หากย้อนไปเมื่อหลายปีก่อน ถ้าบ้านไหนที่ไม่ได้มีผู้ป่วยโรคระบบทางเดินหายใจอยู่ภายในบ้าน แต่มีไอเทมที่เรียกว่า “เครื่องฟอกอากาศ” อาจจะพออนุมานได้ว่าบ้านหลังนั้นมีฐานะทางเศรษฐกิจที่ค่อนข้างดี เข้าถึงความทันสมัยและเทคโนโลยีในเวลานั้น เนื่องจากปัญหาฝุ่นควันและมลพิษในช่วงนั้นยังไม่ได้แย่ถึงขั้นวิกฤติอย่างเช่นทุกวันนี้ เครื่องฟอกอากาศจึงถูกมองว่าเป็นสิ่งของฟุ่มเฟือยอย่างหนึ่งที่เกินความจำเป็น แต่ในเมื่อมีกำลังจ่าย บางครอบครัวก็ซื้อมาใช้ด้วยเหตุผลที่ว่าใส่ใจในคุณภาพอากาศและสุขภาพของคนในบ้าน หรือบ้านอาจอยู่ในพื้นที่ละแวกที่มีปัญหามลพิษเฉพาะพื้นที่ และบางบ้านอาจเลือกซื้อมาใช้งานเพื่อความสบายใจ แม้จะไม่มีความจำเป็นต้องใช้งานจริง ๆ
ทว่าในยุคนี้กลับตรงกันข้าม เพราะเครื่องฟอกอากาศไม่ได้เป็นสินค้าฟุ่มเฟือยที่ซื้อมาตั้งไว้เฉย ๆ เพื่อความสบายใจอีกต่อไปแล้ว แต่มันกลับกลายเป็นไอเทมที่ใกล้จะถึงระดับคำว่า “จำเป็นที่ต้องมีทุกบ้าน” เหมือนกับพัดลม ที่เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ทุกบ้านต้องมีไปแล้ว เนื่องจากปัญหามลพิษทางอากาศในทุกวันนี้กลายเป็นปัญหาหลักในชีวิตประจำวัน อากาศบริสุทธิ์หาได้ยาก ค่าฝุ่นจากรายงานข่าวสภาพแวดล้อมอยู่ในระดับอันตรายต่อสุขภาพแทบทุกวัน มองไปทางไหนก็รู้สึกว่าจมฝุ่นอยู่ตลอดเวลา การหายใจเอาอากาศที่เต็มไปด้วยฝุ่น PM2.5 จะทำให้เราตายผ่อนส่งเอาได้ ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว มันไม่ควรจะมีสิ่งมีชีวิตชนิดไหนต้องมาตาย เพียงเพราะการหายใจ!
แต่ในเมื่อเวลานี้ไม่มีใครที่จะช่วยดูแลชีวิตเราได้เท่ากับเราดูแลชีวิตตัวเอง ก็คงไม่มีทางเลือกที่ต้องซื้อไอเทมอย่างเครื่องฟอกอากาศมาใช้งาน ซึ่งก็ต้องบอกว่าการมีเครื่องฟอกอากาศติดบ้านช่วยให้เราหายใจได้ดีขึ้นเยอะ แม้ว่ามันจะเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุก็ตาม แต่มันก็จำเป็น อย่างไรก็ดี การรเลือกซื้อเครื่องฟอกอากาศอาจเป็นเรื่องยากสำหรับมือใหม่ที่ไม่รู้ว่าะต้องเริ่มต้นศึกษาจากตรงไหน ลองมาดูกันว่าหากจะซื้อเครื่องฟอกอากาศมาใช้สักเครื่องเพื่อให้เรามีอากาศบริสุทธิ์หายใจ จะต้องพิจารณาจากปัจจัยใดบ้าง เพื่อให้เหมาะสมกับความต้องการของคุณ
1. คำนึงถึงพื้นที่ที่ต้องการใช้งาน
- ให้พิจารณาจากขนาดห้องที่ต้องการใช้เครื่องฟอกอากาศว่ามีขนาดเท่าไร (วัดเป็นตารางเมตรหรือตารางฟุต)
- เครื่องฟอกอากาศแต่ละรุ่นที่วางขายอยู่ตามท้องตลาด จะระบุ “พื้นที่ครอบคลุม” เช่น 20-30 ตร.ม. เพื่อแสดงให้เห็นว่าเครื่องรุ่นนี้สามารถฟอกอากาศในห้องที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าไร แนะนำว่าให้เลือกซื้อเครื่องฟอกอากาศที่สามารถฟอกอากาศได้มากกว่าพื้นที่ครอบคลุมประมาณ 20-40% (เลือกพื้นที่ครอบคลุมให้ใหญ่กว่าห้องสักนิด)
- เพื่อประสิทธิภาพในการฟอกอากาศที่ดี ควรเลือกขนาดพื้นที่ครอบคลุมของเครื่องฟอกอากาศให้สอดคล้องกับพื้นที่ห้อง เผื่อไว้ให้ใหญ่กว่าห้องจริงสักเล็กน้อย
2. พิจารณาระบบการกรองอากาศ (ฟิลเตอร์)
- HEPA Filter (High-Efficiency Particulate Air) เป็นตัวกรองที่จำเป็นสำหรับการกรองฝุ่น PM2.5, ละอองเกสร และสารก่อภูมิแพ้ ถ้าเป็นแผ่นกรองที่ใช้กับเครื่องฟอกอากาศที่จะกรอง PM2.5 วัดที่ 0.3 ไมโครเมตร แนะนำ HEPA 13 ที่มีความสามารถในการกรองฝุ่นขนาด 0.3 ไมโครเมตร ได้ประมาณ 99.97% แต่ถ้าราคาถูกลงมาอีกนิด คือ HEPA 12 ที่กรองได้ประมาณ 99.50% ยิ่งเปอร์เซ็นต์ในการกรองสูง ก็จะใช้เวลาในการกรองฝุ่นสั้นลง ช่วยให้มลพิษในอากาศถูกเจือจางลงได้เร็ว และเราก็มีโอกาสได้หายใจด้วยอากาศบริสุทธิ์ได้เร็วขึ้นด้วย
- Activated Carbon Filter เป็นตัวกรองกลิ่นไม่พึงประสงค์ เช่น ควันบุหรี่ หรือกลิ่นอาหารจากห้องครัว
- Pre-Filter ช่วยกรองฝุ่นที่มีขนาดใหญ่ สำหรับบ้านที่มีสัตว์เลี้ยง และยืดอายุการใช้งานของฟิลเตอร์หลัก
- ระบบพิเศษอื่น ๆ เช่น Ionizer หรือ UV-C เป็นเทคโนโลยีที่ช่วยขจัดเชื้อแบคทีเรียและเชื้อไวรัส ฆ่าเชื้อโรคที่มากับอากาศ แต่ไม่จำเป็นเสมอไป
3. พิจารณาค่า CADR (Clean Air Delivery Rate)
- ค่า CADR คือค่าที่บ่งบอกความเร็วในการฟอกอากาศ (วัดจากปริมาณอากาศบริสุทธิ์ที่ผลิตได้จากเครื่องใน 1 นาที) เป็นค่าที่เราจำเป็นต้องรู้หากคิดจะซื้อเครื่องฟอกอากาศ
- ต้องเลือกค่า CADR ที่เหมาะสมกับขนาดห้อง เพื่อให้เพียงพอในการฟอกอากาศ
- ห้องเล็ก (20 ตร.ม.): CADR ≥ 120 ลูกบาศก์เมตร/ชั่วโมง
- ห้องใหญ่ (50 ตร.ม.): CADR ≥ 300 ลูกบาศก์เมตร/ชั่วโมง
4. งบประมาณ
- พิจารณางบที่สามารถจ่าย
- งบต่ำ (<3,000 บาท) จะเป็นเครื่องเล็ก ที่ใช้ได้กับห้องขนาดเล็ก
- งบกลาง (3,000-10,000 บาท) มีฟิลเตอร์ HEPA และเหมาะกับห้องขนาดกลางถึงใหญ่
- งบสูง (>10,000 บาท) จะมีฟังก์ชันขั้นสูงพ่วงมาด้วย เช่น เซ็นเซอร์ตรวจวัดคุณภาพอาการ
5. แบรนด์ที่เชื่อถือได้
- แบรนด์ยอดนิยมที่มีสินค้าเครื่องฟอกอากาศวางจำหน่ายตามท้องตลาด หรือแบรนด์ที่พอจะเคยได้ยินชื่อมาบ้าง ไม่แนะนำให้ซื้อแบรนด์ที่ไม่รู้จักเพียงเพราะเห็นว่าราคาถูก เพราะเสี่ยงจะได้ของไม่มีคุณภาพ กรองอากาศได้ไม่ดี รวมถึงไม่ทนทาน ใช้ได้ไม่นานก็เสีย ไม่คุ้มกับเงินที่จ่ายไป
- ลองหาอ่านรีวิวจากออนไลน์ เพื่อดูประสบการณ์การใช้งานจริงของคนที่ซื้อไปใช้แล้ว
6. การประหยัดพลังงานและเสียงรบกวน
- เครื่องที่มีโหมดประหยัดพลังงาน (Energy Saving)
- ตรวจสอบระดับเสียง (dB) การเปิดใช้งานในแต่ละระดับจะมีเสียงไม่เท่ากัน เพื่อให้เหมาะกับการใช้งานในช่วงเวลาต่าง ๆ โดยเฉพาะการใช้งานตอนกลางคืน อาจเลือกเครื่องที่มีโหมดเงียบ (Sleep Mode) เพื่อไม่ให้รบกวนการนอนหลับ (หรือควรมีเสียงต่ำกว่า 30 dB)
7. การดูแลรักษาในระยะยาว
- ตรวจสอบว่าฟิลเตอร์ทำความสะอาด/เปลี่ยนง่าย และราคาไม่แพง
- ฟิลเตอร์ HEPA อาจต้องเปลี่ยนทุก 6-12 เดือน (ขึ้นอยู่กับการใช้งาน)
- รุ่นที่มีไฟแจ้งเตือนการเปลี่ยนฟิลเตอร์จะช่วยให้ใช้งานสะดวกขึ้น
- ค่าไฟฟ้า กินไฟแค่ไหน
8. คุณสมบัติพิเศษเพิ่มเติม (ไม่จำเป็น เพียงแต่เป็นคุณสมบัติเสริม)
- มีเซ็นเซอร์ตรวจวัดคุณภาพอากาศ แจ้งระดับฝุ่นหรือมลพิษในห้อง และปรับความเร็วพัดลมอัตโนมัติตามระดับมลพิษ
- การเชื่อมต่อแอปพลิเคชัน ควบคุมผ่านสมาร์ตโฟนได้
- ระบบฆ่าเชื้อโรคด้วย UV หรือ Ionizer
- ดีไซน์ เลือกให้เหมาะกับสไตล์ห้อง






























