เป็นอีกหนึ่งสัปดาห์ที่ชีวิตเข้าสู่ช่วงขาดแคลนซีรีส์ ไถ Netflix ไปพลางก็ไม่ได้มีซีรีส์เกาหลีเรื่องไหนเข้าใหม่ แอปฯ สตรีมมิ่งอื่นก็เงียบ ๆ อยู่เหมือนกัน แต่ระหว่างที่ไถเฟซบุ๊กตามเผือกข่าวใหญ่เขย่าวงการสงฆ์ (รอสาธุ 2 อยู่นะจ๊ะ) ก็ดันไปเจอเข้ากับภาพของ “อีดงอุค” พระเอกรุ่นลุงอีกคนที่ตามซีรีส์เขามาตั้งแต่สมัย My Girl นู่นแน่ะ เลยเดาว่าน่าจะเป็นซีรีส์เรื่องใหม่ของลุง เลยลองกดเข้าไปหาชื่อซีรีส์ดูว่าเรื่องอะไรหว่า
The Nice Guy (ซับไทยที่ Disney+ Hotstar) เป็นเรื่องราวชีวิตที่น่าหดหู่ของชายหนุ่มคนหนึ่งที่เกิดและเติบโตขึ้นมาในตระกูลนักเลงที่สืบทอดต่อกันมายาวนานถึง 3 รุ่น ที่บอกว่าน่าหดหู่นั้น เพราะตัวเขาไม่ได้มีใจอยากจะเป็นนักเลงหัวไม้ในแก๊งมาเฟียเลยสักนิด ธรรมชาติของตัวเขานั้นชอบอ่านหนังสือ และมีความฝันที่จะเป็นกวี เป็นนักเขียนผู้ยิ่งใหญ่ พูดง่าย ๆ ก็คือใฝ่ดี รักดีแบบเต็มเปี่ยมเลย แต่ด้วยความที่เป็นลูกชายคนเดียวของบ้านที่พ่อเคยเป็นนักเลงใหญ่ ทำให้เขาต้องเข้าไปพัวพันอยู่ในวงการอันธพาลอย่างไม่เต็มใจ

ชีวิตในแต่ละวันของเขานั้น เขาต้องรับหน้าที่ดูแลและปกป้องครอบครัวที่มีแต่ผู้หญิง (แม่ พี่สาว น้องสาว) เด็กเล็ก (หลายชาย) รวมถึงพ่อที่ยังมีอิทธิพลอยู่ไม่น้อยแต่ก็ชราลงมากแล้ว และต้องจัดการกับเรื่องต่าง ๆ ที่ส่วนใหญ่ต้องใช้กำลังและความรุนแรง เขาเฝ้าใฝ่ฝันมาตลอดที่จะก้าวเท้าออกจากวงการนี้ให้ได้ ถึงขนาดแอบไปเข้าคลาสเรียนเขียนบทประพันธ์เลยด้วยซ้ำ แต่ดูเหมือนว่าแสงสว่างมันริบหรี่ เพราะเรื่องยุ่งยากในวงการนี้มันวุ่นวายและอันตรายเกินไป ในขณะที่เขากำลังรู้สึกสิ้นหวัง เขาก็ได้เจอกับแสงสว่างอีกครั้ง รักแรกของเขากลับเข้ามาในชีวิตเขา โดยที่เธอเองก็มีอุปสรรคมากมายที่ต้องผ่านไปให้ได้เช่นกัน

ซีรีส์เรื่องนี้เปิดเรื่องมาอย่างหม่น ตอนแรกก็ดูงง ๆ แต่สักพักถึงจับทางได้ว่าฉากเปิดเรื่องเป็นเหตุการณ์ในช่วงเวลาของอนาคตที่ซีรีส์ตัดภาพมาเปิดเรื่อง เพื่อให้เห็นว่าพระเอกของเราต่อสู้มามากแค่ไหนเพื่อให้หลุดพ้นจากเส้นทางที่เขาไม่อยากเดิน ซึ่งพระเอกนี่สภาพยับเยินหน้าอาบเลือดมาเลย และที่สำคัญ ก่อนที่ซีรีส์จะตัดกลับมาเป็นช่วงเวลาปัจจุบัน ซีรีส์ก็ปล่อยฮุกใส่คนดูด้วยการบอกว่าทุกการกระทำมีราคาที่ต้องจ่าย ที่ผ่านมาพระเอกเคยใช้ชีวิตมาแบบไหน สิ่งที่เขาเคยทำมันได้ย้อนกลับมาเล่นงานเขาไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ไม่มีใครหนีสิ่งที่ตัวเองเคยทำพ้น ต่อให้ทุกอย่างที่เคยทำจะไม่ได้ทำเพราะอยากทำก็ตาม
เออร์เนสต์ เฮมิงเวย์บอกไว้ว่า “แล้วพระอาทิตย์ก็ขึ้นอีกครั้ง” “ตราบใดที่พระอาทิตย์ขึ้น ก็ยังมีความหวังอยู่”
สารภาพตามตรงเลยละกันนะว่าซีรีส์แนวเมโลดรามา ที่เล่าชีวิตตัวละครแบบหม่น ๆ ในบรรยากาศมืด ๆ ดูแล้วชวนอึดอัดแบบนี้เนี่ย ถ้าไม่ใช่เพราะลุงยม “อีดงอุค” กับนางเอกหน้าสวยเก๋อย่าง “อีซองคยอง” ล่ะก็ น่าจะยากพอตัวที่คนแบบเราจะลองเปิดใจเปิดขึ้นมาดู ส่วนใหญ่จะข้ามไปเลย แล้วอีกส่วนก็เท ทนอยู่ในบรรยากาศอึมครึม อึดอัด กดดันทางความรู้สึกนาน ๆ ไม่ไหว จะเป็นบ้าเอา และก็ดีหน่อยที่ซีรีส์เรื่องนี้มันไม่ได้ชวนหดหู่ขนาดนั้น มันยังมีจังหวะคอเมดี ยังมีรอยยิ้มของพระเอก-นางเอก ให้คนดูได้พักใจพักสายตาบ้าง อย่างว่าแหละ มันเป็นเรื่องของรสนิยม ถ้าใครชอบก็คือชอบ อึดอัดแค่ไหนก็ดูสนุก แต่ถ้าไม่ชอบก็คือไม่ชอบไปเลย ทนดูให้จบตอนยังลำบาก
ประเด็นความอึดอัดหลัก ๆ ของซีรีส์เรื่องนี้ตามที่เรารู้สึกก็คือ ตัวละครแต่ละตัวดูเหมือนจะอยู่ผิดที่ผิดทางไปซะหมด เริ่มต้นจากพระเอก ผู้ที่เกิดและเติบโตขึ้นมาในครอบครัวมาเฟียที่สืบทอดกันมายาวนาน 3 รุ่น ถ้าให้นับก็คือน่าจะตั้งแต่รุ่นปู่ รุ่นพ่อ และก็รุ่นตัวเขาเอง แล้วที่น่าหนักใจก็คือ เขาดันเป็นลูกชายคนเดียวในบรรดา 3 ศรีพี่น้อง หากนับตามลำดับพี่น้อง เขาเป็นลูกคนกลางก็จริง แต่ในอีกมุมหนึ่ง เขาก็เป็นลูกชายคนเดียวของบ้านนั่นแหละ เพราะฉะนั้น ความคาดหวัง ความกดดันต่าง ๆ จากผู้เป็นพ่อ ซึ่งเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณของแก๊งมาเฟียในเวลานี้ จึงถาโถมเข้ามาหาเขาอย่างจัง ที่สำคัญ พ่อลูกคู่นี้มีก็พันธะบางอย่างที่จะทำให้คนดูอย่างเรากระอักกระอ่วนตาม

พระเอก ซึ่งในเวลานี้เป็นนักเลงระดับหัวแถวอยู่ในบริษัทรับเหมาก่อสร้าง เบื้องหลังก็คือแก๊งมาเฟียแก๊งหนึ่งที่แตกหน่อออกมาจากแก๊งที่พ่อของเขาเคยเป็นหัวหน้า การทำงานของเหล่าแก๊งมาเฟียในเมืองนี้ คือพยายามยึดพื้นที่พัฒนาต่าง ๆ ในเมืองมาให้ได้มากที่สุดเพื่อเซ็นสัญญาการก่อสร้าง มันก็จะคล้าย ๆ กับว่าเป็นพื้นที่ที่แก๊งนี้มีอิทธิพลครอบครองไปโดยปริยาย ๆ อย่างไรก็ตาม การที่เขาอยู่ในระดับหัวแถวของแก๊ง (เป็นรองแค่ประธานบริษัทกับหัวหน้า) ไม่ใช่ว่าเขาเป็นทายาทของผู้นำทางจิตวิญญาณของแก๊งมาเฟีย หรือมาจากตระกูลนักเลงที่มีอำนาจ ใคร ๆ ก็เกรงกลัวเท่านั้น แต่ตัวเขาเองก็มีฝีมือในระดับตัวท็อปเหมือนกัน ถึงขั้นที่ประธานบริษัทต้องพึ่งพาเขาอยู่บ่อย ๆ

แม้ว่าจะเป็นตัวท็อปอยู่ในแก๊งมาเฟีย แถมสถานะจากทางฝั่งครอบครัวก็ไม่ได้ขี้หมูขี้หมา (เว้นแต่บ้านติดจำนอง ติดหนี้ธนาคารก้อนโต เพราะพี่สาวไปก่อเรื่องไว้) แต่นี่ไม่ใช่เส้นทางที่เขาอยากจะเดินเลยแม้แต่น้อย ตัวเขาที่คนทั่วไปรู้จักในฐานะอันธพาล แท้จริงแล้วเขามีความฝันอยากเป็นกวี อยากเป็นนักเขียนนิยาย อยากมีอิสระ และอยากเป็นแค่คนธรรมดา ๆ ทั่วไป เขาจึงต้องเก็บซ่อนความอ่อนโยน ความอ่อนไหว และความฝันเอาไว้ภายใต้ความรุนแรงและคราบเลือด เขาพยายามทำทุกอย่างเพื่อเดินออกมาจากเส้นทางการเป็นนักเลง ทั้งที่มันดูสิ้นหวังเหลือเกิน จนกระทั่งเขาได้กลับมาเจอกับ “รักแรก” ผู้ที่ดึงเขาออกมาจากโลกความรุนแรง เธอเปรียบเสมือน “พระอาทิตย์” ของเขา

และเธอนั่นเองที่ทำให้โลกที่มืดมิดของเขาเริ่มมีแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ การได้เจอเธออีกครั้งเหมือนกับการได้เห็นดวงอาทิตย์ขึ้นในเช้าวันใหม่ และตราบใดที่ยังมีดวงอาทิตย์ขึ้นให้เห็นก็จะยังมีแสงสว่าง นี่แหละคือโอกาส ความหวัง และอนาคตของเขา เธอคือคนที่ทำให้เขารู้สึกว่า “ยังมีวันพรุ่งนี้เสมอ” ต่อให้วันนี้เขาจะล้มเหลว พังพินาศ หรือแตกสลาย เป็นคนชั่วคนไม่ดีในสายตาใครก็ตาม แต่หากยังมีเธอเป็นแสงสว่างอยู่ เขาก็จะไม่ยอมแพ้ที่จะกลับมาลิขิตเส้นทางเดินของตัวเอง เพื่อที่ในวันพรุ่งนี้ เขาจะเป็นคนที่ดีขึ้นกว่าวันนี้และเมื่อวานให้จงได้
ฉันก็ได้ทำสิ่งที่อยากทำแหละ แต่แค่มันยังออกมาไม่ดี
และนี่คืออีกหนึ่งตัวละครที่ชีวิตผิดที่ผิดทาง จริง ๆ แล้วนางเอกเรื่องนี้ก็ไม่ได้ผิดไปจากขนบของละครเท่าไรนักหรอก เป็นสาวสวยสู้ชีวิตที่เติบโตมาอย่างยากลำบาก ต้องเผชิญหน้ากับความรันทดอดสูตามสูตรของนางเอกละครทั่ว ๆ ไป แต่สิ่งที่แตกต่างก็คือ เธอไม่ใช่นางเอกที่เปิดตัวมาพร้อมกับรอยยิ้มสดใสหรือเต็มไปด้วยพลังบวก ฉากเปิดตัวซีนแรกของเธอที่ซีรีส์ตัดมาจากช่วงเวลาในอนาคตให้เราได้เห็น เธอกำลังนั่งรอใครสักคนอยู่กับกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ ในมือมีตั๋วรถประจำทาง 2 ใบ สีหน้าเต็มไปด้วยความกังวลและความไม่สับสน สายตาเหมือนคนหลงทางที่ไม่ใช่การเดินทางแล้วหลงทิศ แต่มันคือความรู้สึกที่ไม่แน่ใจอะไรสักอย่างในชีวิตของตัวเอง เธอพร้อมที่จะถอนหายใจตลอดเวลา
ฉากต่อมาของเธอ เป็นฉากเปิดตัวในช่วงเวลาปัจจุบันของซีรีส์ ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ที่บอกไปก่อนหน้า เธอเดินเท้าเข้ามาที่ศูนย์บริหารงานสวัสดิการของเมือง สายตาดูมีความหวัง แต่ก็ยังเต็มไปด้วยความวิตกกังวลและไม่มั่นใจในตัวเอง ดูจากสถานการณ์ เธอน่าจะเดินทางมาสัมภาษณ์งานครูสอนเปียโนที่สมัครไว้ ทว่าในท้ายที่สุด เธอกลับปฏิเสธงานนี้ เพราะเธอไม่คิดว่าจะมีคนมาสมัครเรียนเยอะขนาดนั้น เธออึดอัดที่จะต้องสอนคนเยอะ ๆ และที่สำคัญ เธอกลัวการร้องเพลงต่อหน้าคนจำนวนมาก มันคืออาการตื่นเวทีที่น่าจะเป็นผลมาจากปมบางอย่างในสมัยเรียนที่ซีรีส์ยังไม่ได้เฉลย แต่ทิ้งปริศนาไว้ให้เดาเล่น ๆ ว่าเธอน่าจะโดนบูลลี่สมัยเรียน

ซีรีส์ทำให้เราเห็นว่าช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา นางเอกพยายามสู้ชีวิต พยายามดิ้นรนเอาตัวรอดในแบบฉบับของเธอมาโดยตลอด เธอทำงานพาร์ตไทม์ทุกอย่างที่ตัวเองทำได้และเวลาไม่ชนกัน เพื่อหาเงินกินอยู่และรักษาแม่ที่มีอาการป่วย (คิดว่าน่าจะโรคสมองเสื่อม) ที่สำคัญ เธอเองก็หาทางเอาชนะความตื่นกลัวเวที กลัวการร้องเพลงต่อหน้าคนเยอะ ๆ มาโดยตลอด แต่สิ่งที่เธอทำได้เวลานี้ มีแค่การทำคลิปโคฟเวอร์เพลง ซึ่งเป็นการตั้งกล้องไว้ แล้วเล่นเปียโนร้องเพลงคนเดียวเท่านั้น และนอกนั้นเธอก็ใช้ชีวิตให้ผ่านไปแต่ละวันแบบทำวันนี้ให้ดีที่สุด โดยที่มันยังไม่มีผลลัพธ์อะไรออกมาดีให้เธอได้ชื่นใจเลยสักอย่าง
ใช่! เป็นใครเจออะไรแบบนี้นาน ๆ เข้ามันย่อมบั่นทอนเป็นธรรมดา ตัวเธอเองก็อยากจะยอมแพ้ สำหรับเธอมันก็น่าหงุดหงิดและเจ็บปวดไม่น้อยที่อยากร้องเพลงต่อหน้าคนอื่นแต่ทำไม่ได้ แต่เธอเองก็ดันยอมแพ้ไม่ได้อีกนั่นแหละ เพราะถ้าเธอยอมแพ้เรื่องนี้ด้วยก็เท่ากับชีวิตของเธอไม่เหลืออะไรที่เป็นที่ยึดเหนี่ยวได้อีกแล้ว แล้วชีวิตที่ยังหายใจอยู่มันจะไปมีค่าอะไร เธอจึงทำได้แค่เดินหน้าไปต่อเท่าที่โอกาสจะอำนวย การที่เธอได้กลับมาเจอกับพระเอก ซึ่งก็เป็นรักแรกของเธอเหมือนกัน กลายเป็นจุดเปลี่ยนในชีวิตเธอ เพราะฉะนั้น ไม่ใช่แค่เธอที่เป็นดวงอาทิตย์ของพระเอก พระเอกเองก็เป็นดวงอาทิตย์ของเธอเช่นเดียวกัน ต่างคนต่างเป็นแสงสว่างในชีวิตที่มืดมนให้กันและกัน

ความสัมพันธ์ของ 2 คนนี้จึงเริ่มต้นขึ้นอีกครั้งในวัยผู้ใหญ่ วัยที่เต็มไปด้วยบาดแผลจากประสบการณ์ชีวิตมากมาย วัยที่ไม่ได้มีแค่เรื่องหน่อมแน้มแบบเด็ก ๆ แกล้งกัน มีเรื่องชกต่อยหรือบูลลี่กันในโรงเรียนเท่านั้น แต่มันยังมีอุปสรรคชีวิตอีกมากมายนับไม่ถ้วนที่พร้อมจะเข้ามาเป็นแบบทดสอบ ทุกวินาทีเหมือนอยู่บนเส้นด้าย เดิมพันกันด้วยลมหายใจ ยิ่งหน้าที่การงานของพระเอกในเวลานี้ เขาต้องวนเวียนอยู่กับธุรกิจสีเทา ใช้ชีวิตอยู่สภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยการแก่งแย่งอำนาจและความรุนแรง นางเอกเองก็มีปัญหาชีวิต ทว่าความไม่สมบูรณ์แบบของพวกเขาทั้งคู่ก็ยังมีค่ามากพอที่จะเริ่มต้นใหม่ด้วยกัน ใช้ความรักในการสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้กันโดยไม่ต้องอิงความสมบูรณ์แบบใด ๆ
ในตอนจบของอีพี 2 ดูเหมือนว่าคนดูอย่างเราจะรู้แล้วล่ะว่าใครกันที่เป็นต้นเหตุของเส้นทางชีวิตที่บิดเบี้ยวของพระเอก จากเด็กที่มีอารมณ์ศิลปิน ชอบอ่านหนังสือ มีความคิดที่ลึกซึ้ง มีความอ่อนไหวอ่อนโยนจนอยากเป็นกวี ต้องเข้าสู่วงจรการเป็นนักเลงหัวไม้ที่เน้นใช้หมัดและความรุนแรง ชีวิตที่แสนน่ารังเกียจของเขาไม่ได้เผชิญหน้าแค่กับศัตรูจากภายนอกเท่านั้น แต่มันยังเต็มไปด้วยความขัดแย้งในใจตัวเอง เขาพยายามอย่างหนักที่จะไม่ทุกข์ทรมานมากเกินไปกับเส้นทางชีวิตที่เขาไม่ได้เลือก ยับยั้งกำปั้นตัวเองทุกครั้งเพื่อให้กระแทกร่างกายคนอื่นให้น้อยที่สุด เลือกที่จะใช้วิธีที่อ่อนโยนที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ใช้การเจรจาต่อรองมากกว่าใช้หมัด เพราะมันไม่ใช่วิถีชีวิตที่เขาอยากเป็น

นอกจากพระเอกและนางเอก จริง ๆ แล้วยังมีตัวละครพี่สาวของพระเอกอีกคนที่เรารู้สึกว่าชีวิตหล่อนมันผิดที่ผิดทาง จนหล่อนก็กลายเป็นตัวปัญหาอีกหนึ่งที่สร้างหนี้ก้อนโตขึ้นมาจากการติดการพนัน และเป็นเหตุปัจจัยส่วนหนึ่งที่ทำให้พระเอกหลุดจากวงจรอุบาทว์นี้ไม่ได้สักที พระเอกที่กลายเป็นเดอะแบกจึงต้องเจ็บปวดทั้งจากชีวิตที่ไม่ได้ดั่งใจของตัวเอง และต้องเจ็บปวดจากการแบกปัญหาของคนหลายคนในครอบครัวอีก การอยากเลิกเป็นนักเลง อยากเป็นแค่คนธรรมดา ๆ ของเขามันถูกท้าทายมากเกินไป จนเดาทางไม่ออกเลยว่ามันจะกลับเข้าที่เข้าทางได้อย่างไร 🤛






























