ช่วงเดือนมิถุนายน เรียกได้ว่าเป็นช่วงเวลาของความเปลี่ยนแปลงสำหรับคนในแวดวง Live Broadcast หรือถ่ายทอดสด เพราะการเปลี่ยนแปลงเรื่องการถือลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดกีฬามักจะเกิดขึ้นในช่วงเวลานี้ และข่าวใหญ่ที่ได้รับความสนใจตลอดทั้งเดือนมิถุนายนและกลางสัปดาห์ที่แล้ว (ถ้าไม่โดนข่าวคลิปเสียงหลุด) คงเรียกเสียงฮือฮาจากคนในแวดวง Live Broadcast ได้ไม่น้อย เมื่อ AIS และ MONOMAX เปิดเผยว่าปิดดีลกับทาง Prime เป็นที่เรียบร้อยและได้สิทธิในการถ่ายทอดบาสเกตบอล NBA มาอยู่ในกล่อง และแอปพลิเคชัน ทำให้เวลานี้ AIS Play มีพรีเมียร์ลีก ไทยลีก และ NBA เป็นจุดขายสำหรับคอกีฬา
ส่วนเจ้าเดิมอย่างทรู ที่เคยถือครองสิทธิพรีเมียร์ลีก ไทยลีก และ NBA เวลานี้ยังคงถือ beIN อยู่ในมือโดย beIN Sports นั้นถือลิขสิทธิ์กีฬาหลายประเภท และคงต่อสัญญาพรีเมียร์ลีกที่เผยแพร่ในภูมิภาคตะวันออกกลางและ แอฟริกาเหนือ ส่วน Content กีฬาที่เผยแพร่ผ่านกล่องทรูวิชั่นและแอปพลิเคชัน TrueVisions NOW ในเมืองไทยยังคงเป็นกีฬาที่น่าสนใจอยู่ ไม่ว่าจะเป็นยูฟ่า แชมเปี้ยนลีก, เอฟเอคัพ, ลาลีก้า, บุนเดสลีก้า และคอนเทนต์พรีเมียมอย่างการแข่งขันรถสูตรหนึ่งหรือเอฟวัน และการแข่งขันเทนนิสในระดับแกรนด์สแลมอย่างเฟรนช์โอเพน และออสเตรเลียนโอเพน ซึ่งทั้งหมดนี้อยู่ใน beIN Sports ภายในกล่องและแอปพลิเคชันของทรู
เมื่อลองเปรียบเทียบภาพ Contents กีฬาที่ทั้งสองเจ้ามีอยู่ในมือแล้ว ต้องเรียกว่าสมน้ำสมเนื้อ ไม่มีใครได้เปรียบเสียเปรียบใครเท่าไร เพราะถึง AIS จะมีพรีเมียร์ลีกที่เปรียบเหมือนเพชรยอดมงกุฎ แต่ทุกคนที่ติดตามการซื้อขายลิขสิทธิ์พรีเมียร์ลีกมาโดยตลอดต่างรู้ดีว่าเพชรยอดมงกุฎเม็ดนี้ไม่ได้สามารถนำมาแสวงหาผลกำไรได้ แต่สามารถเรียกความสนใจและสร้างความต้องการให้กับกลุ่ม End User ที่ต้องการลองของใหม่ได้ ซึ่งท้ายที่สุด Operator และ แพลตฟอร์มที่ได้สิทธิ์ไป ต้องสร้างความพึงพอใจให้กับ “ความต้องการ” แปรเปลี่ยนให้เป็นลูกค้าที่ยินดีจะจ่ายตลอดทั้ง 6 ฤดูกาล
แน่นอนว่างานนี้ ทรู ได้รับผลกระทบไปเต็ม ๆ จากกระแสความเปลี่ยนแปลง แต่จะเป็นผลกระทบในระยะสั้น เพราะท้ายที่สุดแล้วกลุ่มแฟนกีฬาไม่ได้มีเฉพาะพรีเมียร์ลีก และส่วนใหญ่เมื่อติดอยู่กับกีฬาอะไรแล้วมักจะสนใจแต่กีฬาประเภทที่ตนเองชอบ ส่วนแบ่งของทรูที่ยังคงอยู่กับแฟนกีฬาที่รับชมยูฟ่า แชมเปี้ยนลีก, เอฟเอ คัพ, เทนนิส, เอฟวัน และโมโตจีพี ที่ถ่ายทอดสดผ่าน SpoTV ในกล่องทรู ส่วนลูกค้ากลุ่มที่ยกเลิกเพราะไม่มีพรีเมียร์ลีก ช่องว่างตรงนี้ทางทรูเองคงต้องหา “ผู้ชม” กลุ่มใหม่ที่จะเข้ามาเติมเต็มส่วนที่หายไป ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่า ทรู น่าจะบุก Content บันเทิงที่ทรูผลิตเอง เพื่อดึง “ผู้ชม” กลุ่มที่ให้ความสนใจเรื่องบันเทิง ที่มีจำนวนมากกว่ากีฬา
แต่ใช่ว่าคู่แข่งอย่าง AIS และ MONO ก็ลงสนาม Content บันเทิงมาได้พักใหญ่แล้ว แม้ประสบการณ์จะไม่มากเท่ากับทรู แต่ AIS และ MONOMAX ผลิตคอนเทนต์ซีรีส์และภาพยนตร์เพื่อให้รับชมผ่านทางแอปพลิเคชันของตนเอง และลูกค้าที่ติดอินเทอร์เน็ตบ้านผ่านทางกล่อง 3BB ซึ่งคุณภาพของ Original MONOMAX นั้นอยู่ในมาตรฐานเดียวกับทรู และมีหลายเรื่องที่สร้างกระแสในโซเชียลมีเดียได้เช่นกัน
จากข้อมูลทั้งหมดนี้ จะเห็นได้ว่าทั้งสองเจ้าซึ่งเป็นคู่ต่อสู้กันในฐานะ Operator ผู้ให้บริการระบบและ Content Provider ในฐานะผู้ให้บริการแพลตฟอร์มต่างมีดีเป็นของตนเอง ถึงจุดนี้คงต้องมาวัดกันที่ Original Content เพื่อดึงคนไทยกลุ่มใหญ่ที่ไม่ได้สนใจพรีเมียร์ลีกเข้าสู่วงจรเนื้อหาของตนเอง และในฐานะคนดู นี่คือช่วงเวลาที่คุณจะเป็นใหญ่ เพราะทั้งสองเจ้าจะแข่งขันกันยื่นข้อเสนอที่น่าสนใจให้กับคุณเพื่อพิจารณา… เลือกให้ดีนะคะ เพราะนานทีปีหนที่เหล่าผู้บริโภคอย่างเราจะได้มาอยู่ในจุดนี้
แล้วพบกันใหม่สัปดาห์หน้าค่ะ