Home Inspiration รถเราไม่เก่าเลย ในที่สุดก็ได้ลองขับ MG MAXUS 9

ในที่สุดก็ได้ลองขับ MG MAXUS 9

ย้อนกลับไปเมื่อตอนที่ MG MAXUS 9 รถ MPV ไฟฟ้าสายพันธุ์หรู เปิดตัวใหม่ ๆ เมื่อปีที่แล้ว และได้เห็นรถคันจริง ๆ เริ่มวิ่งบนถนน ผมเองยอมรับว่า “ทึ่ง” กับความโดดเด่น ทั้งรูปโฉมและความเป็นไฟฟ้าล้วน และทำให้คิดไปถึงรถระดับใกล้เคียงกันอย่าง เกียร์ Carnival และโตโยต้า Alphard อย่างเลี่ยงไม่ได้

ซึ่งเมื่อทีมประชาสัมพันธ์ เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) แจ้งมาว่า “ช่วงนี้มีคิวรถ MAXUS 9 ให้ทดสอบนะครับพี่ปั๊ม” ผมเองก็ไม่รอช้า ขอโอกาสได้ลองขับ MPV ไฟฟ้า จากค่าย MG ที่มีราคารุ่นท็อป 2.699 ล้านบาทกันสักหน่อย ซึ่งแม้จะถือว่ามาช้าแต่ก็ดีกว่าไม่มาครับ

ทันทีที่ขึ้นไปนั่งอยู่หลังพวงมาลัย บอกเลยว่าไปไม่เป็นอยู่พักใหญ่ครับ (ฮา ๆ) เพราะแม้จะเคยขับ MG ไฟฟ้ามาแล้วทุกรุ่น แต่กับเจ้า MAXUS 9 มันเป็นอะไรที่ล้ำขึ้นไปอีก เพียงแค่จะปลดเบรกมือผมยังงมหาอยู่ตั้งนาน ก่อนจะตั้งสติและเริ่มต้นได้ว่า 80 เปอร์เซ็นต์ ต้องควบคุมจากหน้าจอดิสเพลย์

MG MAXUS 9 คันนี้ เป็นขุมพลังจากมอเตอร์ไฟฟ้าแบบ Permanent Magnet Synchronous Motor ที่ให้พละกำลังสูงสุดที่ 180 กิโลวัตต์ หรือ 245 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 350 นิวตันเมตร มีแบตเตอรี่แบบ Lithium-ion ขนาดความจุ 90 kWh สามารถวิ่งในระยะทางสูงสุด 540 กม. ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง ตามมาตรฐาน NEDC

อย่างไรก็ดี จากการใช้งานจริงตลอด 5 วัน ผมชาร์จไฟแบบเกือบเต็ม 100 เปอร์เซ็นต์เข้าไป 2 รอบ (ราว ๆ 95 เปอร์เซ็นต์) ข้อมูลขึ้นว่าวิ่งได้ระยะทางราว 400 กิโลเมตร ซึ่งก็ถือว่าเพียงพอต่อการขับไป-กลับ กรุงเทพฯ-ท่ามะกา (กาญจนบุรี) ที่มีระยะทางรวม 300 กิโลเมตร เพราะเมื่อขับกลับมาถึงกทม. ยังวิ่งได้อีกราว 100 กิโลเมตร

พูดถึงฟิลลิ่งในฐานะผู้ขับ ถือเป็นรถไฟฟ้าไซซ์ใหญ่ที่ออกแบบและเซตอัปการขับมาได้นุ่มนวลมาก สมกับเป็นทั้งรถผู้บริหารและรถครอบครัว ส่วนเรื่องอัตราเร่ง ด้วยกำลังสูงสุดที่ 180 กิโลวัตต์ หรือ 245 แรงม้า นั่นหายห่วง คุณกดคันเร่งได้ตามที่ต้องการเลย เพียงแค่ว่าถ้าเหยียบเพลิน ก็จะกินไฟมากขึ้นตามไปด้วยเท่านั้นเอง

เรียกได้ว่าเป็นรถที่ดูอุ้ยอ้าย แต่กระฉับกระเฉงสุด ๆ ไปเลย อย่างไรก็ดี รถระดับนี้ ไฮไลต์สำคัญไม่ได้อยู่ที่ฟิลลิ่งในการขับ แต่มันคือความสะดวกสบายของผู้โดยสารที่นั่งได้แบบสบาย ๆ รวม 7 ที่นั่ง ผมลองนั่งตั้งแต่เบาะหน้า ลงมาเบาะสองซึ่งเป็นแบบ VIP Captain Seat ไปจนถึงเบาะแถว 3 หลังสุด บอกเลยว่าชนะเลิศทุกที่นั่ง โดยเฉพาะเบาะแถวสอง VIP Captain Seat ปรับนอนราบได้เลย มีที่วางขา มีระบบทำความอุ่น ทำความเย็น มีระบบนวด มีโต๊ะพับเก็บได้แบบเครื่องบิน ว่าแล้วก็อิจฉาคนที่ได้นั่งจริง ๆ ครับ

ส่วนอัตราสิ้นเปลีอง ขอคำนวณแบบง่าย ๆ จากค่าชาร์จไฟที่ผมจ่ายไป 445.50 บาท ได้ไฟมา 49.50 kWh และวิ่งได้ทั้งสิ้น 405 กิโลเมตร เท่ากับว่าเสียค่าไฟ 1 บาทกว่า ๆ ต่อกิโลเมตร ความประหยัดกินขาด MPV หรู ในกลุ่มเดียวกันขาดลอยครับ และขอย้ำราคาอีกครั้ง ใครสนใจก็จัดไป คันนี้ 2.699 ล้านบาทครับ