Home Work & Living Living นานาเหตุผลของคนที่ชอบ “ทำบ้านรก”

นานาเหตุผลของคนที่ชอบ “ทำบ้านรก”

เชื่อว่าหลายคนคงนึกสงสัยถึงระบบความคิดของคนประเภทหนึ่งที่ “ชอบทำบ้านรก” ว่าพวกเขาทนอยู่ในบ้านแบบนั้นไปได้อย่างไร เพราะคนประเภทหนึ่งมีความเป็นระเบียบเรียบร้อยสูงมาก ไม่สามารถที่จะทนเห็นอะไรที่ดูไม่เป็นระเบียบ หรือผิดที่ผิดทางได้ พวกเขาจึงไม่สามารถทนอยู่ในบ้านที่รก ๆ ได้ แต่ในทางตรงกันข้าม มีคนอีกประเภทที่ไม่มีปัญหาอะไรเลยที่จะต้องอยู่ในบ้านที่รก ๆ แต่ความรกที่ว่านั้น คือรกอยู่ในระดับที่จัดการได้ ไม่ใช่เละเทะแบบเน่าหนอนสุมขยะเปียก แต่รกแบบข้าวของถูกวางทิ้งเกลื่อนกลาด ไม่มีความเป็นระเบียบเรียบร้อย เก็บนั่นเก็บนี่เอาไว้ตามที่ตัวเองสะดวกใช้โดยไม่ได้คำนึงว่ามันใช่ที่ที่ควรจะอยู่ไหม และแน่นอน เจ้าของบ้านมักเป็นคนทำรกด้วยตัวเอง

เพราะเป็นคนทำรกด้วยตัวเอง หากวันไหนนึกครึ้มขึ้นมาหรือมีอารมณ์อยากทำความสะอาด คนประเภทนี้ก็สามารถลุกขึ้นมาจัดการทำความสะอาดบ้านรก ๆ นี่ได้ด้วยตัวเองเช่นกัน แต่ส่วนใหญ่จะนาน ๆ ทำที หรือต้องรู้สึกขยันขึ้นมาจริง ๆ ถึงจะทำ แต่เชื่อไหมว่าพวกเขาจะอยู่ในบ้านที่สะอาดตานี่ได้ไม่นานนักหรอก สุดท้ายมันก็จะกลับมารกอยู่ดี และถ้าหากลองสังเกตดู ส่วนใหญ่มันจะกลับไปรกในรูปแบบเดิม ราวกับมีแบบแผนว่าต้องรกแบบนี้แหละถึงจะเป็นสไตล์ แล้วทำไมกันนะบางคนถึงชอบที่จะทำให้บ้านรก โดยเฉพาะคนที่อยู่คนเดียว ไม่มีคนอื่นมาคอยช่วยเก็บให้เป็นที่เป็นทาง

ความจริงเบื้องหลังของคนกลุ่มนี้ไม่ใช่แค่ความขี้เกียจ หรือซกมก หรือพวกเขาเป็นพวกที่ไม่มีระเบียบในชีวิต แต่มันยังมีจิตวิทยาที่อธิบายได้ว่าทำไมบางคนถึงชอบทำบ้านให้รก ชอบที่จะอยู่แบบรก ๆ มากกว่าบ้านที่เป็นระเบียบสะอาดตา (แล้ววันดีคืนดีพวกเขาก็อาจจะลุกขึ้นมาทำความสะอาดได้เองเหมือนกัน) แต่บ้านรก ๆ ที่ว่านี่ก็มีข้อแม้ว่าต้องเป็นบ้านของพวกเขาเอง และพวกเขาเป็นคนทำรกเอง ถ้าให้ไปอยู่ที่อื่นที่รก ๆ พวกเขาก็ไม่เอาเหมือนกัน!

1. ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต

การจัดบ้าน แค่คิดก็เหนื่อยแล้ว เพราะมันเหมือนกับต้องทำให้เรียบร้อยทั้งหมด โดยเฉพาะบรรดาพนักงานประจำที่ทำงาน 5 วันต่อสัปดาห์ มีวันหยุดเพียง 2 วัน หรือบางคนที่ทำงาน 6 วันต่อสัปดาห์ แล้วมีวันหยุดเพียงวันเดียว คนกลุ่มนี้ส่วนมากจะ “หมดพลังงาน” ไปกับการทำงานในแต่ละวันที่ต้องใช้พลังสมอง พลังกาย และพลังใจ เหนื่อยหน่ายกับการเดินทางในแต่ละวัน ต้องออกจากบ้านแต่เช้ามืด กว่าจะกลับถึงบ้านก็ค่ำมืด วนลูปไปแบบนี้ ในวันหยุดสุดสัปดาห์พวกเขาก็ไม่มีแรงเหลือที่จะมาจัดบ้านอีก วันหยุดคือวันที่อยากพักจริง ๆ ไม่ใช่วันที่จะมาเก็บกวาด แต่จะไปจัดการกับงานบ้านที่ “สำคัญกว่า” เช่น การซักผ้า กว่าทุกอย่างจะเสร็จก็หมดเวลา เตรียมตัวทำงานในสัปดาห์ใหม่

นอกจากนี้ การที่คนกลุ่มนี้หมดเวลาไปกับการทำงานทั้งสัปดาห์ พวกเขาจะไม่มีพลังงานมากพอที่จะมาคิดทุกอย่างให้เป็นระบบ ไม่มีจุดที่รองรับของที่ใช้ทุกวัน เมื่อไม่มีที่เก็บที่เหมาะสมก็จะวางกอง ๆ ไว้จนรก ความเครียดจากที่ทำงาน ทำให้ใจว้าวุ่น ไม่มีพลังใจมากพอที่จะจัดเก็บอะไร ปล่อยให้มันรกไปก่อน ในเวลานี้เรื่องการจัดบ้านกลายเป็นเรื่องไม่สำคัญ ไม่เร่งด่วนเท่ากับความยุ่งยากที่ที่ทำงาน เพราะการจัดบ้านให้เป็นระเบียบเป็นเรื่องที่ต้องใช้ทั้งสมาธิ ใช้การตัดสินใจ และต้องออกแรงจัดการเก็บบ้านด้วย ซึ่งมันเป็นเรื่องที่ทำได้ยากเมื่อสมองล้า ร่างกายอ่อนเพลีย เมื่อการจัดบ้านเป็นเรื่องไม่เร่งด่วน มันจึงกลายเป็นเรื่องที่ “เอาไว้ก่อน” ถูกเลื่อนออกไปเรื่อย ๆ จนกลายเป็นดินพอกหางหมู

2. ความสัมพันธ์กับความคิดสร้างสรรค์

เคยได้ยินไหมว่าคนที่ชอบทำบ้านรก มีแนวโน้มที่จะเป็นคนฉลาด! นี่ไม่ใช่สิ่งที่คนกลุ่มนี้มโนขึ้นมาเพื่อหาเหตุผลเข้าข้างตัวเอง แต่เป็นข้อมูลจากงานวิจัยที่ระบุว่าคนที่ชอบทำบ้านรกนั้น มักเป็นพวกที่นึกอยากจะวางอะไรก็วาง เก็บของไม่เป็นที่ ด้วยเป็นคนที่มีความคิดซับซ้อนกว่าคนปกติ และคิดอะไรหลายอย่างพร้อมกัน ซึ่งแม้ว่าจะดูรกสำหรับคนอื่น แต่เจ้าตัวเองจะรู้ว่าของทุกชิ้นอยู่ตรงไหนและสามารถหาเจอได้เสมอ เพราะในความรกนั้นมีระบบที่มีแค่พวกเขาเท่านั้นที่เข้าใจ อีกนัยหนึ่งมันไม่ต่างอะไรกับการที่ต้องเจอกับความยุ่งเหยิงอยู่ตลอดเวลา คนกลุ่มนี้จึงสามารถรับมือ และตั้งสติกับอุปสรรคได้ค่อนข้างเร็ว

นอกจากนี้ คนที่จะทำบ้านรกได้นั้น ต้องเป็นคนที่มีความคิดสร้างสรรค์หรือเป็นคนที่ชอบใช้ความคิดเชิงนามธรรม พวกเขามักมองว่าความเรียบร้อยเป็นข้อจำกัด ในขณะเดียวกัน พวกเขารู้สึกว่าความรกที่พวกเขาสร้างขึ้นนั้น มัน “รกอย่างมีระบบ” ซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมที่กระตุ้นจินตนาการ กระตุกความคิดได้ดี ดังที่จะเห็นว่าบางคนที่บนโต๊ะทำงานที่มีของวางกระจายอยู่มากมาย กลับช่วยให้พวกเขาคิดงานได้ดีกว่าตอนอยู่ในพื้นที่ที่ดูสะอาดเกินไป มันทำให้รู้สึกถึงความสบายใจและปลอดภัยในสภาพแวดล้อมที่มีของกระจายอยู่ สะท้อนความเป็น “พื้นที่ส่วนตัว” ที่ไม่ต้องการความสมบูรณ์แบบหรือการตัดสินจากใคร รวมถึงไม่ต้องการกดดันตัวเองด้วยมาตรฐานความเรียบร้อยด้วย

3. ให้ความรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัย

อย่างที่บอก หลาย ๆ คนไม่ชอบอยู่ในสภาพแวดล้อมที่สะอาดเกินไป พวกเขาจะรู้สึกสบายใจมากกว่าในพื้นที่ที่มีของเยอะ เพราะมันทำให้รู้สึกเหมือนกับอยู่ใน “ที่ของตัวเอง” ความรกที่มีรูปแบบและอยู่ในเกณฑ์ที่ควบคุมได้ กลายเป็นสิ่งที่สะท้อนถึงตัวตนและความอบอุ่น เช่น บางคนรู้สึกไม่สบายใจที่ต้องอยู่ในบ้านที่ดูโล่งเกินไป ด้วยอาจทำให้รู้สึกเหงาหรือไม่เป็นส่วนตัว ที่สำคัญ การจัดบ้านให้เรียบร้อยก็อาจเป็นเรื่องเครียดสำหรับบางคนด้วย โดยเฉพาะถ้าพวกเขามีความรู้สึกว่าต้องทำให้บ้าน “สมบูรณ์แบบ” เหมือนกับทุกอย่างที่ต้องทำให้เป๊ะอยู่ตลอด เมื่อพวกเขารู้สึกกดดันกับมาตรฐานที่ตั้งไว้สูงเกินไป พวกเขาอาจเลือกที่จะปล่อยให้บ้านรกแทน เพื่อหลีกเลี่ยงความรู้สึกที่ถูกกดดัน

อีกอย่างก็คือ พวกเขาสบายใจในความยุ่งเหยิง ด้วยความรู้สึกที่ปลอดภัยกับสภาพแวดล้อมดังกล่าว อาจทำให้พวกเขารู้สึกเคยชินกับความรกจนไม่รู้สึกว่ามันรกอีกต่อไป อย่างการเห็นกองหนังสือหรือของใช้วางอยู่ที่เดิมมาหลายเดือน ซึ่งตนเองก็คุ้นเคยและสะดวกที่จะหยิบใช้จากบริเวณนี้ ทำให้มองว่าเป็นที่ปกติ หรือบางทีพวกเขาอาจรู้สึกว่าการที่ต้องจัดเก็บของเข้าที่ทุกครั้งหลังใช้งานทั้งที่มันก็ต้องหยิบออกมาใช้อยู่ทุกวัน เป็นเรื่องที่ใช้เวลา ใช้พลังงานมากเกินไป มันไม่สะดวกต่อการหยิบจับ การปล่อยให้รกไปเลยจึงกลายเป็นทางเลือกที่ง่ายกว่า ไม่อยากมาเสียเวลาจัดเก็บและรู้สึกว่าไม่จำเป็น แม้ว่าวันหนึ่งพวกเขาจะลุกขึ้นมาจัดเก็บบ้าน สุดท้ายก็จะทำมันรก “ตามรูปแบบเดิม” อยู่ดี

4. บุคลิกภาพแบบเปิดรับและไม่ยึดติดกับกฎเกณฑ์

บุคลิกภาพแบบเปิดรับ (Openness) พวกเขามีความยืดหยุ่นสูง ใช้ชีวิตแบบสบาย ๆ และมักจะไม่สนใจกฎเกณฑ์เรื่องความเป็นระเบียบเรียบร้อยอะไรมากนัก พวกเขาชอบความเป็นอิสระและไม่อยากถูกจำกัดด้วยกฎเกณฑ์ พวกเขาอาจมองว่าความรกเป็นเรื่องธรรมชาติ จึงไม่ใส่ใจว่าบ้านจะต้องเรียบร้อย บ้านเป็นแค่ที่พักชั่วคราวของพวกเขาที่ไม่ได้จำเป็นขนาดที่ต้องเหนื่อยมาจัดให้เป็นระเบียบเรียบร้อย เพราะมันจะเรียบร้อยได้ไม่นาน สุดท้ายพวกเขาก็จะทำมันรกอยู่ดี เพราะพวกเขาให้ความสำคัญกับความสะดวกสบายของตัวเองมากกว่า เคยชินกับอะไรที่วางกองไว้ตรงไหนก็จะไม่เปลี่ยนที่มันเด็ดขาด (และไม่ยอมให้ใครมาเปลี่ยนที่ด้วย) ไม่อย่างนั้นพวกเขาจะหามันไม่เจอ!

คนประเภทนี้อาจดูเป็น “คนขี้เกียจ” ในสายตาของคนอื่น แต่สำหรับพวกเขาแค่รู้สึกว่ามัน “ไม่จำเป็น” ที่จะต้องเสียเวลาเสียพลังงานเอามันไปเก็บที่เลย ถ้าลองสังเกตดูพวกเขาจะมีแบบแผนความรกเป็นของตัวเอง ยกตัวอย่างง่ายที่สุดก็คือ พวกเขาจะไม่เก็บของในที่ที่มันควรจะอยู่ แต่จะวางกองไว้บริเวณที่ตัวเองคุ้นเคยหรือหยิบจับมาใช้ได้สะดวกเท่านั้น และเพราะของเหล่านั้นมักอยู่ในที่ที่ไม่ควรอยู่ หากมีคนนอกไปหาบริเวณที่ของสิ่งนั้นควรอยู่ก็จะหามันไม่เจอ แต่เจ้าตัวคนที่ทำรกจะรู้ว่าของแต่ละชิ้น (ที่ไม่อยู่ในที่ที่ควรอยู่) อยู่ตรงไหน และสามารถหาเจอได้เสมอ เพราะในความรกนั้นจะมีระบบและแบบแผนที่พวกเขาเข้าใจคนเดียว

5. ความผูกพันกับสิ่งของ

บ้านของคนหลายคนไม่ได้รกเพราะข้าวของไม่เป็นระเบียบ แต่รกเพราะมีนิสัยเก็บนั่นเก็บนี่มากเกินไป เคยเป็นไหมที่เห็นของบางอย่างแล้วรู้สึกว่าสักวันหนึ่งมันอาจจะมีประโยชน์ก็ได้ ก็เลยซื้อมาไว้ก่อนหรือเก็บเอาไว้ก่อนยังไม่ยอมทิ้ง ซึ่งคนบางคนก็มีแนวโน้มที่จะเก็บสิ่งของไว้แม้ว่าจะไม่ได้ใช้ประโยชน์ก็ตาม อาจเพราะรู้สึกว่าของเหล่านั้นมีความสำคัญทางจิตใจ เช่น เป็นของที่เคยใช้ในความทรงจำดี ๆ หรืออาจคิดว่า “อาจได้ใช้ในอนาคต” จึงทำให้บ้านดูรก ด้วยมีแต่ของที่ดูไม่ใด้ใช้ประโยชน์อะไรเลย คนกลุ่มนี้ แม้ว่าอาจจะไม่ได้ถึงขั้นเป็นโรคสะสมของ (ซึ่งเป็นอาการผิดปกติ) แต่พวกเขาอาจมีนิสัยเก็บของจนล้นพื้นที่นั่นเอง

เพราะคนกลุ่มนี้มองว่าของทุกชิ้นมีความหมาย จึงยากที่จะตัดใจทิ้งของเหล่านั้นได้ลง หรือบางคนอาจมีจินตนาการ มีความคิดว่าของเหลือใช้บางอย่างสามารถนำมา DIY ใช้ประโยชน์ในอนาคตได้ จึงเก็บของเหล่านั้นไว้ก่อน แต่ตัวเองก็ไม่มีเวลาหรือโอกาสได้ลงมือทำจริง ๆ จัง ๆ เสียที ของที่เก็บไว้รอวันใช้ประโยชน์จึงเป็นเหมือนขยะที่ไม่มีประโยชน์อะไรเลย เมื่อตั้งใจไว้ทำทีหลัง ของจึงกองมากขึ้นเรื่อย ๆ และทำให้บ้านรกไปโดยปริยาย โดยความแตกต่างของคนกลุ่มนี้กับคนที่ชอบสะสมขยะก็คือ ให้สังเกตสิ่งที่พวกเขาเก็บ ก็คือต้องเป็นของที่สามารถเห็นได้ว่ามันแปลงสภาพไปใช้ประโยชน์อย่างอื่นได้ (เพียงแต่ยังไม่ได้ทำ) กับการเก็บทุกอย่างที่ใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้อีกแล้ว นั่นคือขยะ

เพราะฉะนั้น การที่ใครหลายคนชอบทำบ้านรก ไม่ค่อยจัดการข้าวของของตัวเองให้เป็นระเบียบเรียบร้อย (ในระดับที่จัดการได้ และไม่ใช่ลักษณะของการทิ้งให้ทุกอย่างจนเละเทะเน่าหนอน) มักสะท้อนถึงบุคลิกภาพ ความเคยชิน และวิถีชีวิตของคนแต่ละคน การที่พวกเขาชอบอยู่ในบ้านที่รก ๆ อาจไม่ได้หมายความว่าพวกเขาผิด แต่อาจเป็นเพียงวิธีการใช้ชีวิตในแบบที่พวกเขารู้สึกสบายใจและตอบสนองความต้องการของตัวเองเท่านั้น หากการทำบ้านรกของพวกเขาไม่ได้เป็นภาระให้ใครมาจัดเก็บให้ และไม่ได้เละเทะขนาดที่เรียกว่าสกปรกหรือซกมก มันก็ไม่ใช่ปัญหาอะไรที่น่าหนักใจ