เฟอร์รารี่ โตโยต้า และนักขับไทย

ใครที่เป็นแฟนภาพยนตร์เกี่ยวกับรถแข่ง คงต้องคุ้นเคยกับฉากการแข่งขันรถยนต์มาราธอนรายการระดับโลกอย่าง “24 Hours of Le Mans” หลายต่อหลายเรื่องนะครับ ตั้งแต่ยุค 70 มีเรื่อง Le Mans ที่นำแสดงโดย สตีฟ แม็คควีน หรือสมัยผมเรียนมหาวิทยาลัย เคยดูเรื่อง Michel Vaillant ที่สร้างจากการ์ตูนฝรั่งเศส มาในยุคนี้มีทั้ง Ford v Ferrari และล่าสุด Gran Turismo

หนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้การแข่งขัน Le Mans 24 ชั่วโมง ถูกหยิบมานำเสนอผ่านจอเงินก็คือ การแสดงให้เห็นถึงความทรหดทั้งรถแข่ง ทีมงาน นักขับ รวมไปถึงคนดู กับการต้องขับรถแข่งตลอด 24 ชั่วโมงแบบไม่มีพัก ภายใต้นักขับสลับกันขับ สลับกันไปนอน และยิ่งเจอฝนตกด้วยเป็นอะไรที่ท้าทายสุด ๆ ครับ เป้าหมายของทุกคันคือต้องแข่งให้จบเป็นอย่างน้อย ส่วนจะชนะหรือไม่ต้องไปวัดกันในช่วงท้าย

เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา มีการแข่งขัน Le Mans 24 Hours ประจำปี 2024 ที่ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งปัจจุบันรายการนี้เป็นหนึ่งในปฏิทินแข่งขันศึกรถยนต์มาราธอนชิงแชมป์โลก หรือ FIA World Endurance Championship ที่จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 92 ที่สำคัญในครั้งนี้เรามีนักแข่งไทยเข้าร่วมแข่งขันด้วย นั่นก็คือ “แท้งค์” คาร์ล วัฒนา เบนเนตต์ ลงแข่งในรุ่นใหญ่ Hypercar

ที่ผ่านมามีนักขับไทยเพียงแค่ 3 คนเท่านั้นนะครับที่เคยผ่านการแข่งขันรายการนี้ กับการแข่งรถยนต์ทางเรียบที่ได้รับการยกย่องให้เป็น 1 ใน 3 ของ Triple Crown ในวงการมอเตอร์สปอร์ตโลก รวมกับ เอฟวัน ที่โมนาโก และอินดี้ 500 ฝั่งสหรัฐฯ ซึ่งนักขับไทย 3 คนก่อนหน้านี้ คือ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพีรพงศ์ภาณุเดช หรือพระองค์พีระ, ต่อ ศรีอาชวนนท์ หรือต่อ เกรฟส์ และคุณเต๊อะ วุฒิกร อินทรภูวศักดิ์

โดย คาร์ล วัฒนา เบนเนตต์ ถือเป็นคนไทยคนที่ 4 ที่ได้ลงไปดวลความอึดของทั้งคนและรถที่ Le Mans ที่สำคัญนักขับดาวรุ่งไทยวัย 19 ปี ที่ได้ร่วมสังกัดทีมแข่งน้องใหม่ Isotta Fraschini จากอิตาลี ยังเป็นคนไทยคนแรกที่ได้ลงแข่งในคลาสใหญ่ที่สุดอย่าง Hypercar อีกด้วย ฉะนั้น ทุกย่างก้าวและผลการแข่งขันแต่ละสนามจะถือเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของวงการมอเตอร์สปอร์ตไทยทั้งสิ้น

ซึ่งรถแข่งรหัส Isotta Fraschini Tipo 6-C หมายเลข 11 ขับโดยแท้งค์และทีมเมทอีก 2 คน Antonio Serravalle และ France Jean-Karl Vernay ที่ควอลิฟายอันดับที่ 22 สามารถจบการแข่งขันได้ในอันดับที่ 14 ของรุ่นได้โดยไม่มีปัญหาใด ๆ นับว่าเป็นที่น่าพอใจสำหรับทีมใหม่ รถใหม่เป็นอย่างยิ่งครับ ที่สำคัญแม้จะยังไม่สามารถเก็บแต้มได้ แต่ก็ถือเป็นอันดับที่ดีที่สุดของทีมในฤดูกาลนี้

ส่วนทีมชนะในปีนี้ เป็นความยอดเยี่ยมของทีม Ferrari AF Corse ที่คว้าชัยได้เป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน หลังขับไปทั้งสิ้น 311 รอบ เฉือนชนะอันดับที่สอง Toyota Gazoo Racing ไปเพียงแค่ 14.22 วินาที ซึ่งช่องห่างไม่ถึง 15 วินาที สำหรับรายการนี้ถือว่าเป็นผลการแข่งขันที่ใกล้เคียงมาก ๆ เพราะ 4-5 ปีหลังสุดมา ผู้ชนะทิ้งห่างอันดับสองเป็นรอบ!

จุดนี้ผมมองว่าเป็นเพราะแนวทางการพัฒนาทั้งตัวรถเครื่องยนต์ของทีมแข่งแต่ละทีม ซึ่งตามกติกาของคลาส Le Mans Hypercar ไม่ได้บังคับเรื่องขนาดความจุเครื่องยนต์ เพียงแต่กำหนดกรอบให้ใช้เครื่องยนต์ไฮบริด ที่มีกำลังรวมสูงสุดไม่เกิน 500 กิโลวัตต์ (671 แรงม้า) และมีน้ำหนักขั้นต่ำไม่น้อยกว่า 1,030 กิโลกรัม ซึ่งทำให้แต่ละค่ายแข่งขันพัฒนาทั้งรถและเครื่องยนต์ลงสู่สนาม

ชัยชนะของเฟอร์รารี่ที่ Le Mans ด้วยเครื่องยนต์ 3.0L Turbo V6  เหนือ โตโยต้า 3.5L Turbo V6, ปอร์เช่ 4.6L Turbo V8, เปอโยต์ 2.6L Turbo V6 หรือกระทั่ง คาดิแลค 5.5L V8 นี่แหละครับกีฬาแข่งรถของจริง นักขับต้องเก่ง รถต้องอึด ที่สำคัญทีมพัฒนารถต้องเก่งด้วย ถือเป็นนวัตกรรมที่เกิดขึ้นจากสนามแข่งอย่างแท้จริงครับ

ส่วนใครที่ยังไม่รู้ว่า ศึก FIA World Endurance Championship ปีนี้มีนักแข่งไทยลงแข่งด้วย ก็ไปตามเชียร์ คาร์ล วัฒนา เบนเนตต์ กันได้ในสนามต่อไปรายการ 6 Hours of Sao Paulo ที่บราซิล 14 ก.ค. นี้นะครับ