หากคุณเป็นคนหนึ่งที่อยากจะก้าวเข้าสู่วงการดูแลผิว เพราะเริ่มทนมองสภาพหน้าพัง ๆ ของตัวเองในกระจกไม่ไหวแล้ว แต่ก็ดันไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นจากตรงไหนดี ด้วยความที่ไม่เคยใช้สกินแคร์อะไรมาก่อน แต่งหน้าก็ไม่เป็น ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับสกินแคร์เลยด้วยซ้ำ แถมสกินแคร์ที่มีขายตามท้องตลาดก็มีตั้งร้อยแปดพันอย่าง แต่ละตัวใช้ทำอะไรบ้างก็ไม่รู้ ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นหยิบอะไรมาใช้ก่อนดี ดังนั้น มันจึงดูไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับมือใหม่ที่คิดจะเข้าวงการนี้
แต่…บรรดามือใหม่กลับไม่รู้ ว่าจุดเริ่มต้นในการดูแลผิวหน้ามันไม่ได้ยากและซับซ้อนอะไรขนาดนั้น เพราะสิ่งแรกที่คุณควรทำ มันจะต้องง่ายที่สุด นั่นก็คือ การปกป้องผิวหน้าจากแสงแดด เนื่องจากรังสีอัลตราไวโอเลต (UV) จากแสงแดดนั้นเป็นอันตรายต่อผิวหน้าอย่างมาก โดยเฉพาะรังสี UVA และ UVB ที่สามารถทำร้ายผิวมากที่สุด หลัก ๆ คือ การทำลายปราการผิว ทำให้ผิวสูญเสียความสามารถในการป้องกันตัวเอง สูญเสียความชุ่มชื้น หมองคล้ำ แก่ก่อนวัย และเสี่ยงต่อการติดเชื้อ
สำหรับรังสี UVA เป็นรังสีที่มีความยาวคลื่นมากที่สุด สามารถทะลุผ่านผิวหนังชั้นหนังกำพร้าเข้าไปถึงชั้นหนังแท้ได้ โดยจะกระตุ้นการสร้างเม็ดสี ทำให้เกิดฝ้า กระ ผิวหมองคล้ำ อีกทั้งยังทำลายคอลลาเจนและอีลาสติน ทำให้ผิวหย่อนคล้อยและเกิดริ้วรอย และเป็นสาเหตุสำคัญของการแก่ก่อนวัย ส่วนรังสี UVB แม้จะแทรกซึมได้แค่ในชั้นผิวหนังกำพร้า แต่ก็เป็นสาหตุของอาการผิวไหม้แดด ทำให้ผิวอักเสบ แสบร้อน ผิวแดง ลอก เกิดจุดด่างดำ ฝ้า รอยคล้ำ รวมถึงทำลาย DNA ของเชลล์ผิวหนัง จนอาจพัฒนาไปเป็นโรคมะเร็งผิวหนังได้ด้วย
ในเมื่อการปกป้องผิวจากแสงแดด คือขั้นตอนง่าย ๆ ที่ใคร ๆ ก็สามารถเริ่มต้นดูแลผิวได้ เพราะฉะนั้น สกินแคร์ตัวแรกที่สำคัญและจำเป็นที่สุดที่มือใหม่หัดดูแลผิวทุกคนต้องเริ่มใช้ก็คือ “ครีมกันแดด” นั่นเอง การใช้ครีมกันแดดทุกวันถือเป็นการลงทุนในสุขภาพผิวระยะยาวที่คุ้มค่าและมีประโยชน์มากที่สุด เพราะจะช่วยปกป้องผิวไม่ให้ถูกทำลาย ปกป้องไม่ให้ผิวเสีย ผิวพังแก้ยาก ซึ่งจะช่วยให้การใช้สกินแคร์ตัวอื่น ๆ สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นนั่นเอง
ครีมกันแดด สกินแคร์ตัวแรกที่สำคัญและจำเป็นที่สุด
เนื่องจากแสงแดดทำลายผิวได้มากกว่าที่คิด และเป็นสาเหตุหลัก ๆ ที่ทำให้ผิวเสีย หมองคล้ำ หน้าพัง และที่แย่ที่สุดก็คือ ดูแก่กว่าวัย การใช้ผลิตภัณฑ์ครีมกันแดด จึงเข้ามาช่วยปกป้องไม่ให้ผิวเสียเมื่อต้องออกแดด เพราะฉะนั้น หากคุณคิดที่จะเข้าวงการใช้สกินแคร์เพื่อดูแลผิวหน้า ครีมกันแดดจึงควรเป็นสกินแคร์ตัวแรกที่คุณต้องพิจารณาเลือกใช้ และต้องเลือกให้เหมาะสมกับการใช้งาน เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ปกป้องผิวได้สูงสุดด้วย ซึ่งต่อไปนี้ คือเหตุผลง่าย ๆ ที่คุณต้องใช้ครีมกันแดดในทุกวัน แม้วันที่อยู่บ้านก็ตาม
- ง่ายต่อการเริ่มต้น ครีมกันแดด เป็นสกินแคร์ที่หาซื้อง่าย ใช้ง่าย ไม่ได้มีวิธีใช้หลายขั้นตอน และอาจไม่จำเป็นต้องใช้อะไรเพิ่มเติมหากคุณไม่ได้แต่งหน้า หรือไม่อยากหนักหน้า แค่ทาหลังล้างหน้าก็พร้อมปกป้องผิวได้ตลอดวัน
- ปกป้องผิวจากรังสี UV รังสี UVA และ UVB จากแสงแดดทำให้ผิวสูญเสียความชุ่มชื้น หมองคล้ำ เกิดริ้วรอยก่อนวัย สารพัดจุดด่างดำ และเพิ่มความเสี่ยงเป็นมะเร็งผิวหนังด้วย การใช้ครีมกันแดดจะช่วยปกป้องผิวจากปัญหาเหล่านี้ได้
- ลดโอกาสเกิดจุดด่างดำและฝ้า ช่วยลดปัญหาผิวคล้ำเสียและความไม่สม่ำเสมอของสีผิว
- เสริมประสิทธิภาพการใช้สกินแคร์อื่น การใช้ครีมกันแดดช่วยรักษาผลลัพธ์จากผลิตภัณฑ์บำรุงผิวชนิดอื่น ๆ เช่น ไวท์เทนนิ่ง หรือผลิตภัณฑ์ลดเลือนริ้วรอย
จะเกิดอะไรขึ้นบ้างหากไม่ใช้ครีมกันแดด
แน่นอนว่าการไม่ใช้ครีมกันแดด ย่อมตามมาด้วยปัญหาผิวเสียสะสมต่าง ๆ โดยจะเริ่มเห็นผลเสียตั้งแต่ระยะสั้นแบบทันทีที่อยู่กลางแดดนาน ๆ ไปจนถึงระยะยาว ซึ่งผิวเสียเกินเยียวยา และอาจลุกลามจนกลายเป็นมะเร็งผิวหนังได้เลย
ผลเสียในระยะสั้น ที่อาจพบได้ทันทีเมื่อคุณอยู่กลางแดดแรง ๆ นาน ๆ
- อาการระคายเคืองหรืออักเสบ ผิวบางคนไวต่อแสงแดดมาก จึงอาจเกิดการระคายเคือง มีผื่นขึ้น หรือมีอาการอักเสบเนื่องด้วยแพ้แดด
- อาการผิวไหม้ หลังจากอยู่กลางแดดแรง ๆ นาน ๆ จะเกิดอาการผิวไหม้ แดง แห้งลอก เกิดการบาดเจ็บ
- ผิวคล้ำเสียและหมองคล้ำ เป็นอีกผลเสียที่เห็นผลลัพธ์ได้ทันที เนื่องจากรังสี UV จากแสงแดดกระตุ้นการผลิตเมลานิน ทำให้ผิวคล้ำขึ้นหรือไม่สม่ำเสมอ
ผลเสียในระยะยาว เป็นผลเสียที่อาจจะไม่ได้เห็นผลลัพธ์ในทันที แต่การออกแดดโดยไม่ใช้ครีมกันแดดจะค่อย ๆ ทำลายผิวไปเรื่อย ๆ จนปัญหาเริ่มสะสม
-
ริ้วรอยก่อนวัย รังสี UVA ทำลายคอลลาเจนและอีลาสตินในผิว ส่งผลให้ผิวเหี่ยวย่น มีริ้วรอย และหย่อนคล้อย
-
เกิดจุดด่างดำ ฝ้า กระ แสงแดดกระตุ้นการเกิดจุดด่างดำ ฝ้า และกระชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะคนที่มีความไวต่อแสงแดดเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว
-
เพิ่มความเสี่ยงต่อมะเร็งผิวหนัง การสัมผัสรังสี UV ซ้ำ ๆ โดยไม่มีการป้องกัน เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งผิวหนัง เช่น มะเร็งเมลาโนมา
-
ผิวบางและไวต่อสิ่งแวดล้อม เมื่อผิวถูกทำลายจากแสงแดด จะซ่อมแซมตัวเองได้ยากขึ้น และไวต่อการระคายเคือง เนื่องจากสูญเสียปราการผิว
วิธีเลือกครีมกันแดดสำหรับมือใหม่
1. ค่า SPF และ PA คืออะไร
- ค่า SPF (Sun Protection Factor) เป็นค่าที่บอกความสามารถของครีมกันแดดในการป้องกันรังสี UVB ซึ่งเป็นรังสีที่ทำให้ผิวไหม้ และเพิ่มความเสี่ยงต่อมะเร็งผิวหนัง คุณควรเลือกครีมกันแดดที่มี SPF 30-50 โดยพิจารณาจากระยะเวลาที่อยู่กลางแดดแล้วผิวเริ่มไหม้ เช่น ปกติคุณอยู่กลางแดด 10 นาทีแล้วผิวเริ่มไหม้ การใช้ครีมกันแดด SPF 30 จะช่วยยืดเวลาออกไปได้ 30 เท่า (10 x 30 = 300 นาที) ส่วนความสามารถในการป้องกันรังสี UVB ครีมกันแดดที่มี SPF 30 จะป้องกัน UVB ได้ประมาณ 97% ส่วนครีมกันแดดที่มี SPF 50 จะป้องกัน UVB ได้ประมาณ 98% ข้อควรรู้คือ ไม่มีครีมกันแดดที่สามารถป้องกันรังสี UVB ได้ 100% คุณจำเป็นต้องทาซ้ำทุก 2-3 ชั่วโมง หากออกแดดนาน
- ค่า PA (Protection Grade of UVA) เป็นค่าที่บอกความสามารถของครีมกันแดดในการป้องกันรังสี UVA ซึ่งเป็นรังสีที่แทรกซึมลึกถึงชั้นผิวหนัง ทำให้เกิดริ้วรอย จุดด่างดำ และความเสียหายในระยะยาว คุณจึงควรเลือกครีมกันแดดที่มี PA+++ หรือ PA++++ เพื่อเพิ่มระดับการป้องกันรังสี UVA ข้อควรรู้คือ ค่า PA ยิ่งมากยิ่งป้องกันได้ดี เหมาะสำหรับคนที่ต้องอยู่กลางแดดนาน
2. พิจารณาจากกิจกรรมที่ทำ
แม้ว่าคุณจะอยู่บ้านเฉย ๆ ไม่ได้ออกไปกลางแจ้ง แต่ก็ควรทาครีมกันแดด เนื่องจากรังสี UV ยังแผ่เข้ามาในที่พักอาศัยได้ แต่ให้พิจารณาครีมกันแดดจาก
- กิจกรรมของคุณอยู่ในร่มเป็นส่วนใหญ่ เลือกครีมกันแดดที่มีค่าตั้งแต่ SPF 30, PA++
- กิจกรรมกลางแจ้ง ออกแดดจัด ๆ อยู่กลางแดดนาน ๆ เลือกครีมกันแดดที่มีค่าตั้งแต่ SPF 50+, PA+++ หรือ PA++++
3. เนื้อสัมผัสที่เหมาะกับสภาพผิว
- ผิวมัน เลือกสูตรเจล สูตรน้ำ หรือเนื้อบางเบา (Oil-Free)
- ผิวแห้ง เลือกสูตรที่มีส่วนผสมของสารเพิ่มความชุ่มชื้น
- ผิวแพ้ง่าย เลือกสูตร Physical Sunscreen (ใช้ Zinc Oxide หรือ Titanium Dioxide) หลีกเลี่ยงสารที่อาจก่อให้เกิดการแพ้ เช่น น้ำหอม แอลกอฮอล์ และสารกันเสีย
4. ไม่มีสารที่อาจก่อการระคายเคือง
- ปราศจากน้ำหอมและแอลกอฮอล์
- ไม่มีสารกันเสีย
5. ประเภทของครีมกันแดด
- Chemical Sunscreen เป็นครีมกันแดดที่ช่วยดูดซับรังสี UV แล้วเปลี่ยนเป็นความร้อน ทำให้รังสี UV ไม่ผ่านลงสู่ผิว เนื้อบางเบา ซึมไว เหมาะกับการใช้ในชีวิตประจำวัน แต่ควรรออย่างน้อย 15-20 นาทีก่อนออกแดด
- Physical Sunscreen ป้องกันรังสี UV โดยการสะท้อนรังสีให้กระจายออกจากผิว เนื้อจะค่อนข้างหนัก แต่อ่อนโยน ระคายเคืองน้อย เหมาะกับผิวแพ้ง่าย
- Hybrid Sunscreen แบบผสมระหว่าง Chemical และ Physical สามารถดูดซับ ป้องกัน และสะท้อนรังสี UV ได้ เนื้อครีมไม่เหนียวเหนอะหนะ โอกาสระคายเคืองหรือแพ้ค่อนข้างน้อย
วิธีการใช้ครีมกันแดดให้มีประสิทธิภาพ
- ทาในปริมาณที่พอเหมาะ คือประมาณ 2 ข้อนิ้วมือ ไม่มากเกินไปจนหนักหน้า และไม่น้อยเกินไปจนไม่ปกป้องอะไรเลย
- ทาก่อนออกแดด 15-20 นาที
- แต้มครีมกันแดดบนใบหน้า 5 จุด (หน้าผาก จมูก แก้มทั้งสองข้าง และคาง) แล้วเกลี่ยให้ทั่ว
- อย่าลืมทาที่ลำคอ ใบหู และหลังมือ ซึ่งมักจะเป็นบริเวณที่ถูกละเลย
- ลงครีมกันแดดหลังสกินแคร์ตัวอื่น ๆ (ขั้นตอนสุดท้ายของการดูแลผิว) ก่อนแต่งหน้า
- ทาซ้ำทุก 2-3 ชั่วโมง หากต้องอยู่กลางแดดนานหรือมีเหงื่อออก
- ผู้ที่ต้องระวังแสงแดดเป็นพิเศษ อย่างผู้ที่ทำงานกลางแดด คนที่มีผิวขาวหรือผิวบาง ผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวป่วยเป็นมะเร็งผิวหนัง และผู้ใช้ผลิตภัณฑ์ไวท์เทนนิ่งหรือผลิตภัณฑ์ผลัดเซลล์ผิว ควรใช้ครีมกันแดดอย่างสม่ำเสมอ
ความเชื่อผิด ๆ ที่ต้องรู้เกี่ยวกับการใช้ครีมกันแดด
- อยู่ในร่ม ไม่ต้องทาครีมกันแดด รังสี UVA สามารถทะลุกระจกหรือหน้าต่างได้ และยังมีผลกระทบต่อผิวแม้อยู่ในบ้านหรือออฟฟิศ
- ครีมกันแดด SPF สูงใช้ครั้งเดียวพอทั้งวัน แม้ค่า SPF สูง แต่ประสิทธิภาพจะลดลงเมื่อเหงื่อออกหรือระหว่างวัน ต้องทาซ้ำทุก 2-3 ชั่วโมง
- ทาครีมกันแดดตอนเช้าพอ ไม่ต้องทาอีก การป้องกันของครีมกันแดดมีขีดจำกัด ต้องทาซ้ำเพื่อปกป้องผิวอย่างต่อเนื่อง
- ใช้เครื่องสำอางที่มี SPF ก็เพียงพอแล้ว ปริมาณเครื่องสำอางที่ใช้ไม่เพียงพอในการปกป้องผิว ต้องใช้ครีมกันแดดแยกต่างหาก
- ครีมกันแดดทำให้ผิวมันและอุดตัน ครีมกันแดดสูตรใหม่ ๆ มีหลายชนิดที่เหมาะกับผิวมันและผิวแพ้ง่าย เช่น สูตร Oil-Free หรือ Non-Comedogenic
- มีผิวคล้ำอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องใช้ครีมกันแดด ผิวคล้ำก็เสี่ยงต่อความเสียหายจากรังสี UV เช่น ริ้วรอย จุดด่างดำ และมะเร็งผิวหนัง
- ฤดูฝนหรือวันฟ้าครึ้ม ไม่ต้องใช้ครีมกันแดด รังสี UV ยังคงมีอยู่ในวันที่แดดไม่แรง และสามารถสะท้อนจากพื้นผิวต่าง ๆ ได้
- ใช้แค่เสื้อผ้าหรือหมวกก็เพียงพอ เสื้อผ้าปกปิดผิวได้เพียงบางส่วน ควรใช้ครีมกันแดดร่วมด้วยเพื่อป้องกันรังสี UV อย่างเต็มที่






























