Home Inspiration ชะนีติดซีรีส์ Would You Marry Me? ถึงการแต่งงานจะเป็นเรื่องหลอก แต่ความรักน่ะเรื่องจริง!

Would You Marry Me? ถึงการแต่งงานจะเป็นเรื่องหลอก แต่ความรักน่ะเรื่องจริง!

ภาพจาก FB: SBS DRAMA

ต้องบอกว่าช่วงหลัง ๆ มานี้มัวแต่กังวลว่าซีรีส์ที่เลือกมาเปิดดูจะไม่สนุก ก็เลยลืมคิดไปว่าช่วงนี้ไม่ค่อยเจอซีรีส์พล็อตแต่งงานเท่าไรเลย โดยเฉพาะพล็อตแต่งงานกำมะลอสุดจำเจ แบบว่ามันดูห่างหายไปจากคอลัมน์นี้มาพักใหญ่แล้ว ทั้งที่ช่วงหนึ่งซีรีส์เกาหลีเสิร์ฟพล็อตแนวแต่งงานรัว ๆ ไม่พัก (ขออนุญาตไม่นับรวม Ms. Incognito เพราะสัญญาการแต่งงานปลอม ๆ ของนางเอกกับท่านประธานไม่ใช่พอยต์หลักของการเดินเรื่อง แต่เป็นแค่จุดเริ่มต้นของเรื่องราวเท่านั้น) ซึ่งพออะไรที่เคยคุ้นเคยมันหายไปนาน ก็ชักจะคิดถึงเหมือนกัน

แต่ขึ้นชื่อว่าเกาหลี เขาไม่ค่อยปล่อยให้เราได้คิดถึงอะไรนาน ๆ หรอก (ยกเว้นวงไอดอลที่ไม่ยอมคัมแบ็ก!) ก็ล่าสุดพี่แกปล่อยซีรีส์พล็อตแต่งงานปลอม ๆ เรื่องล่าสุดออกมาแล้ว ซึ่งจัดว่าเป็นซีรีส์ที่กระแสดีมากด้วยนะ พุ่งขึ้นสู่อันดับ 2 ซีรีส์ที่มียอดผู้ชมทั่วโลกบน Disney+ มากที่สุด ประจำวันที่ 14 ตุลาคมที่ผ่านมา อาจเป็นเพราะเป็นแนวรอมคอมซึ่งเป็นซีรีส์แนวย่อยง่าย ดูสบาย ๆ ฟิน ๆ ไม่ต้องกำกระปุกยาพารา พระเอกนางเอกก็จัดอยู่ในระดับตัวพ่อตัวแม่ แถมเคมีของคู่นี้จากตัวอย่างที่ปล่อยมาให้ยลเป็นออร์เดิฟวร์ (นี่ฉันอุตส่าห์ไปหาทับศัพท์มาจากฐานข้อมูลของสำนักงานราชบัณฑิตยสภาเลยนะแก!) ก็ไม่ธรรมดาด้วย แบบนี้มันก็ต้องจัดแล้วไหมล่ะ?

ภาพจาก FB: SBS DRAMA

Would You Marry Me? (ซับไทยถูกลิขสิทธิ์ที่ Disney+ แต่แปลกใจที่ไม่มีชื่อภาษาไทยแฮะ) เล่าเรื่องราวของกราฟิกดีไซเนอร์สาวผู้เป็นเจ้าของบริษัทเล็ก ๆ ที่รับออกแบบแพ็กเกจสินค้า บริษัทของเธอเล็กขนาดไหน ก็ขนาดที่ทั้งออฟฟิศมีคนทำงานอยู่ 2 คน ผู้บริหาร 1 และพนักงานอีก 1 และงานที่เข้ามาจ้างก็ใช่ว่าจะมีเยอะแยะอะไร ทว่าเธอและลูกน้องก็ยังพออยู่กันได้ตามสภาพ ว่ากันตามตรง ถึงจะต้องรัดเข็มขัดอยู่บ้าง แต่เธอเองก็ไม่ได้ยากจนข้นแค้นอะไรขนาดนั้น จัดอยู่ในระดับพอมีพอใช้ “พอมีเงินแต่งงาน” ส่วนที่บ้าน แม่เปิดร้านขายอาหารและก็มีเงินเก็บก้อนใหญ่ ดูเหมือนว่าชีวิตเธอกำลังจะไปได้สวยใช่ไหมล่ะ? ใช่! ถ้าไม่เจอเข้ากับเรื่องบัดซบเสียก่อน

ภาพจาก FB: SBS DRAMA

อย่างที่บอกว่าเธอกำลังจะแต่งงาน ที่จริงเธอกับว่าที่สามีจดทะเบียนสมรสและเป็นสามีภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายไปแล้ว เพียงแต่ยังไม่ได้จัดงานแต่งงานเป็นกิจจะลักษณะ แต่เธอดันมาจับได้ไม่นานก่อนแต่งงานว่าสามีของเธอนอกใจ  แถมพาชู้รักที่เป็นเพื่อนร่วมงานมานอนที่เรือนหออีกต่างหาก เธอขอเลิกกับเขาโดยไม่ลังเลและตั้งใจจะเริ่มต้นมีชีวิตที่ดีโดยปราศจากสามี แต่ความซวยดันไม่หมดเท่านั้น เพราะเรือนหอดันถูกโกงเงินมัดจำจนเกิดหนี้สินก้อนใหญ่ ซึ่งเป็นเงินที่กู้มาและเป็นเงินที่ยืมมาเงินเก็บของแม่ นั่นทำให้เธอไม่กล้าที่จะบอกความจริงกับแม่ ว่าเธอยกเลิกงานแต่งไปแล้ว เลิกกับสามีแล้ว และบ้านก็ถูกโกง

ภาพจาก FB: SBS DRAMA

ถึงอย่างนั้น ก็ดูเหมือนว่าฟ้าจะเริ่มเปิดให้กับคนอย่างเธอ เมื่อชื่อที่เธอส่งไปชิงโชคชิงรางวัลบ้านหรูสำหรับคู่แต่งงาน ซึ่งเป็นแคมเปญประชาสัมพันธ์ของห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งดันถูกรางวัลใหญ่ แต่ด้วยแคมเปญนี้มันไม่ค่อยชอบมาพากล การรับรางวัลของเธอจึงเต็มไปด้วยอุปสรรค เพราะเจ้าของแคมเปญพยายามหาวิธีจะยึดรางวัลคืน และอุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดของเธอก็คือ การที่ต้องมารับรางวัลนี้พร้อมกับสามี ด้วยความที่ไม่รู้จะทำยังไง บวกกับสถานการณ์ทุกอย่างมันแย่ไปหมด เธอตัดสินใจขอความช่วยเหลือจากผู้ชายคนหนึ่งที่ขับรถชนเธอในคืนที่เธอเมา เหตุผลหลัก ๆ ที่ต้องเป็นผู้ชายคนนี้ก็คือ เขามีชื่อและนามสกุลเดียวกันกับอดีตสามีนั่นเอง

ภาพจาก FB: SBS DRAMA

ด้วยข้อเสนอบางอย่าง พระเอกตัดสินใจรับสมอ้างเล่นละครเป็นสามีกำมะลอให้นางเอก เธอจึงได้บ้านมาอยู่ในมือ ซึ่งทุกอย่างเกือบจะไปได้สวย แต่ก็แค่เกือบ 555 เพราะเงื่อนไขเรื่องบ้าน เธอยังขายมันเพื่อหาเงินไปใช้หนี้ไม่ได้ เนื่องจากบ้านหลังนี้จะโอนกรรมสิทธิ์ให้ในอีก 3 เดือนหลังจากนี้ เพื่อป้องกันการหย่ากันทันทีที่ได้บ้าน และกิจกรรมแจกบ้านก็จะเป็นแค่เรื่องตลก นั่นทำให้ทั้งคู่ต้องสวมบทบาทเป็นคู่รักข้าวใหม่ปลามันให้แนบเนียนที่สุดเป็นเวลา 3 เดือน จนกว่าจะได้เป็นเจ้าของบ้านอย่างสมบูรณ์ อย่างไรก็ตาม เรื่องต่อจากนี้มันก็คงจะไม่ง่าย เพราะสามีเก่ายังเป็นสามีตามกฎหมายตัวจริงของนางเอก และถ้าหมอนั่นรู้เรื่องรางวัลใหญนี่ เขากลับมาทวงสิทธิ์แน่นอน!

ในโลกนี้จะมีการเลิกราที่ไม่รู้สึกอะไรเลยไหม

ภาพจาก FB: SBS DRAMA

มันอาจจะช้าไปหน่อย (อืม! จริง ๆ ก็ไม่หน่อยนะ ล่อมาเกินครึ่งเดือนแล้ว) แต่ยินดีต้อนรับสู่ October Theory นะจ๊ะสาว แล้วซีรีส์ของหล่อนก็ดันมาออนแอร์ช่วงเดือนตุลาคมพอดีซะด้วยสินะ 555 แต่พูดก็พูดเถอะ ปีนี้เนี่ยใครมันเป็นต้นเรื่องจุดกระแสเรื่องทฤษฎีเดือนตุลาคมขึ้นมาหว่า มีชีวิตผ่านเดือนตุลาคมมาตั้งกี่ปี ไม่เคยได้ยินเรื่องราวอะไรเกี่ยวกับทฤษฎีนี้สักหน่อย แต่ปีนี้ดันมีมีคนพูดขึ้นมาเฉย แล้วก็เป็นไวรัลขนาดที่เปิดไปเล่นแพลตฟอร์มไหนก็จะมีคอนเทนต์เกี่ยวกับทฤษฎีนี้ให้เห็นอยู่ตลอดด้วย ทีแรกก็อ่านผ่าน ๆ แหละ ทว่าตอนนี้ชักเริ่มใส่ใจขึ้นมาแล้ว เพราะถ้าให้พูดตามตรงก็คือ ดูเหมือนว่าตอนนี้เราเองก็น่าจะกำลังโดนทฤษฎีเดือนตุลาคมเล่นงานอยู่ ตุลาคม 2025 เนี่ยแหละ!

ภาพจาก FB: SBS DRAMA

พอพูดถึงแล้วก็รู้สึกหน่วง ๆ แฮะ ยิ่งพอได้เปิดดู Would You Marry Me ไป 3 อีพี บอกเลยว่าเข้าอกเข้าใจในสิ่งที่นางกำลังรู้สึกอยู่มาก ๆ ฟีลเหมือนแก๊งเพื่อนชะนีที่อยากตบบ่าให้กำลังใจเพื่อนเลย เอาเข้าจริง ตอนนี้ก็รู้สึกเหมือนเป็นเพื่อนกับชียูเมรีไปซะแล้วเหมือนกัน เพราะนอกจากเราจะอายุใกล้เคียงกัน เจอปัญหาชีวิตแบบบ้าบอคอแตกคล้าย ๆ กัน เวลานี้เรายังหัวอกเดียวกันเรื่องความรักอีกต่างหาก คือปัญหามันไม่ได้ใหญ่ขนาดของนางที่กำลังจะแต่งงาน แต่ดันจับได้ว่าสามีนอกใจหรอก ยังห่างไกลนางเยอะ เรียกว่าอกหักยังแทบไม่ได้ แต่เมื่อไม่นานมานี้เราก็เคยตั้งคำถามคล้าย ๆ กับที่นางถามนั่นแหละ ว่าในโลกนี้มันจะมีการหันหลังให้ใครบางคนแบบไม่รู้สึกอะไรเลยได้ไหม?

ภาพจาก FB: SBS DRAMA

แต่ก่อนที่มันจะกลายเป็นประเด็นให้คนอ่านคอลัมน์หันมาใส่ใจเรื่องส่วนตัวของคนเขียนคอลัมน์มากกว่าซีรีส์ที่ดู ขออนุญาตจบการยกเรื่องส่วนตัวขึ้นมาประกอบกับซีรีส์ที่ดูแต่เพียงเท่านี้แล้วกันนะคะ ใจจริงแค่อยากให้รู้ว่าเข้าใจนางเอกมาก ๆ ก็แค่นั้นแหละ เกี่ยวกับมรสุมชีวิตมากมายที่นางเจอ แล้วก็อยากจะกอดปลอบใจนางมาก ๆ ที่ต้องแกล้งทำเป็นไม่รู้สึกอะไร ทั้งที่ในใจมีแต่แผลสดขนาดนั้น การที่นางตั้งคำถามกับตัวเองว่า “ในโลกนี้จะมีการเลิกราที่ไม่รู้สึกอะไรเลยไหม” นั้น อาจไม่ใช่คำถามที่ต้องการคำตอบว่า “มี” หรือ “ไม่มี” แต่มันเป็นความสงสัยและอยากรู้ ตามกลไกของการรับมือกับปรากฏการณ์ทางอารมณ์ของตัวเองมากกว่า เพราะเรา ๆ ต่างก็รู้กันว่าไม่มีทางหรอกที่จะไม่รู้สึกอะไรเลย

ภาพจาก FB: SBS DRAMA

ฉะนั้น คำถามของนางเอก อาจเป็นแค่ความพยายามที่จะหา “ทางออก” ให้กับความรู้สึกมากมายของตัวเองที่เอ่อล้นทะลักออกมามากกว่า เพราะท้ายที่สุดแล้ว ตัวนางก็มีคำตอบอยู่แล้วว่า “แค่แกล้งไม่รู้สึกอะไรไปอย่างนั้นแหละ ก็ของที่แตกไปแล้ว มันเอากลับมาต่อให้เหมือนเดิมไม่ได้นี่นา” ในเวลานี้หัวใจของนางแตกสลายไปแล้ว มันเป็นไปไม่ได้เด็ดขาดที่นางจะไม่รู้สึกอะไรเลย นางแค่พยายามที่จะเดินหน้าต่อไปด้วยการเก็บเศษซากของตัวเองขึ้นมา บอกกับตัวเองว่าจะพยายามมีชีวิตให้ดีที่สุดโดยไม่มีใครคนนั้น อาจฟังดูตัดพ้อหรือประชดประชันนะ แต่นั่นเป็นหนทางเดียวนี่นาที่นางจะพาชีวิตพัง ๆ ของตัวเองให้เดินหน้าต่อไปได้

ภาพจาก FB: SBS DRAMA

เพราะการเลิกรา เป็นความสูญเสียอย่างหนึ่ง แถมยังเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในชีวิตด้วย จากที่ “มีกันข้าง ๆ” ทุกวัน กลายเป็น “เคยมี” ดังนั้น โดยส่วนใหญ่แล้วผู้คนก็จะมีความรู้สึกต่าง ๆ ตามมาเมื่อต้องเผชิญหน้ากับการเลิกรา ไม่ว่าจะเศร้า เสียใจ เจ็บ โกรธ แค้น สับสน หรือแม้แต่โล่งใจ ก็นับเป็นความรู้สึกอยู่ดี แต่โชคดีนะที่นางเอกเรื่องนี้ยังมีงานยุ่ง ๆ และชีวิตที่วุ่นวายให้จัดการตอนที่เจ็บปวดขนาดนี้ มันดีกว่าอยู่ว่าง ๆ แล้วคิดฟุ้งซ่านเป็นไหน ๆ ทำให้นึกถึงซีรีส์อีกเรื่องไม่นานมานี้ ตอนที่นางเอกตัดสินใจหันหลังและเดินออกจากความสัมพันธ์ที่วุ่นวาย มีผู้ชายคนหนึ่งบอกกับเธอว่า “ตอนอายุ 20 กว่าปีกับ 30 ปี สิ่งที่แตกต่างกันคือ เมื่อความรักสิ้นสุดลงแล้วยังมีเรื่องอื่นให้มุ่งมั่นจดจ่อแทน”

ต่อให้โลกของฉันจะพังทลาย พระอาทิตย์ก็ยังขึ้น เช้าวันใหม่ยังคงมาถึงพร้อมแสงสว่าง

ภาพจาก FB: SBS DRAMA

ไม่ต้องเชื่อก็ได้นะ แต่ฉันจะบอกว่าถึงภายนอกฉันจะเป็นคนที่ดูไร้สาระ ไร้แก่นสาร (ตอนนี้เหมือนจะไร้อนาคตด้วย 555) แต่ฉันก็มีปรัชญาชีวิตที่ยึดถือมาตลอดนะจะบอกให้ ในทุก ๆ ครั้งที่ฉันรู้สึกว่าชีวิตตัวเองกำลังเผชิญหน้ากับความล้มเหลว เสียหลักทุกอย่างจนรู้สึกโคตรสงสารตัวเอง มันจะเป็นช่วงเวลาที่ฉันรู้สึกกลัว “ตอนกลางคืน” มากที่สุด เพราะมันมืด มันเงียบ มันเหงา มันว่างเปล่า บรรยากาศแบบนี้มันชวนให้จิตตกและดำดิ่งสู่ความสิ้นหวังเอามาก ๆ มันดูมองไม่เห็นความหวังหรือทางออกอะไรสักอย่างเลย ที่สำคัญจุดที่ฉันยืนอยู่ก็ไม่ได้มีมือยื่นมาช่วยเหลือให้ผ่านพ้นค่ำคืนที่น่ากลัวนี่บ่อย ๆ ด้วย ส่วนใหญ่แล้วฉันเลยต้องพยายามช่วยเหลือตัวเอง ดึงตัวเองขึ้นมาให้ได้

ภาพจาก FB: SBS DRAMA

สิ่งที่ฉันมักจะทำเสมอเวลาที่ถูกค่ำคืนที่เจ็บปวดกัดกินหัวใจคือ “ไล่ตัวเองไปนอน” ซึ่งก็โชคดีไปอย่างที่ฉันไม่ค่อยมีปัญหานอนไม่หลับเวลาที่คิดมากหรือจิตตก ส่วนมากจะนอนไม่หลับแค่ตอนที่ระบบประสาทมันตื่นตัวมากกว่า จริง ๆ ก็ฟังดูตลกอยู่นะ 555 อารมณ์ดิ่งแล้วไล่ตัวเองไปนอน แต่สิ่งที่ฉันเชื่อมาตลอดก็คือ ถ้าเรารีบเข้านอนซะ อีกไม่นานมันก็จะเช้า และมันจะเริ่มได้เห็น “แสงสว่างของวันใหม่” คือแสงสว่างที่ว่านี่ก็ไม่ได้ทำให้เรื่องร้าย ๆ หายไปหรอก ปัญหาก็ไม่ได้เล็กลง แต่เพราะเราต้องลุกไปใช้ชีวิต มีอะไรให้ทำเยอะแยะจนไม่มีเวลาจะมานั่งหดหู่หรือฟุ้งซ่าน มันไม่มืด ไม่เงียบ ไม่เหงา และเริ่มไม่ว่างเปล่า เลยรู้สึกเหมือนชีวิตจะมีความหวังขึ้นมา จาก “วันใหม่” ที่ผ่านเมื่อวานมาแล้ว

ภาพจาก FB: SBS DRAMA

พอมาเจอฉากนี้ในซีรีส์เรื่องนี้ ก็ยิ่งช่วยยืนยันเลยว่าที่ผ่านมาฉันคิดไม่ผิดเลยที่ยึดถือปรัชญาที่ว่ามาใช้กับชีวิตตัวเองตอนที่รู้สึกว่าอะไร ๆ มันก็แย่ไปหมด อย่างที่บอกว่าเช้าวันรุ่งขึ้นไม่ได้ทำให้ปัญหาหายไป แสงแดดของเช้าวันใหม่ไม่ได้ทำปัญหาเล็กลงด้วยซ้ำ ปัญหามันก็มีอยู่เหมือนเดิมแหละ (บางทีใหญ่ขึ้นด้วย 555) แต่สิ่งที่แตกต่างออกไป คือความรู้สึกที่ว่าเราก็สามารถก้าวข้าม “เมื่อคืน” ที่เรากลัวมาได้นี่นา ผ่านพ้นช่วงที่น่ากลัวที่สุดมาได้แล้ว ถึงแม้ว่าอีกไม่นาน กลางคืนจะมาเยือนอีกครั้ง แต่ในเมื่อเราผ่านคืนแรกมาได้แล้ว คืนต่อ ๆ ไปก็ไม่เท่าไรแล้วเถอะ มันช่วยให้เรารู้สึกว่าเหมือนมันก็ยังพอจะมีความหวังอยู่บ้างแหละนะ ถึงตอนนี้จะยังมองไม่เห็นทางออกเลยสักนิดก็เหอะ

ภาพจาก FB: SBS DRAMA

ความมืดของตอนกลางคืน เป็นช่วงเวลาที่โลกหมุนรอบตัวเองโดยหันอีกฝั่งไปหาดวงอาทิตย์ ทำให้ฝั่งตรงข้ามตกอยู่ในความมืด แต่มันก็แค่ไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้น ฉันเคยอนุญาตให้ตัวเองตกอยู่ในความกลัวกลางคืนช่วงไม่กี่ชั่วโมงนั้นเหมือนกันนะ เราจะรู้สึกว่าเวลามันยาวนานเหลือเกิน มันทำให้ฉันต้องใช้พลังงานเพื่ออดทนอยู่กับตอนกลางคืนนานกว่าเดิมอีก แต่พอฉันเข้านอน ฉันหลับไป ฉันไม่รู้เลยว่าเวลามันผ่านไปเร็วขนาดไหน เพราะรู้สึกตัวอีกทีมันก็เช้าแล้ว มันผ่านช่วงมืดนั่นมาแล้ว หากเทียบกับชีวิตของนางเอกในซีรีส์เรื่องนี้ ช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุดที่เธอเจอในวันนั้นและคืนนั้น มันก็ผ่านพ้นไปแล้วหลังจากที่เธอได้เห็นดวงอาทิตย์ “ดอกไม้สีแดงที่เบ่งบานฝ่าความมืด” อีกครั้งเหมือนกัน

ภาพจาก FB: SBS DRAMA

คนที่ต้องพบเจอกับความเจ็บปวดในระดับที่รู้สึกว่าโลกของตัวเองมันถล่มลงมาเนี่ย ไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ นะ แต่สุดท้ายพวกเขาก็ยังเลือกที่จะมองหาแสงสว่าง ยังอยากได้ความหวัง ยังต้องการชีวิตใหม่ ไม่ได้อยากยอมแพ้ นางเอกเนี่ย เธอแค่รู้สึกพังแต่ไม่ได้คิดจะปล่อยให้เศษซากของตัวเองจมหายไปหรอก ในเมื่อโลกภายนอกและกฎของธรรมชาติยังคงดำเนินไปตามปกติ เวลายังเดินต่อและแสงเช้ายังคงกลับมาเหมือนเดิม โลกไม่ได้หยุดหมุนเพราะความเจ็บปวดของเธอ ดอกไม้สีแดงที่เบ่งบานฝ่าความมืดจึงเป็นสัญลักษณ์ของ “โอกาสใหม่” ให้เธอก้าวเดินต่อไป แค่เข้มแข็งให้พอและลุกขึ้นยืนให้ได้ บางทีโอกาสอาจไม่ต้องรอนาน เพราะมันคือเช้าวันใหม่ที่มาถึงตามวัฏจักรของธรรมชาตินี่แหละ!

ชีวิตของคนเรามันไม่ได้เป็นไปตามที่คาดหวังได้ในทุกวันหรอก เอาจริง ๆ มันออกจะแปลกเกินไปด้วยซ้ำ ถ้าเราคาดหวังอะไรแล้วมันได้ตามที่หวังเสมอ เพราะฉะนั้น ขอแค่ตระหนักไว้ว่าในทุก ๆ วัน ไม่ได้มีแค่เราที่ผิดหวัง ไม่ได้มีแค่เราที่เจ็บปวด ไม่ได้มีแค่โลกของเราที่พังทลายลงมา แต่คนที่เดินสวนกัน คนที่เดินชนกัน คนที่นั่งข้าง ๆ กันบนรถเมล์ พวกเขาเหล่านั้นก็ล้วนแล้วแต่ต้องเจอความผิดหวังไม่ต่างกัน ที่พูดแบบนี้ไม่ได้ต้องการจะให้เอาความเจ็บปวดของเราไปเปรียบเทียบกับใคร เจตนาคือให้รู้ไว้ว่าเราไม่ได้เจ็บปวดอยู่คนเดียวบนโลกใบนี้ ถ้ายังอยากไปต่อ ยังไม่อยากยอมแพ้ ก็รอให้เห็นแสงสว่างในวันใหม่แล้วลุกขึ้นมาสู้อีกครั้ง หรือถ้าจะยอมรับว่าตัวเองแพ้สักครั้ง มันก็ไม่ได้แย่เท่าไรนะ

ภาพจาก FB: SBS DRAMA

Would You Marry Me อาจเป็นซีรีส์รอมคอมที่เน้นขายความโรแมนติก-คอเมดี เป็นหลัก แต่จริง ๆ มันก็ซ่อนปรัญชาชีวิตผ่านการดำเนินไปอย่างเป็นวัฏจักรไม่รู้จบของธรรมชาติ แล้วในเมื่อมนุษย์เราก็เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ เรื่องความทุกข์ ความสุข มันก็เป็นวัฏจักรของชีวิตเหมือนกัน อย่างที่เราอาจจะเห็นจากชีวิตของนางเอกที่ไม่รู้ว่าชีวิตจะบัดซบอะไรขนาดนั้นนะ ซวยซ้ำซวยซาก ซวยไม่รู้จบ พอชีวิตเริ่มจะมีความหวัง ตอนนี้ก็เริ่มจะมีปมใหม่ ๆ ตามมาเคาะประตูหน้าบ้านอีก ที่สำคัญ พอชีวิตนางเข้าไปพัวพันกับพระเอก ความบัดซบจากฝั่งพระเอกก็จะลามมาถึงนางด้วยเหมือนกัน แต่ก็นะ ในเมื่อมันเป็นละคร แถมยังแนวรอมคอมด้วย ยังไงเขาก็หาทางลงให้พระนางได้อยู่ดี

พวกเราเองก็ลองเปลี่ยนแนวชีวิตไปเป็นรอมคอมบ้างสิ อาจจะยังไม่รู้ตอนจบว่าจะไปลงทางไหน แต่อย่างน้อยมันก็ยังมีความคอเมดีมาขั้นบ้างแหละนะ! 🤡