กลายเป็นเรื่องใหญ่ที่ใครหลายคนมองว่าวุ่นวายและเดือดร้อนทันที เมื่อประเทศไทยมีการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวดขึ้นเกี่ยวกับการสวมหมวกนิรภัยขณะขับขี่หรือซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ หรือที่เราเรียกกันภาษาปากว่าหมวกกันน็อกนั่นเอง ด้วยการ “เพิ่มโทษปรับ” และ “เพิ่มความรับผิดชอบของผู้ขับขี่” เหตุผลก็เพื่อเพิ่มความปลอดภัยบนท้องถนนและลดอัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ แต่ที่ทำให้ใครหลายคนมองว่าวุ่นวาย ก็คือ โทษปรับ ที่ดูเหมือนจะแพงเกินไป ทั้งที่ในความเป็นจริงที่กฎหมายต้องปรับแพงและต้องเข้มงวดขึ้น ก็เพราะที่ผ่านมาไม่เคยมีใครกลัวเลย ต่อไปถ้าเสียดายเงินจ่ายค่าปรับ ก็ให้ไปหาหมวกกันน็อกมาใส่ เพื่อความปลอดภัยของตัวเราเอง
กฎหมายใหม่เพิ่งประกาศใช้เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน ที่ผ่านมานี้ โดยกำหนดให้ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์และผู้โดยสารทุกคน (รวมถึงเด็กเล็ก) ต้องสวมหมวกนิรภัย (หมวกกันน็อก) ตลอดเวลา ขณะขับขี่หรือโดยสารรถจักรยานยนต์ กรณีฝ่าฝืน หากผู้ขับขี่ไม่สวมหมวกนิรภัย จะมีโทษปรับ ไม่เกิน 2,000 บาท (จากเดิมมีโทษปรับไม่เกิน 500 บาท) และหากผู้โดยสาร (คนซ้อน) ไม่สวมหมวกนิรภัย ผู้ขับขี่ จะถูกปรับเพิ่มเป็น 2 เท่า ของค่าปรับปกติ นั่นหมายความว่า หากผู้โดยสารไม่สวมหมวกกันน็อก คนขับอาจถูกปรับสูงสุดถึง 4,000 บาท
นี่จึงเป็นเหตุผลให้ใครหลายคนต้องไปหาซื้อหมวกนิรภัยมาสวมใส่ เพราะแม้ว่าตัวคนซ้อนอาจจะไม่ต้องจ่ายค่าปรับเอง แต่ถ้าคนขับขี่ไม่อยากจะรับผิดชอบค่าปรับส่วนนี้ ก็ต้องจัดหาหมวกนิรภัยเตรียมไว้หรือให้ผู้ที่ซ้อนไปหาหมวกนิรภัยมาสวมใส่ หรือบางคนที่ต้องซ้อนท้ายจักรยานยนต์รับจ้างเป็นประจำก็อาจจะรู้สึกไม่สะดวกใจนักที่ต้องใช้หมวกสาธารณะร่วมกับลูกค้าคนอื่นทุกวัน ก็อาจจะไปหาหมวกนิรภัยมาใช้ส่วนตัวคนเดียว มิเช่นนั้น วันดีดีโดนตำรวจเรียกขึ้นมา ขำไม่ออกแน่นอนค่าปรับขนาดนี้ จะพูดจะบ่นอะไรมากก็ไม่ได้ ด้วยฝ่าฝืนกฎหมายเอง แล้วสำหรับมือใหม่ จะเลือกซื้อหมวกนิรภัยอย่างไรดี ที่ป้องกันได้ทั้งตำรวจเรียกและป้องกันอาการบาดเจ็บสาหัสจากอุบัติเหตุ
รู้จักประเภทของหมวกนิรภัย
หมวกนิรภัยมีหลายประเภท ควรเลือกให้เหมาะกับการใช้งานและความปลอดภัย
- Full-Face: เป็นหมวกนิรภัยประเภทที่ป้องกันได้ดีที่สุด สามารถปกป้องได้ทั้งศีรษะและใบหน้า เหมาะกับการขับขี่ทุกประเภท โดยเฉพาะการขับขี่ทางไกลหรือใช้ความเร็วสูง
- Open-Face: เป็นหมวกนิรภัยที่ปกป้องเฉพาะศีรษะและใบหน้าด้านข้างศีรษะ ให้ความรู้สึกโปร่งโล่ง ปกป้องเฉพาะส่วนบนและด้านข้างศีรษะ เหมาะกับการขับขี่ในเมืองระยะทางใกล้ ๆ และใช้ความเร็วไม่สูง
- Modular/Flip-Up: มีลักษณะคล้ายกับ Full Face แต่สามารถเปิดส่วนคางขึ้นได้ เพิ่มความสะดวกในการสื่อสารหรือดื่มน้ำ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความยืดหยุ่น
- Half-Helmet: เหมาะสำหรับการขับขี่ในเมืองที่ไม่ใช้ความเร็วสูง แต่ให้การปกป้องน้อยกว่า
- Off-Road/Motocross: เป็นหมวกนิรภัยที่ถูกออกแบบมาสำหรับการขับขี่ในทางวิบาก มีส่วนคางยื่นออกมาและบังลมหน้าขนาดใหญ่ เหมาะกับการขับขี่บนเส้นทางออฟโรด
- Road Cycling: หมวกนิรภัยสำหรับนักปั่นจักรยานบนถนน ออกแบบมาให้มีน้ำหนักเบา ระบายอากาศได้ดี
- Mountain Biking: หมวกนิรภัยสำหรับนักปั่นเสือภูเขา มีการปกป้องมากขึ้นและมักมีกระบังหน้าเพื่อกันแดดหรือเศษฝุ่น
เลือกขนาดที่เหมาะสม
สิ่งสำคัญอีกข้อหนึ่งสำหรับการเลือกซื้อหมวกนิรภัย คือต้องเลือกหมวกที่มีขนาดพอดีกับศีรษะของเรา ไม่หลวมและไม่คับจนเกินไป เพื่อป้องกันการกระแทกที่จะเกิดขึ้นกับศีรษะขณะเกิดอุบัติเหตุ หากตัวหมวกหรือสายรัดหลวมเกินไป อาจทำให้หมวกหลุดกระเด็นขณะเกิดอุบัติเหตุ ไม่มีอะไรเหลือปกป้องศีรษะ และอาจทำให้ศีรษะได้รับบาดเจ็บรุนแรงได้เมื่อกระแทกเข้ากับพื้นถนน
ดังนั้น เพื่อให้ได้หมวกนิรภัยที่พอดีกับศีรษะของเรามากที่สุด จึงควรวัดรอบศีรษะก่อนซื้อ โดยวัดขนาดศีรษะตรงส่วนที่กว้างที่สุด ด้วยการเอาสายวัดมาพันรอบศีรษะ ให้สายวัดอยู่เหนือคิ้วประมาณ 1 นิ้วแล้วอ้อมไปจนถึงโหนกศีรษะด้านหลัง นำเอารอบศีรษะที่วัดได้ไปเปรียบเทียบกับไซซ์ของหมวกนิรภัย จากนั้นเลือกหมวกที่มีขนาดใกล้เคียงกับรอบศีรษะ ทั้งนี้หากรอบศีรษะไม่ตรงตามขนของหมวกนิรภัยที่จะซื้อจริง แนะนำให้ลองสวมดูจากใบที่ขนาดเล็กก่อน เพื่อดูว่าแน่นพอดีกับขนาดศีรษะหรือไม่ แต่ก็ต้องไม่รู้สึกอึดอัด คับ หรือบีบรัดแน่นจนเจ็บ
หากเป็นมือใหม่ในการซื้อหมวกนิรภัย ไม่เคยรู้ขนาดรอบศีรษะของตัวเองมาก่อน หรือไม่เคยสวมหมวกนิรภัย แนะนำว่าควรไปเลือกซื้อที่ร้านเองจะดีกว่าการสั่งซื้อจากออนไลน์ เพราะจะได้ลองสวมใส่เพื่อตรวจสอบความกระชับ ก่อนลองสวม ให้ดึงสายรัดคางทั้ง 2 ข้างไปด้านข้างและค่อยสวมหมวก หากสวมหมวกแล้วรู้สึกว่าไม่พอดี นวมข้างแก้มไม่กระชับกับแก้ม หรือมีช่องว่างระหว่างหน้าผากกับร่องในหมวกที่สามารถสอดนิ้วเข้าไปได้ แปลว่าหมวกใบนั้นใหญ่เกินไป ให้เลือกหมวกที่สวมใส่แล้วรู้สึกแน่นและแนบติดกับศีรษะจะดีที่สุด
อย่างไรก็ตาม สำหรับมือใหม่ที่ไม่คุ้นกับการสวมหมวก อาจจะรู้สึกว่าหมวกใบที่พอดีกับศีรษะนั้นคับแน่นได้ เนื่องจากจะสวมใส่ค่อนข้างยาก ถ้าหากว่าหมวกใบนั้นไม่ได้คับแน่นจนรู้สึกอึดอัด ก็ให้เลือกใบที่เล็กที่สุดที่สามารถสวมใส่ได้พอดีและกระชับ เพื่อความปลอดภัยในขณะเกิดอุบัติเหตุ
การลองสวมใส่ ถือเป็นหัวใจสำคัญในการเลือกซื้อหมวกนิรภัย โดยเฉพาะกับคนที่ไม่เคยมีหมวกเฉพาะเป็นของตัวเองมาก่อน เพราะจะต้องเลือกใบที่ขนาดพอดี รู้สึกกระชับแน่นรอบศีรษะ แต่ไม่บีบรัดจนเจ็บ แก้มควรถูกบีบเล็กน้อย ไม่หลวมจนหมวกเคลื่อนที่ได้ง่าย สวมใส่แล้วลองขยับศีรษะไปมา ซ้ายขวา ขึ้นลง เพื่อดูว่าหมวกไม่หลุดหรือขยับมากเกินไป หมวกที่หลวมเกินไปอาจกระเด็นหลุดจากศีรษะเมื่อเกิดอุบัติเหตุ และหมวกที่แน่นเกินไป อาจบีบรัดจนรู้สึกเจ็บ และจะอดทนได้ยากมาก ๆ เมื่อต้องสวมใส่นาน ๆ หรือเดินทางไกล การสวมการถอดทำได้สะดวกหรือไม่ สายรัดคางปรับง่ายหรือไม่ รวมถึงต้องทดสอบทัศนวิสัย ต้องกว้างพอที่จะมองเห็นสภาพแวดล้อมขณะขับขี่ได้อย่างชัดเจน
ตรวจสอบมาตรฐานความปลอดภัย
เพราะหมวกนิรภัย เป็นอุปกรณ์ที่จะช่วยปกป้องศีรษะและใบหน้า (รวมถึงชีวิต) ของเราได้ไม่มากก็น้อยหากเกิดอุบัติเหตุขณะขับขี่ การเลือกซื้อหมวกนิรภัยจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องพิจารณาเลือกยี่ห้อที่มีมาตรฐานรับรอง เพื่อการันตีว่าหมวกนิรภัยที่เราซื้อมาใช้นั้นมีคุณภาพตามมาตรฐานที่กำหนด สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยกับชีวิตเรามากที่สุด สำหรับมาตรฐานที่ควรมองหาเมื่อซื้อหมวกนิรภัย คือ
- มอก. (ประเทศไทย) หมวกนิรภัยสำหรับผู้ใช้ยานพาหนะ ต้องเป็นไปตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก. 369-2539) โดยเครื่องหมาย มอก. ต้องมาคู่กับ QR Code
- JIS (ญี่ปุ่น)
- DOT (สหรัฐอเมริกา)
- Snell (สหรัฐอเมริกา-เข้มงวดมาก)
- CPSC (สำหรับหมวกจักรยานในสหรัฐอเมริกา)
- ECE (ยุโรป)
พิจารณาวัสดุ น้ำหนัก และการระบายอากาศ
สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) ได้มีการกำหนดมาตรฐานของหมวกนิรภัยสำหรับผู้ใช้รถจักรยานยนต์ ดังนี้
- แผ่นบังลม การกันแสงตั้งแต่ 50-80% หากกันแสงน้อยกว่า 80% ต้องระบุข้อความ “ใช้ในเวลากลางวันเท่านั้น”
- รองใน โฟมรองในหมวกต้องแข็ง นิ้วกดไม่ลง หนาตั้งแต่ 2.5 เซนติเมตร ขึ้นไป
- เปลือกหมวก ความหนาเปลือกนอกไม่ต่ำกว่า 4 มิลลิเมตร
- น้ำหนัก ต้องไม่เกิน 2 กิโลกรัม
- สายรัดคาง ต้องแข็งแรง ตัวล็อกต้องแน่น สายถักต้องนิ่ม ถักแน่น มีความกว้างไม่น้อยกว่า 20 มิลลิเมตร
ส่วนเรา ในฐานะคนซื้อ พิจารณาเลือกหมวกที่มีวัสดุแข็งแรง ประเภทเทอร์โมพลาสติก เป็นวัสดุที่นิยมที่สุด ราคาไม่แพง เช่น ABS, Polycarbonate หรือไฟเบอร์กลาส ที่จะมีน้ำหนักเบา แข็งแรงกว่าพลาสติกเล็กน้อย แต่ราคาสูงขึ้นมาอีก หรืออาจเป็นคาร์บอนไฟเบอร์ ที่แข็งแรงที่สุด เบาที่สุด แต่ก็ราคาสูงที่สุดด้วย นอกจากนี้ หมวกควรมีน้ำหนักเบาเพื่อความสะดวกสบาย ลดความเมื่อยล้าในการขับขี่ แต่ก็ต้องไม่เบาจนรู้สึกว่าไม่แข็งแรง ที่สำคัญ ควรมีช่องระบายอากาศที่ช่วยลดความร้อน ลดความอับชื้น และเหงื่อขณะขับขี่
งบประมาณ
การพิจารณาเลือกซื้อหมวกนิรภัย นอกเหนือจากคุณสมบัติพื้นฐานและสิ่งสำคัญที่กล่าวไปแล้ว หลายคนอาจจะพิจารณาเลือกจากงบประมาณด้วย เพราะราคาที่แตกต่างมักจะมาพร้อมกับวัสดุ คุณสมบัติ และคุณภาพที่แตกต่างกันไปด้วย อย่างไรก็ตาม การเลือกซื้อหมวกนิรภัยทั้งจากไปซื้อเองที่ร้านหรือสั่งซื้อจากออนไลน์ อย่าเลือกเพียงเพราะว่ามันเป็นใบที่ราคาถูกที่สุด หรือตั้งใจซื้อมาใช้เพียงเพื่อกันตำรวจจับปรับเท่านั้น เพราะหมวกนิรภัยคือการลงทุนเพื่อความปลอดภัยของตัวเราเอง หรืออาจเป็นคนที่เรารักที่ต้องนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์เป็นประจำ หมวกที่ราคาถูกมาก ๆ อาจเป็นหมวกที่ไม่ได้มาตรฐาน อาจช่วยปกป้องเราจากอาการบาดเจ็บสาหัสเมื่อเกิดอุบัติเหตุได้ไม่มากพอ
การซื้อหมวกนิรภัยราคาถูกมาก ๆ อาจดูเป็นทางเลือกที่ประหยัด เพราะใช้แค่ประเดี๋ยวเดียวกันตำรวจเรียกเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงแล้วมันมีความเสี่ยงสูงในเรื่องของความปลอดภัย ซึ่งเป็นวัตถุประสงค์หลักของกฎหมายที่บังคับให้ทุกคนสวมหมวกนิรภัยนั่นเอง เนื่องจากหมวกที่ราคาถูกมาก ๆ มีต้นทุนการผลิตต่ำ ส่งผลต่อมาตรฐานความปลอดภัยที่ไม่น่าเชื่อถือหรือไม่เพียงพอ ใช้วัสดุด้อยคุณภาพ โครงสร้างไม่แข็งแรงทนทาน แตกหักง่ายเมื่อเกิดการกระแทก หรือไม่สามารถกระจายแรงกระแทกได้ดีพอ ไม่มีประสิทธิภาพในการดูดซับแรง หรืออาจสร้างความอันตรายได้มากกว่าเดิม เมื่อเจอแรงกระแทก เช่น หมวกแตก ชิลด์หน้าแตก อันตรายต่อดวงตาและใบหน้ามากกว่าเดิม
การเลือกซื้อหมวกนิรภัยในราคาถูกมาก ๆ จึงเป็นการประหยัดในสิ่งที่ “ไม่ควรประหยัด” เพราะมันคือความปลอดภัยของตัวเราเอง ซึ่งถ้าหากมีงบประมาณที่จำกัด ก็ควรเลือกหมวกที่ได้มาตรฐาน มอก. หรือ DOT ที่มีราคาไม่แพงมาก แต่ยังคงให้ความสำคัญกับวัสดุและการรับรองมาตรฐาน มากกว่าจะเลือกหมวกที่ราคาถูกที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
อุบัติเหตุเป็นเหตุที่เกิดขึ้นโดยไม่คาดคิดและไม่มีใครอยากให้เกิด ถึงอย่างนั้นเราก็ไม่อาจทราบได้ว่ามันจะเกิดขึ้นเมื่อไร การไม่สวมหมวกนิรภัยไม่ต่างอะไรจากการใช้ชีวิตโดยประมาท เมื่อวานออกจากบ้านมาแล้วไม่เห็นเป็นอะไร วันนี้ทุกอย่างก็ปกติดี แต่พรุ่งนี้มันอาจเกิดขึ้นก็ได้ การมีหมวกนิรภัยสวมไว้บนศีรษะจะช่วยผ่อนหนักให้เป็นเบา เพราะอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์มักนำไปสู่การบาดเจ็บที่ศีรษะและการบาดเจ็บที่สมอง ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิต การสวมหมวกนิรภัยที่ได้มาตรฐาน จะช่วยลดความรุนแรงของการบาดเจ็บที่ศีรษะได้ถึงร้อยละ 69 และลดความเสี่ยงการเสียชีวิตได้ถึงร้อยละ 42 เลยทีเดียว (ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก)
หรือในกรณีที่เป็นอุบัติเหตุเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ไม่ถึงกับชีวิต การสวมหมวกนิรภัยไว้กับศีรษะ ก็ช่วยป้องกันการเสียดสีกับพื้นถนน ซึ่งจะช่วยลดบาดแผลฉีกขาดหรือบาดแผลถลอกบริเวณศีรษะและใบหน้าได้เช่นกัน ด้วยการบาดเจ็บที่ศีรษะที่แม้ว่าจะดูไม่รุนแรง ก็อาจส่งผลกระทบระยะยาวต่อคุณภาพชีวิต เช่น ปัญหาด้านความจำ การพูด การเคลื่อนไหว หรือการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ การสวมหมวกนิรภัยให้เป็นนิสัยในทุกครั้งที่ต้องสตาร์ตรถหรือเมื่อซ้อนท้าย จึงเป็นการลงทุนเพื่อชีวิตอย่างหนึ่ง






























