถ มันทำให้เราเสียสมาธิ ดังนั้น หากการแจ้งเตือนหายไป ก็จะไม่มีอะไรมาเบี่ยงเบนความสนใจของเรา สมองไม่ต้องคอยมารีสตาร์ตสมาธิใหม่ในทุกครั้งที่ถูกขัดจังหวะ นั่นช่วยให้เรามีสมาธิที่ลึกซึ้งมากขึ้น เข้าสู่โหมดพร้อมทำงาน หรือภาวะที่จดจ่ออยู่กับกิจกรรมตรงหน้าได้แบบดำดิ่ง มีศักยภาพในการงานที่ต้องใช้สมาธิสูง ใช้ความคิดลึกซึ้ง ต้องวางแผน ต้องวิเคราะห์ ทำงานเร็วขึ้น คุณภาพงานก็ดีขึ้นด้วย

3. ชีวิตที่ “มีการกระตุ้นน้อยลง” 

ในยุคปัจจุบัน โทรศัพท์มือถือแบบสมาร์ตโฟนได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวันของเราเป็นอย่างมาก สมาร์ตโฟนที่มีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตความเร็วสูงตลอดเวลาเครื่องเดียวสามารถใช้งานได้สารพัดสิ่ง (และบางคนมีมากกว่า รื่อง) ทั้งติดต่อสื่อสาร เช็กข่าวสาร ฟังเพลง ดูคลิป เล่นเกม เชื่อมต่อกับโลกออนไลน์ และอื่น ๆ อีกมากมาย สิ่งเหล่านี้ก็มักจะมาพร้อมกับการแจ้งเตือนไม่หยุดหย่อน ทั้งเสียง การสั่น หรือแม้แต่ไฟหน้าจอที่เปิดสว่างขึ้นมาทุกครั้งที่มีการแจ้งเตือนเข้า ล้วนแล้วแต่กระตุ้นระบบประสาทของเราให้ตื่นตัวตลอดเวลา โดยมันยังกระตุ้นการหลั่งสารคอร์ติซอล หรือฮอร์โมนความเครียดออกมาโดยไม่จำเป็น นั่นคือสาเหตุที่ทำให้เราวิตกกังวลและเครียดโดยไม่รู้ตัว

การแจ้งเตือน ถูกออกแบบมาให้เร่งเร้าความสนใจในทางจิตวิทยา ทำให้ร่างกายตีความว่าเป็นสัญญาณอันตรายเล็ก ๆ เพื่อเตรียมพร้อมตอบสนอง มันจึงทำให้เราว้าวุ่นใจไม่หยุด เพราะฉะนั้น ในทุกครั้งที่สมองเราถูกกระตุ้น มันจะมีผลให้สมาธิของเราจดจ่อได้สั้นลง นอกจากนี้ การรับรู้การแจ้งเตือนรัว ๆ ยังอาจทำให้เกิดภาวะข้อมูลล้น สมองของมนุษย์ที่มีขีดจำกัดในการรับข้อมูล เมื่อถูกกระหน่ำด้วยข้อมูลและการแจ้งเตือนตลอดเวลา สมองจะทำงานหนักเกินไปจนเกิดอาการล้า ประมวลผลได้ช้าลง และอาจมีผลต่อความทรงจำด้วย ฉะนั้น ลองปิดการแจ้งเตือนแอปฯ บางแอปฯ ที่ไม่จำเป็นเพื่อให้ชีวิตถูกกระตุ้นน้อยลง เราจะพบว่าทั้งสมองและหัวใจของเราสงบขึ้นทันที

4. เส้นแบ่งงาน-ชีวิต ชัดเจนขึ้น

ว่ากันตามตรง การแจ้งเตือนของคนวัยทำงานมักจะมีอยู่ไม่กี่อย่างหรอก หลัก ๆ ก็มีแค่สองเรื่องเท่านั้น คือเรื่องงานที่แจ้งเตือนเข้ามาในเวลาพักผ่อนหรือวันหยุด เช่น อีเมลจากลูกค้า การสังสรรค์กันในไลน์กลุ่มแผนก/บริษัท ไม่ก็ไลน์ส่วนตัวจากเจ้านายที่รักนั่นแหละที่ไลน์มาสั่งงาน และเรื่องส่วนตัวที่แจ้งเตือนกลางเวลางาน เช่น แฟนชวนเที่ยว ครอบครัวเทนัด เพื่อนอยากปรึกษาเรื่องผู้ชาย ครบกำหนดวันจ่ายหนี้บัตรเครดิต ฯลฯ แต่ไม่ว่าจะเป็นการแจ้งเตือนเรื่องอะไรในช่วงเวลาไหน มันก็ทำให้สมองของเราต้อง “พร้อมรับเรื่องใหม่เสมอ” และอาจต้อง “รีบตอบสนอง” ด้วย ทั้งที่จริง ๆ เราอาจไม่พร้อมทั้ง “รับรู้” และ “ตอบสนอง” เลยก็ได้

ดังนั้น การปิดการแจ้งเตือนจึงเป็นการสร้าง “ขอบเขต” เพื่อไม่ให้ชีวิตเราที่ปกติก็วุ่นวายเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ต้องพร้อมรับทุกเรื่องตลอด 24 ชั่วโมง เวลาทำงานก็ปิดการแจ้งเตือนเรื่องส่วนตัว เพื่อไม่ให้การแจ้งเตือนเรื่องส่วนตัวเด้งขึ้นมาขัดจังหวะตอนมีไฟทำงาน ส่วนหลังเลิกงานหรือวันหยุดก็ปิดการแจ้งเตือนเรื่องงาน เพื่อไม่ให้เรื่องงานรุกล้ำเวลาพักผ่อนจนเกินพอดี (หากมีเรื่องด่วนจริง ๆ ให้โทร) การทำเช่นนี้จะช่วยให้เราแยกขอบเขตระหว่าง “งาน” และ “ชีวิตส่วนตัว” รวมถึงของเขตระหว่าง “โลกออนไลน์” และ “โลกออฟไลน์” ได้อย่างชัดเจน มันเป็นวิธีที่ทำให้จิตใจเราได้พักจากมหาสมุทรข้อมูลทะลักเข้าหาได้จริง ๆ โดยที่เรามีอำนาจในการเลือกเวลาเปิดรับข้อมูลต่าง ๆ ได้เองเมื่อพร้อม

5. ได้เวลาว่างที่มีคุณภาพคืนมา

ช่วงเวลาว่างเล็ก ๆ ระหว่างวันที่ไม่ถูกยึดไปด้วยการไถฟีดหน้าจอ หรือต้องโฟกัสอยู่กับข้อมูลมหาศาลที่ถูกส่งเข้ามาให้เราต้องรับรู้ มันมีค่ามากกว่าที่คิดมากนะ มันอาจเป็นเวลาสั้น ๆ แค่ 15-20 นาทีที่ดูเหมือนไม่มีค่าอะไร แต่ถ้าเราเอาไปทำอะไรอย่างอื่น มันอาจดีต่อใจเรามากกว่าก็ได้ เช่น เอาเวลา 20 นาทีในช่วงพักงาน ที่เคยหมดไปกับการนั่งหน้านิ่วคิ้วขมวดตามเสพเรื่องดราม่าของดาราที่เด้งแจ้งเตือนมาจากเพจดัง ไปพักสายตาด้วยการงีบหลับ ก็ยังได้งีบตั้ง 20 นาที ซึ่งถือเป็นเวลาที่ช่วยบูสต์พลังงานระหว่างวันได้ดีทีเดียว ส่วนเรื่องดาราที่กลัวพลาดหรือพลาดไม่ได้ ก็เอาไว้ไปใส่ใจในช่วงเวลาอื่นก็ยังไม่สาย

ในทุกครั้งที่มีการแจ้งเตือน สมองเรามักจะถูกดึงให้ไปโฟกัสและใช้เวลากับสิ่งนั้นอยู่เสมอ ๆ นั่นทำให้บ่อยครั้ง เราหมดเวลาอันมีค่าไปกับการรับรู้ข้อมูลที่ไม่จำเป็นต้องรู้ หรือยังไม่ต้องรู้ในตอนนี้ก็ได้ และส่วนใหญ่คือการเสียเวลาตั้งมากมายของตัวเองไปกับเรื่องของคนอื่น เหนื่อยล้าทั้งทางกาย ทางใจ และทางอารมณ์ไปอย่างสูญเปล่า ฉะนั้น เพียงแค่ลองปิดการแจ้งเตือน และใช้เวลาว่างที่มีอย่างมีคุณภาพ อย่างการโฟกัสอยู่กับตัวเอง ให้สมองได้มีช่วงเวลาที่ได้พักนิ่ง ๆ มากขึ้น หาเวลาอยู่กับธรรมชาติเพื่อปล่อยให้สมองผ่อนคลาย จะช่วยให้เรามีอาการสมองตื้อน้อยลง ใจเย็นได้มากขึ้น มีพื้นที่ให้ใจได้พักอย่างสงบ และยังช่วยลดอาการหงุดหงิดง่ายที่เกิดจากความเหนื่อยล้าสะสมได้อีกด้วย

6. ความสัมพันธ์กับคนรอบข้างดีขึ้น

รู้ไหมว่าแค่การแจ้งเตือนที่เด้งขึ้นมาไม่หยุด ก็สามารถทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเรากับคนรอบข้างแย่ลงได้ด้วยนะ เคยเป็นไหม ในจังหวะที่กำลังคุยเรื่องสำคัญกับเพื่อนหรือคนในครอบครัว แต่ต้องหยุดชะงักเพราะมีเสียงแจ้งเตือนดังขึ้นมา แม้ว่าจะเป็นเพียงการสั่นหรือหน้าจอสว่างวาบขึ้นมาก็ตาม โดยผู้คนส่วนใหญ่มักจะรู้สึกว่ามันพลาดไม่ได้ หรืออาจเป็นเรื่องเร่งด่วนอะไรก็ได้ จึงต้องหยิบมันขึ้นมาเช็กดู ถ้าแค่เช็กดูแล้ววางก็พอทน (ถึงมันจะน่ารำคาญก็เถอะ) แต่ถ้าหยิบมาดูแล้วหลุดเข้าไปในมือถือเลยนี่พอเลย มันคือพฤติกรรมที่เรียกว่า Phubbing ซึ่งก็คือการเมินหรือละเลยคนที่อยู่ตรงหน้า แล้วหันไปสนใจโทรศัพท์มือถือแทน

พฤติกรรมดังกล่าวเป็นพฤติกรรมที่บั่นทอนความรู้สึกของคนรอบข้าง ครั้งแรก ๆ อาจไม่เป็นไร แต่ถ้าทำบ่อย ๆ มันคือการไม่ให้ความสำคัญ ไม่ใส่ใจคนที่นั่งอยู่ตรงหน้าเท่าที่ควร ลองคิดว่าตัวเราเองเป็นคนที่ถูกเมินดูก็ได้ หากคนที่อยู่ตรงหน้าหันไปใส่ใจกับการแจ้งเตือนในทุก ๆ ครั้งแบบไม่คิดที่จะ “เลือก” ว่าจะปิดกั้นการแจ้งเตือนเหล่านั้นก่อน หรือให้ความสำคัญกับเราก่อน อ้าปากจะคุยทีไรก็ถูกขัดจังหวะทุกที มันน่าหงุดหงิด เหมือนว่าเห็นว่าตัวอยู่ด้วยกัน แต่ความสนใจไม่ได้อยู่ที่ตรงนี้เลย แต่ถ้าคนตรงหน้าปิดการแจ้งเตือน เราจะรู้สึกว่าถูกให้ความสำคัญขึ้นมาทันที และเมื่อไม่มีการแจ้งเตือนมาขัดขวาง เราก็จะได้ใช้เวลาอยู่กับคนตรงหน้าได้เต็มที่ ทั้งสบตา และรับฟังกันอย่างลึกซึ้ง

7. ความเครียดลดลง สุขภาพจิตดีขึ้นเยอะ

การแจ้งเตือนที่เด้งไม่หยุดทำให้เราเครียด! ถ้าเป็นแจ้งเตือนเรื่องงานที่เด้งเข้ามาในช่วงพักหรือวันหยุด นี่เครียดแน่นอน เพราะเราจะรู้สึกว่าเรื่องงานกำลังรุกล้ำเวลาส่วนตัว ทว่าในกรณีที่เป็นแจ้งเตือนเรื่องส่วนตัวที่เด้งเข้ามาแทรกระหว่างทำงานหรือเด้งมาในทุกช่วงเวลา ทำให้เราต้องสนใจ เปิดขึ้นมาเช็กตลอด นี่ก็เป็นความเครียดอีกรูปแบบหนึ่ง มันคืออาการเสพติดโซเชียลมีเดีย และอาการ FOMO หรือก็คือความกลัวที่จะตกข่าว ตกกระแส พลาดโอกาส พลาดการเป็นส่วนหนึ่งของสังคม อาการนี้ทำให้เราหมกมุ่นอยู่กับการเฝ้าระวังการแจ้งเตือนบนหน้าจอตลอดเวลา จะรู้สึกพึงพอใจเมื่อได้รับการแจ้งเตือนแบบคาดเดาไม่ได้ มันทำให้เรามีแนวโน้มที่จะคอยตรวจสอบหน้าจออยู่เสมอ

สมองคนเรามีขีดจำกัดในการรับข้อมูล และเมื่อถูกกระตุ้นให้ต้องมีอารมณ์ร่วมกับทุกเรื่องก็จะทำให้เราเครียดโดยไม่รู้ตัว ดังนั้นถ้าเราลองปิดการแจ้งเตือนเพื่อใช้เวลาอยู่กับตัวเอง หรือเอาเวลาไปทำอย่างอื่นที่รู้สึกว่ามีประโยชน์กว่า เราจะพบว่าความเครียดลดลงเยอะ จิตใจเราสงบมากขึ้น เพราะเราได้ปิดกั้นความเหนื่อยล้าทางอารมณ์จากปริมาณข้อมูลที่ถาโถมเข้ามาหาเราแบบไม่หยุดยั้ง ไม่ต้องมาคอยพะว้าพะวงอยู่กับทุกการแจ้งเตือนที่เป็นสัญญาณว่า “มีอะไรบางอย่างต้องตอบสนอง” ช่วยลดภาระของสมองที่ต้องอยู่ในโหมดเฝ้าระวัง และลดโอกาสในการเกิดภาวะ “ข้อมูลล้น” ทำใหเรารู้สึกว่ามีอำนาจในการควบคุมชีวิต มีพื้นที่ให้ได้พัก นอนหลับพักผ่อนได้ดีขึ้น ตามมาด้วยสุขภาพจิตที่ดีขึ้น

“การปิดแจ้งเตือน” ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องไม่รับรู้อะไรเลย และไม่ได้แปลว่าเราต้องตัดตัวเองออกจากโลกภายนอก ไม่ต้องกลัวว่าจะทำให้ชีวิตพลาดอะไรไป เพราะมันคือการเลือกจัดการชีวิตเพื่อคืนสมดุลให้กับตัวเองและได้ใช้ชีวิตให้ดีขึ้น ต้องเข้าใจว่าข้อมูลต่าง ๆ บนโลกใบนี้ไม่ได้มีคุณค่าเท่ากันหมด แทนที่จะต้องรับรู้ทุกเรื่องอยู่ตลอดเวลา ลองคัดกรองและจัดลำดับความสำคัญของข้อมูลให้เหลือแค่สิ่งที่สำคัญจริง ๆ ที่ควรรู้ และจำเป็นต้องรู้ก็พอ เพื่อให้สมองได้มีเวลาพักผ่อน จัดระเบียบข้อมูล และฟื้นฟูตัวเอง

การปิดแจ้งเตือน ไม่จำเป็นต้องหักดิบทำเหมือนคนที่ต่อต้านเทคโนโลยี ไม่ได้หมายความว่าต้องเลิกใช้โซเชียลมีเดีย เพราะถึงอย่างไร การเปิดรับการแจ้งเตือนเรื่องต่าง ๆ ก็ยังเป็นเรื่องสำคัญและจำเป็น เพียงแต่ต้องรู้จักจำกัดเวลาและปริมาณของข้อมูลที่เราจะรับเข้ามาอย่างสมดุลและมีสติ มันคือการกำหนดพื้นที่หรือช่วงเวลาที่เราจะไม่รับรู้อะไรจากการใช้งานโทรศัพท์ โดยอาจเริ่มจากการจัดการระบบการแจ้งเตือน ด้วยการปิดการแจ้งเตือนที่ไม่ได้จำเป็นเร่งด่วน หรือมีความสำคัญน้อย ๆ ดูก่อน หรือกำหนดเวลาที่ชัดเจนในการเปิดหน้าจอเพื่อเช็กการแจ้งเตือน เช่น เช็กทุก 30 นาที หรือทุก 1 ชั่วโมง และตั้งโหมดห้ามรบกวน ในช่วงเวลาที่ต้องการโฟกัสมากเป็นพิเศษ หรือตั้งการแจ้งเตือนในรูปแบบที่ไม่ต้องเด้งแสดงให้เห็นบนหน้าจอล็อก แต่ถ้าเราเปิดจอขึ้นมาใช้งานก็จะรับรู้การแจ้งเตือนทั้งหมด ก็ได้