ในบรรรดาประเทศที่อยู่ในเขตร้อนชื้น อันหมายรวมถึงประเทศไทย มักหนีไม่พ้นปัญหาการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อที่มียุงเป็นพาหะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่เริ่มมีฝนโปรยปราย หากถูกยุงลายที่เป็นพาหะของโรคติดเชื้อไข้เลือดออกกัดเอา อาจนำไปสู่การเจ็บป่วยถึงขั้นวิกฤติได้ ซึ่งช่วงนี้ประเทศไทยก็กำลังอยู่ในช่วงฤดูฝน ที่เป็นฤดูการระบาดของโรคเป็นปกติอยู่แล้ว ทำให้สถานการณ์โรคไข้เลือดออกค่อนข้างน่ากลัว เมื่อใดที่ฝนตกจะมีแอ่งน้ำท่วมขังในพื้นที่ต่าง ๆ มีน้ำขังตามภาชนะ วัสดุ ซึ่งเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ชั้นดีของยุงลาย พาหะของโรคไข้เลือดออก
รู้จักโรคไข้เลือดออก
โรคไข้เลือดออก (Dengue Fever) เป็นโรคติดต่อที่เกิดจากเชื้อไวรัสเดงกี (Dengue) โดยมียุงลายเพศเมียซึ่งจะออกหากินเฉพาะช่วงกลางวันเป็นพาหะนำโรค สำหรับเชื้อไวรัสเดงกีนั้นมีอยู่ด้วยกัน 4 สายพันธุ์ คือ DENV-1, DENV-2, DENV-3 และ DENV-4 แต่ละสายพันธุ์จะวนเวียนระบาดในแต่ละพื้นที่ของประเทศไทย ซึ่งจะมีอัตราการระบาดแตกต่างกันมากน้อยในแต่ละปีไม่เหมือนกัน การแพร่เชื้อของไวรัสเดงกี เกิดขึ้นเมื่อยุงลายเพศเมียดูดเลือดของผู้ป่วยที่มีเชื้อไวรัสเดงกี ทำให้เชื้อไวรัสเข้าไปเติบโตในตัวยุง จากนั้นเมื่อยุงไปกัดคนอื่นต่อ ก็จะแพร่เชื้อไวรัสเดงกีไปยังผู้นั้นได้ ดังนั้น โรคไข้เลือดออกจึงไม่ได้ติดต่อจากคนสู่คน แต่เกิดจากยุงลายเป็นพาหะนั่นเอง
ด้วยสภาพอากาศปกติของประเทศไทยในช่วงฤดูฝนนั้นค่อนข้างร้อนและมีฝนตกหนักเป็นบางช่วง ลูกน้ำยุงลายจึงมีปริมาณมาก และเจริญเติบโตได้ดีท่ามกลางปัจจัยดังกล่าว ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาโรคไข้เลือดออกจึงคร่าชีวิตผู้คนไปไม่น้อย ในบ้านเราก็มีคนดังหลายคนเหมือนกันที่ต้องสังเวยชีวิตให้กับโรคไข้เลือดออก แต่ผู้คนทั่วไปก็ยังตระหนักถึงความรุนแรงของโรคไข้เลือดออกกันไม่มากเท่าที่ควร
ซึ่งหากยังจำกันได้ มีกรณีของคุณปอ-ทฤษฎี สหวงษ์ ที่เสียชีวิตเมื่อวันที่ 18 มกราคม 2559 หลังจากป่วยด้วยไข้เลือดออกชนิดรุนแรง และอยู่ในอาการโคม่านานกว่า 70 วัน และล่าสุด คือกรณีของคุณวิ-วิรดา วงศ์เทวัญ น้องสาวของคุณกุ้ง-สุธิราช วงศ์เทวัญ ที่เพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2568 ที่ผ่านมานี้เอง หลังจากป่วยด้วยไข้เลือดออกชนิดรุนแรง และรักษาตัวนานกว่า 1 ปี
อาการของโรคไข้เลือดออกที่ต้องหมั่นสังเกตตัวเอง
ในส่วนของอาการ ผู้ที่ติดเชื้อไวรัสเดงกี หากอาการไม่รุนแรงมากจะยังไม่ถือว่าเป็นไข้เลือดออก แต่จัดอยู่ในกลุ่มไข้เดงกี โดยจะมีอาการ ปวดหัว ปวดกระบอกตา เมื่อยล้าตามตัว มีผื่นขึ้น และอาจมีภาวะเลือดออกหรือไม่มีก็ได้ และในส่วนของไข้เลือดออกนั้น นอกจากจะมีอาการเดียวกันกับไข้เดงกีแล้วยังมีอาการอื่น ๆ บ่งชี้ลักษณะของโรคประกอบด้วย เช่น
- ไข้สูงเฉียบพลันเกิน 38 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 2-7 วัน
- คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร
- พบจ้ำเลือดหรือจุดแดงเล็ก ๆ ตามผิวหนัง หรือมีเลือดออกบริเวณอื่น เช่น เลือดกำเดา เลือดออกตามไรฟัน หรือมีเลือดปนในปัสสาวะและอุจจาระ
- ปวดท้องรุนแรง เจ็บชายโครงขวา
- มีอาการตับโต เมื่อกดแล้วจะรู้สึกเจ็บ
- ในผู้ป่วยรายที่มีอาการรุนแรงอาจพบภาวะโลหิตไหลเวียนล้มเหลวหรือช็อก
หากพบว่ามีอาการดังกล่าว ให้รีบไปพบแพทย์โดยด่วน เพราะผู้ป่วยไข้เลือดออกมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนสูง เนื่องจากมีเลือดออกตามเนื้อเยื่อและอวัยวะภายใน ความดันเลือดต่ำ การไหลเวียนโลหิตล้มเหลว นำไปสู่ภาวะช็อก ถ้ายังไม่ได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน ก็มีโอกาสเสียชีวิตได้
โดยปกติแล้ว ระยะฟักตัวของเชื้อไวรัสเดงกี ในคนจะอยู่ที่ประมาณ 3-14 วัน โดยทั่วไปประมาณ 5-8 วัน ส่วนระยะเพิ่มจำนวนไวรัสเดงกีในยุงอยู่ที่ประมาณ 8-10 วัน เมื่อมีอาการป่วย จะแบ่งอาการได้ 3 ระยะ คือ ระยะไข้ ซึ่งจะมีอาการดังกล่าวมาแล้วข้างต้น จากนั้นจะเข้าสู่ระยะวิกฤติ/ช็อก ระยะนี้หากไม่ได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน อาจส่งผลให้เสียชีวิตได้ แต่หากได้รับการรักษาแล้วจะเข้าสู่ระยะฟื้นตัว ซึ่งอาการผู้ป่วยจะดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
อย่างไรก็ตาม โรคไข้เลือดออกไม่ติดต่อจากคนสู่คน แต่จะติดต่อกันโดยมียุงลายเป็นพาหะนำโรค การติดต่อจึงมีระยะเวลาทั้งในผู้ป่วยและยุง ในระยะที่ผู้ป่วยมีไข้สูงช่วงวันที่ 2-4 จะมีไวรัสเดงกีอยู่ในกระแสเลือดมาก ระยะนี้จึงเป็นระยะติดต่อจากคนสู่ยุง และระยะเพิ่มจำนวนของเชื้อไวรัสในยุงจนมากพออีกประมาณ 8-10 วัน จนเข้าสู่ระยะติดต่อจากยุงสู่คน
เรื่องน่าสนใจเกี่ยวกับโรคไข้เลือดออก
ในปัจจุบัน ยังไม่มียาฆ่าเชื้อไวรัสเดงกี เมื่อป่วยด้วยโรคนี้ แพทย์จะให้การรักษาแบบประคับประคองตามอาการ ให้การดูแลผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด จะต้องมีการดูแลรักษาพยาบาลที่ดีตลอดระยะวิกฤติ คือ ช่วง 24-48 ชั่วโมง ที่มีการรั่วของพลาสมา สำหรับผู้ป่วยที่มีภาวะช็อกหรือเลือดออก แพทย์จะต้องให้การรักษาเพื่อแก้ไขสภาวะดังกล่าว ด้วย สารน้ำ พลาสมา หรือสาร colloid อย่างระมัดระวัง เพื่อช่วยชีวิตผู้ป่วยและป้องกันโรคแทรกซ้อน อย่างไรก็ตาม ระหว่างที่มีไข้ และต้องสงสัยว่าจะเป็นไข้เลือดออก ห้ามรับประทานยาแอสไพริน หรือยาในกลุ่ม NSAIDs เด็ดขาด เพราะอาจทำให้เกิดเลือดออกในอวัยวะได้ง่ายขึ้น ให้ใช้ยาพาราเซตามอลแทน ในกรณีที่เป็นไข้หรือมีอาการปวด
นอกจากนี้ ผู้ที่เคยป่วยเป็นไข้เลือดออกต้องระวังตัวให้มากกว่าเดิม เพราะหากได้รับเชื้อซ้ำรอบที่สอง อาการอาจจะรุนแรงขึ้นกว่าครั้งแรก แต่หากหายแล้วจะมีภูมิคุ้มกันสายพันธุ์อื่นเพียงชั่วคราว และด้วยความที่เชื้อไข้เลือดออกมีด้วยกัน 4 สายพันธ์ุ หากหายจากสายพันธุ์หนึ่งแล้วก็ยังมีโอกาสเป็นอีกได้จากการติดเชื้อจากอีกสายพันธุ์ อีกทั้งอาการที่รุนแรงกว่าครั้งแรก เพราะร่างกายจะคิดว่าเป็นเชื้อแบบครั้งแรก จึงผลิตภูมิคุ้มกันมากขึ้นจนกระทบเซลล์อื่นในร่างกาย สรุปว่าไม่มีทั้งภูมิคุ้มกันที่ตรงสายพันธุ์และร่างกายอ่อนแอลง อาการจึงหนักขึ้นได้
ไม่ใช่แค่โรคไข้เลือดออกที่มียุงลายเป็นพาหะ
นอกจากโรคไข้เลือดออกแล้ว ยังมีอีก 2 โรคที่มียุงลายเป็นพาหะ ซึ่งกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ได้ออกมาประกาศเตือนถึงโรคระบาดที่สามารถแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว รวมถึงวิธีป้องกันและขจัดแหล่งที่อยู่อาศัยของลูกน้ำยุงลาย ซึ่ง 2 โรคที่ว่านั้น คือ
- โรคติดเชื้อไวรัสซิกา เป็นเชื้อไวรัสในกลุ่มเฟลวิไวรัส ตระกูลเดียวกับเชื้อไข้เลือดออกหลายชนิด ซึ่งมียุงลายเป็นพาหะนำโรค ทำให้มีการติดต่อได้ง่าย สามารถแพร่กระจายไปได้อย่างรวดเร็ว สำหรับในประเทศไทย ตามรายงานของกระทรวงสาธารณสุข พบว่ามีผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสซิกาครั้งแรกในปี พ.ศ.2555 และพบผู้ป่วยที่ยืนยันการติดเชื้อไวรัสซิกาเฉลี่ยปีละ 1-5 ราย อาการที่พบคือครั่นเนื้อครั่นตัว มีไข้เล็กน้อย บางรายมีผื่นแดงตามลำตัว อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ ตาแดง บริเวณดวงตามีอาการอักเสบของเยื่อบุตา ปวดกล้ามเนื้อ ปวดข้อ แต่ไม่ร้ายแรงและแทบไม่พบการเสียชีวิตด้วยโรคนี้
- โรคไข้ปวดข้อยุงลาย หรือโรคชิคุณกุนยา เป็นโรคที่มียุงลายเป็นพาหะนำโรค อาการของโรคไข้ปวดข้อยุงลายเหมือนกับโรคไข้เลือดออก คือไข้สูง มีผื่นขึ้น ปวดตามข้อ ปวดศรีษะ ปวดกล้ามเนื้อ เยื่อบุตาอักเสบ โดยผู้ป่วยมักจะมีอาการไข้สูงอยู่ในช่วง 3-7 วัน แต่สิ่งที่โรคไข้ปวดข้อยุงลายแตกต่างจากโรคไข้เลือดออกคือ เชื้อไวรัสชิคุณกุนยาจะไม่ทำให้พลาสม่าหรือน้ำเลือดรั่วออกนอกเส้นเลือด ส่วนใหญ่จึงไม่ทำให้ผู้ป่วยช็อกได้
วิธีป้องกันยุงลาย ตามหลัก 3 เก็บ ป้องกัน 3 โรค
อย่างที่เราอาจจะทราบกันมานานแล้ว ว่าการป้องกันโรคไข้เลือดออก สามารถทำได้โดยระวังตนเองอย่าให้ถูกยุงกัด โดยเฉพาะยุงลายที่ออกหากินในช่วงกลางวัน ใช้สารทากันยุง ใช้สารไล่ยุง สวมเสื้อผ้าที่ปิดร่างกายมิดชิด และต้องไม่ลืมกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย ด้วยมาตรการ 3 เก็บ คือ เก็บบ้าน เก็บขยะ และเก็บน้ำ ด้วยการปิดฝาภาชนะที่ใช้เก็บน้ำ หรือใส่ทรายอะเบทในน้ำเพื่อกำจัดลูกน้ำยุงลาย หมั่นเปลี่ยนน้ำบ่อย ๆ คว่ำวัสดุที่อาจมีน้ำขัง และควรจัดบ้านให้โล่งโปร่ง จะได้ไม่มีมุมอับที่ยุงจะไปซ่อนตัวอยู่ ก็จะช่วยลดการแพร่ระบาดของโรคได้มากเลยทีเดียว
ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับโรคไข้เลือดออกที่ต้องทำความเข้าใจกันอีกครั้ง
โรคไข้เลือดออกเป็นโรคที่พบได้บ่อยในเขตร้อนและเขตอบอุ่น แต่ยังคงมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับโรคนี้ที่อาจทำให้การป้องกันและการรักษาไม่ถูกต้อง เช่น
- โรคไข้เลือดออกไม่ร้ายแรงเสมอไป รักษาหาย ไม่ถึงตาย แม้บางรายจะมีอาการไม่รุนแรง แต่ในกรณีที่โรครุนแรง อาจเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น เลือดออกในอวัยวะภายใน ภาวะช็อก สมองบวม หรืออวัยวะล้มเหลว ซึ่งอันตรายถึงชีวิต และมีกรณีตัวอย่างให้เห็นมาแล้วหลายรายว่าเสียชีวิตจากโรคไข้เลือดออก
- เป็นไข้เลือดออกครั้งเดียวแล้วจะไม่เป็นอีก การติดเชื้อไวรัสเด็งกี่มี 4 สายพันธุ์ หากเคยติดเชื้อสายพันธุ์หนึ่งแล้ว ร่างกายจะมีภูมิคุ้มกันเฉพาะต่อสายพันธุ์นั้น แต่ยังสามารถติดเชื้อสายพันธุ์อื่นได้ และมีโอกาสเกิดอาการรุนแรงมากขึ้น
- ไข้เลือดออกติดต่อจากคนสู่คน ไข้เลือดออกไม่ติดต่อจากคนสู่คนโดยตรง แต่แพร่ผ่านยุงลายที่กัดผู้ติดเชื้อและนำไวรัสไปแพร่สู่คนอื่น
- ระวังยุงลาย โดยเฉพาะตอนกลางคืน เป็นเรื่องที่หลายคนยังเข้าใจผิด ๆ กันอยู่ ทั้งที่ความจริง ยุงลายมักกัดในช่วงเวลากลางวัน โดยเฉพาะช่วงเช้าและบ่าย การป้องกันยุงกัดในช่วงนี้จึงสำคัญมาก
- ยาแก้ไข้ทั่วไปช่วยรักษาไข้เลือดออก ยาแก้ไข้ เช่น พาราเซตามอล อาจช่วยลดไข้ได้ แต่ห้ามใช้ยากลุ่มแอสไพรินหรือไอบูโพรเฟน เพราะอาจทำให้เลือดออกง่ายขึ้น ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยา
- เด็กเท่านั้นที่เสี่ยงต่อไข้เลือดออก ไม่ใช่แค่เด็ก แต่ทุกคนมีความเสี่ยงต่อโรคไข้เลือดออก ไม่ว่าจะเป็นเด็ก ผู้ใหญ่ หรือผู้สูงอายุ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีการระบาด
- ไข้เลือดออกหายได้เองโดยไม่ต้องพบแพทย์ ผู้ที่เสียชีวิตส่วนใหญ่ เมื่อไข้ลดลงแล้ว ผู้ป่วยอาจคิดว่าหายแล้วจึงหยุดการรักษา ทั้งที่ในความจริงเชื้อกำลังเข้าสู่ระยะที่ 2 ซึ่งอาจนำมาซึ่งภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ ได้ ดังนั้น การปล่อยให้โรคหายเอง เสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง ควรรีบพบแพทย์เมื่อมีอาการไข้สูงและสงสัยว่าอาจติดเชื้อ
- การใช้ยากันยุงป้องกันได้ 100% ยากันยุงช่วยลดโอกาสถูกยุงกัด แต่ไม่สามารถป้องกันได้ทั้งหมด ควรใช้มาตรการอื่นร่วมด้วย เช่น กำจัดแหล่งน้ำขัง ติดมุ้งลวด หรือสวมเสื้อผ้าปกปิด
การเข้าใจโรคไข้เลือดออกอย่างถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อป้องกันและลดผลกระทบร้ายแรงจากโรคนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ






























