เมื่อความเชื่อมั่นกลายเป็นจุดแข็งทางการตลาด

เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้มีโอกาสอ่านรายงานข่าวที่เป็นทั้งบทวิเคราะห์และสัมภาษณ์ผู้บริหาร “ไปรษณีย์ไทย” จากแอ็กเคานต์ @ktnewsonline ของกรุงเทพธุรกิจในแอปฯ X เป็นเนื้อหาที่อ่านแล้วใจฟูแทนพนักงานไปรษณีย์ไทย เมื่อคุณดนันท์ สุภัทรพันธุ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ระบุว่า “ปี 2566 ที่ผ่านมารายได้โตทะลุ 2 หมื่นล้านบาท กำไร 78 ล้าน หลังขาดทุนพันล้านสองปีต่อเนื่องและวางเป้าอีก 3 ปีขอลุยตลาดนอกประเทศ”

ทำไมถึงต้องใจฟูแทนพนักงานไปรษณีย์ทั่วประเทศ คำตอบง่าย ๆ ค่ะ เพราะไปรษณีย์ไทยกับคนไทยมีความผูกพันกันยาวนาน ไม่ว่าจะเป็นการส่งจดหมาย โปสการ์ด พัสดุ ธนาณัติ โทรเลข หรือแม้แต่จดหมายอากาศ หรือแอร์เมล เหล่านี้คือสิ่งที่คนในเจนเบบี้บูมเมอร์ เอ็กซ์ และวาย ต่างมีภาพจำในใจ จนกระทั่งโลกใบนี้เดินทางมาถึงยุคดอทคอม หลายคนบอกว่าไปรษณีย์จะหายไปเพราะผู้คนสื่อสารกันได้ง่ายขึ้น ไม่จำเป็นต้องส่งจดหมาย รอธนาณัติ หรือส่งข่าวเร่งด่วนผ่านโทรเลข จะมีแค่เหล่าใบแจ้งหนี้จากธนาคาร หรือสาธารณูปโภคเท่านั้นที่ยังต้องส่งเอกสารทางไปรษณีย์อยู่

แต่ไปรษณีย์ไทยก็ใช่ว่าจะยอมแพ้โดยง่าย เพราะยุคดอทคอมที่กลายมาเป็นโซเชียลมีเดียนั้น มาพร้อมกับอีคอมเมิร์ซหรือการขายของออนไลน์ ไปรษณีย์ไทยกลับมาคึกคักอีกครั้ง แต่ก็ต้องสู้กับคู่ต่อสู้จากต่างประเทศที่เอาเทคโนโลยี ของตนเองเข้ามาใช้ พร้อมสู้ด้วยการตลาดแบบตัดราคาที่ถูกมาก ๆ จนทำให้หลายคนตั้งข้อสังเกตว่า ให้บริการแบบราคาขาดทุนแบบนี้จะอยู่ได้นานแค่ไหน เพราะหมายถึงต้องมีทุนหนามาก ๆ

แต่ในความเดือดของธุรกิจ Logistic ที่ฟาดกันด้วยราคา ไปรษณีย์ไทยสู้กลับด้วยจุดแข็งของการให้บริการและความน่าเชื่อถือ และพนักงานไปรษณีย์ที่มีความชำนาญในพื้นที่มากกว่าขนส่งรายอื่น ซึ่งกลายเป็นจุดแข็งที่ทำให้เกิดความเชื่อมั่นของลูกค้า แม้ว่าจะมีราคาที่สูงกว่าเจ้าคู่แข่งที่ใช้ราคาเรียกลูกค้า แต่ท้ายที่สุดคำพูดที่ว่า “ของดีราคาถูกไม่มีอยู่บนโลกใบนี้” ก็ได้พิสูจน์ให้เห็น และไปรษณีย์ไทยกลายเป็นของดีสมราคา ที่พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์และเหล่านักชอปไม่ต้องลุ้น

อย่างผู้เขียนเองแม้จะไม่ได้เป็นนักชอปออนไลน์หรือขายของออนไลน์ แต่เวลาที่ต้องส่งพัสดุไปให้เพื่อนหรือบุคคลที่รู้จักในต่างจังหวัด ไปรษณีย์ไทยยังคงเป็นตัวเลือกแรกเสมอ เพราะส่วนตัวมีประสบการณ์ที่ดีกับบุรุษไปรษณีย์ถึงสองครั้ง ครั้งแรกเกิดขึ้นโดยไม่ได้เกี่ยวข้องกับการส่งพัสดุใด ๆ แต่ต้องไปเยี่ยมรุ่นน้องที่ป่วยหนัก ที่อยู่ที่ได้มาที่เปิดตาม Google Map พาไปถึงแค่หมู่บ้าน แม้จะขับรถไล่ตามเลขบ้านก็ยังไม่เจอ จนกระทั่งได้พบกับบุรุษไปรณีย์ที่คุ้นเคยกับพื้นที่ ได้แจ้งพิกัดที่ถูกต้องพร้อมขี่นำไปให้ด้วย

อีกครั้งเป็นความสะเพร่าของผู้เขียนที่ใส่เลขที่อยู่ผิดแต่ชื่อถูก ก็มีความกังวลใจว่าของจะถึงมือเพื่อนที่ปลายทางหรือไม่ ซึ่งท้ายที่สุดแล้วถึงแบบไม่บุบสลายตามวันเวลาที่คาดไว้ เพื่อนเล่าว่าไปรษณีย์ที่บ้านนั้นเห็นแล้วว่าเลขที่ระบุผิด แต่จำได้ว่านามสกุลนี้อยู่บ้านเลขที่ถัดไป

เชื่อว่าประสบการณ์ดี ๆ แบบนี้ คงไม่ได้เกิดกับผู้เขียนคนเดียว แต่คงเกิดกับผู้ใช้บริการไปรษณีย์ไทยหลายท่าน มิเช่นนั้น แบรนด์ไปรษณีย์ไทยคงไม่มีความเชื่อมั่นจากผู้ใช้สูงถึง 91.30 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งนับว่าเป็นผลสำเร็จที่น่าชื่นชม

ถึงบรรทัดนี้ต้องบอกว่าชื่นชมด้วยความจริงใจ เพราะไปรษณีย์ไทย คืออดีตองค์กรรัฐวิสาหกิจที่กลายมาเป็นบริษัทไปรษณีย์ไทย และปรับตัวสู้กับภาคเอกชนได้อย่างแข็งแกร่ง เหนืออื่นใด ไปรษณีย์ไทยได้พิสูจน์ให้ผู้ประกอบการไม่ว่าจะในภาคธุรกิจไหนได้เห็นแล้วว่า การสร้างความเชื่อมั่นกับลูกค้าด้วยผลงานนั้น จะพาองค์กรเติบโตสู่ความยั่งยืนได้มากกว่าการทำการตลาดแบบจุดพลุที่ดังเพียงชั่วข้ามปี แล้วก็หายไป…ส่วนจะหายไปไหนคงต้องไปตามกันดูค่ะ (ฮา)

แล้วพบกันใหม่สัปดาห์หน้า