ฐานะผู้ประสบภัยคนหนึ่ง ผลกระทบที่เกิดขึ้นเมื่อเฟซบุ๊กล่ม

เมื่อคืนวันที่ 5 มีนาคมที่ผ่านมา เชื่อว่าคนไทยครึ่งค่อนประเทศมีความรู้สึกตรงกัน ว่าเป็นชาวเน็ตอยู่ดี ๆ แต่จู่ ๆ ก็กลายเป็นผู้ประสบภัยกันเฉยเลย เมื่อแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียยอดนิยมอย่าง Facebook ล่มลงไปต่อหน้าตา หากใครกำลังไถฟีดอ่านอะไรเพลิน ๆ คุณจะพบว่าระบบดีดคุณออกจากระบบคามือ แล้วแจ้งเตือนว่า “เซสชั่นหมดอายุ” เมื่อเราพยายามจะล็อกอินเข้าไปใหม่กว่า 2 ชั่วโมงก็ล็อกอินไม่ได้ เพราะระบบไม่ยอมให้เราล็อกอินเข้าใช้งาน แถมยังกระทบรวมไปถึงแพลตฟอร์มอื่น ๆ ของ Meta ไม่ว่าจะเป็น Instagram Messenger และ Threads ก็ไม่สามารถใช้งานได้บางส่วนเช่นกัน

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้หลายคนตกใจ คิดว่าตัวเองถูกแฮกบัญชี Facebook กว่าจะรู้ว่าคนอื่นทั่วประเทศ (และทั่วโลก) เจอปัญหาแบบเดียวกันกับตัวเอง ก็ตอนที่เข้าไปเช็กข่าวในแพลตฟอร์มคู่แข่งอย่าง X (ทวิตเตอร์เดิม) ซึ่งเกิดเป็นแฮชแท็ก #เฟสล่ม #ไอจีล่ม ขึ้นอันดับ 1 ในแพลตฟอร์ม และมีแฮชแท็กอื่น ๆ ที่แจ้งว่าล่มเหมือนกัน กว่าจะเริ่มทยอยกลับมาใช้งานได้ตามปกติ ก็เป็นเวลาเกือบเที่ยงคืนที่จะข้ามไปวันใหม่

Facebook ล่มมาแล้วกี่ครั้ง

ที่จริงหลายคนทราบดีอยู่แล้วว่าการที่แอปฯ ต่าง ๆ ในเครือ Meta ทั้ง Facebook, Instagram หรือ Messenger ล่มในคืนวันที่ 5 มีนาคมที่ผ่านมานั้น ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดเหตุการณ์แบบนี้ เพียงแต่เหตุการณ์ครั้งนี้มันออกจะทำให้ผู้ใช้งานตกอกตกใจค่อนข้างมาก เพราะเรากำลังอยู่ในยุคที่อาจจะโดนมิจฉาชีพแฮกโทรศัพท์มือถือหรือแฮกบัญชีโซเชียลมีเดียเมื่อไรก็ได้ การที่จู่ ๆ เฟซบุ๊กก็ดีดเราออกจากแอปฯ จากนั้นขึ้นแจ้งว่า “เซสชั่นหมดอายุ” แล้วขึ้นหน้าล็อกอิน แต่เมื่อเราพยายามจะล็อกอินก็ไม่ยอมให้เราเข้าใช้งาน ยิ่งทำให้สถานการณ์ดูใกล้เคียงกับการถูกแฮกบัญชีมากขึ้นไปอีก เหมือนกับบัญชีเราโดนแฮก แล้วมิจฉาชีพก็ล็อกบัญชี ทำให้เราล็อกอินเข้าบัญชีตัวเองไม่ได้อีก

นับตั้งแต่ที่ก่อตั้งแพลตฟอร์มขึ้นเมื่อวันที่ 4 ก.พ. 2004 Facebook เคยล่มมาแล้วหลายครั้ง ดังนี้

  • ปี 2008 หรือ 4 ปีหลังจากมี Facebook บนโลก นับเป็นครั้งแรกที่เกิดเหตุการณ์ Facebook ล่ม โดยผู้ใช้งานไม่สามารถใช้งานได้ Facebook เป็นเวลากว่า 1 วันเลยทีเดียว แต่เมื่อเทียบกับปัจจุบัน เวลานั้นทั่วโลกยังมีผู้ใช้งาน Facebook ราว ๆ 150 ล้านบัญชีเท่านั้น
  • ปี 2010 เกิดเหตุการณ์ที่ Facebook หยุดให้บริการเป็นเวลา 2 ชั่วโมง เนื่องจากปัญหาเครือข่ายที่ซับซ้อน ซึ่งในขณะนั้น Facebook มีผู้ใช้งานกว่า 608 ล้านบัญชี
  • ปี 2013 Facebook ล่มอีกครั้ง แต่ไม่ได้ล่มทั้งหมด มีปัญหาเฉพาะส่วนของการตั้งค่า ที่ทำให้ผู้ใช้งานอ่านข้อมูลได้อย่างเดียวเท่านั้น ผู้ใช้งานจึงไม่สามารถโพสต์สเตตัสได้เป็นเวลาราว ๆ 4 ชั่วโมง โดยในเวลานั้น มีผู้ใช้งาน Facebook อยู่ประมาณ 1.2 พันล้านบัญชี
  • ปี 2014 ในปีเดียว Facebook ล่มติด ๆ กันถึง 2 ครั้งในเดือนมิถุนายน (ใช้งานไม่ได้ครึ่งชั่วโมง) และเดือนสิงหาคม (ใช้งานไม่ได้ราว ๆ 1 ชั่วโมง) โดยปัญหาเกิดขึ้นจากระบบเซิร์ฟเวอร์ ผู้ใช้งานจึงไม่สามารถล็อกอินเข้าสู่ระบบได้ ขณะนั้นมีผู้ใช้บัญชี Facebook เกือบ 1.4 พันล้านบัญชี
  • ปี 2019 อีกครั้งที่ Facebook ล่มครั้งใหญ่โดยเกิดปัญหาที่ระบบเซิร์ฟเวอร์ ทำให้ Facebook ต้องหยุดทำงานไปนานกว่า 14 ชั่วโมง บางคนเข้าใช้งานไม่ได้ บางคนโพสต์ข้อความไม่ได้ โดยโซเชียลมีเดียในเครือ ไม่ว่าจะเป็น Instagram, Messenger, WhatsApp และ Oculus ก็เกิดปัญหาขัดข้องขึ้นด้วยเช่นกัน ปัญหาที่เกิดขึ้นในครั้งนี้เกิดผลกระทบค่อนข้างสาหัส เพราะในปีนั้น มีผู้ใช้งาน Facebook อยู่ถึง 2.3 พันล้านบัญชี
  • ปี 2021 หลายคนน่าจะยังจำเหตุการณ์นี้ได้ เพราะเพิ่งผ่านไปเพียง 2 ปีกว่า ๆ เท่านั้น วันที่ 4 ตุลาคม 2021 Facebook ล่มครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยเผชิญ โดยการล่มครั้งนี้ส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง เนื่องจากมีผู้ใช้งานได้รับผลกระทบเกือบ 3 พันล้านบัญชีทั่วโลก อีกทั้งยังกระเทือนไปทั้งโซเชียลมีเดียในเครือ ได้แก่ Instagram, WhatsApp และ Messenger ซึ่งล่มนานกว่า 6 ชั่วโมงเลยทีเดียว การล่มครั้งนี้นับว่าสร้างความเสียหายให้กับ Facebook อย่างมากในเรื่องความน่าเชื่อถือ หุ้นของ Facebook ร่วงไม่เป็นท่าในวันรุ่งขึ้น ถึงขั้นที่ มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก เจ้าของแพลตฟอร์มต้องออกมาขอโทษผู้ใช้งาน เพื่อเรียกความเชื่อมั่นของผู้ใช้งานกลับมาอีกครั้ง
  • ปี 2024 การล่มครั้งล่าสุดที่เกิดขึ้นช่วงเวลาประมาณ 22.00 น. ของคืนวันที่ 5 มีนาคม 2024 หลายแอปฯ ในเครือ Meta ทั้ง Facebook, Instagram รวมไปถึง Messenger ของผู้ใช้บางคนพร้อมใจกันล่มแบบไม่ได้นัดหมาย แต่ครั้งนี้ค่อนข้างสร้างความตกอกตกใจให้กับผู้ใช้งานพอสมควร โดยเฉพาะ Facebook ที่จู่ ๆ ก็ดีดเราออกจากแอปฯ (ใครที่กำลังใช้งานอยู่จะถูกดีดออกคามือ) จากนั้นก็ขึ้นแจ้งเตือนบนหน้าจอว่า “เซสชั่นหมดอายุ” ให้เราล็อกอินใหม่แต่ก็ล็อกอินไม่ได้ ไม่ยอมให้เราล็อกอินเข้าใช้งานอีก

ผลกระทบที่เกิดขึ้นหลังจากเฟซบุ๊กล่ม

ในยุคที่ใคร ๆ ก็เข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ง่าย ๆ ยุคที่โทรศัพท์ของใครหลายคนมีแอปฯ Facebook เป็นแอปฯ สามัญประจำเครื่อง คนธรรมดาทั่วไปก็อาจจะใช้ Facebook ในการตามข่าว อัปเดตความเคลื่อนไหวต่าง ๆ และใช้งานส่วนตัวอย่างการโพสต์ข้อความ อัปโหลดรูป ลงสตอรี่ เมื่อ Facebook ล่ม เราก็จะใช้งานฟังก์ชันเหล่านั้นไม่ได้ แต่ก็ไม่ได้รับผลกระทบอะไรมากมาย นอกจากความรู้สึกเหงาหงอยและติดต่อใครไม่ค่อยจะได้

แต่ในอีกมุมที่เราได้ใช้ประโยชน์จากแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียเจ้าดังในกิจการหรือธุระต่าง ๆ ไม่ว่าจะใช้ Facebook เป็นหน้าร้านในการขายของ พื้นที่ในการขายของแบบเปิด live ใช้เป็นที่กระจายข่าว หรือใช้เป็นพื้นที่สร้างประโยชน์ทางการตลาด การล่มของ Facebook ที่ทำให้แพลตฟอร์มเจ้านี้ใช้งานไม่ได้ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง จึงสร้างความวุ่นวายให้กับชาวเน็ตไม่น้อย และทำให้เกิดข้อกังขาว่าการที่ Facebook ใช้งานไม่ได้ สร้างปัญหาความเดือดร้อนให้กับผู้ใช้งานได้อย่างไรบ้าง แล้วถ้าในวันหนึ่งเราไม่มี Facebook อีกแล้วจะเกิดปัญหาอะไรตามมาอีก

  • กระทบการทำธุรกิจออนไลน์

อย่าลืมว่าการมาของ Facebook เป็นอีกหนทางหนึ่งของการชอปปิงออนไลน์ เริ่มจากการที่นักชอปทั้งหลายที่มักจะหาข้อมูลก่อนซื้อสินค้าผ่านการรีวิวจากคนรู้จักของตัวเอง หรือจากรีวิวของใครหลาย ๆ คนที่อาจพูดตรงกันว่า “ดี” ทำให้ผลิตภัณฑ์มากมายสร้างเฟซบุ๊กเป็นของตัวเอง ทั้งเพื่อไว้เป็นข้อมูลสำหรับลูกค้าที่ต้องการรายละเอียดเพิ่มเติม และเป็นอีกช่องทางในการจำหน่ายสินค้าผ่านทางออนไลน์แบบ official ลงรีวิวในแง่บวก โปรโมชันลดราคา หรือข่าวสารเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ ซึ่งถ้า Facebook ใช้งานไม่ได้เป็นเวลานาน ผู้บริโภคจะไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลส่วนนี้ได้ และไม่สามารถทำการค้าขายผ่านทางช่องทางนี้ได้เช่นกัน

  • ต้องพิจารณาการย้ายฐานข้อมูลครั้งใหญ่

จำนวนผู้ใช้งาน Facebook ในปัจจุบัน มีจำนวนผู้ใช้งานเกือบ 3 พันล้านคนเข้าไปแล้ว ถ้า Facebook ล่มไปเป็นระยะเวลานาน จนผู้ใช้งานหลาย ๆ คนรู้สึกไม่เชื่อมั่นที่จะใช้งานอีกต่อไป นั่นหมายความว่าอาจจะเกิดการย้ายฐานข้อมูลครั้งใหญ่เพื่อไปอยู่กับแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียตัวใหม่ อย่างที่บอกว่าผู้ใช้งาน Facebook ทั่วโลกไม่ได้มีเพียงผู้ใช้งานทั่วไปอย่างเรา ๆ เพียงอย่างเดียว แต่พวกร้านค้าออนไลน์ บริษัท ห้าง ร้านต่าง ๆ ที่ผ่านมาก็มีหน้าร้านออนไลน์ของตัวเองบน Facebook เช่นกัน

แต่การอยู่บน Facebook ก็ไม่ต่างอะไรกับการอาศัยบ้านของคนอื่นอยู่ การที่ Facebook ล่ม 1 ครั้ง เป็นเวลาเท่านั้นเท่านี้นาที มันทำให้พวกร้านค้าออนไลน์ บริษัท ห้าง ร้านต่าง ๆ เสียโอกาสในการค้าขาย นั่นแปลว่านี่คือสัญญาณเตือนว่าร้านค้าออนไลน์ บริษัท ห้าง ร้านต่าง ๆ ควรพิจารณาแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียตัวอื่นเป็นตัวเลือกเผื่อไว้ด้วย (ที่ไม่ใช่แค่ในเครือ Meta เพราะเครือเดียวกัน เวลาล่มก็ล้มไปพร้อมกัน) เมื่อเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นอีกครั้ง ก็ยังสามารถ Cross Platform ไปทำการค้าขายผ่านแพลตฟอร์มอื่นได้ ไม่ถึงกับเสียหายมาก

  • การทำการตลาดจะเปลี่ยนไปจากเดิ

ปัจจุบันการทำการตลาดออนไลน์​หรือ Digital Marketing จะเน้นไปที่การสร้างความน่าเชื่อถือ และทำให้เกิดการติดตามและมีปฏิสัมพันธ์ต่อแบรนด์หรือที่เรียกว่า Engagement ผ่านทางโซเชียลมีเดียสำคัญอย่าง Facebook หากเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เช่นการที่ Facebook เข้าใช้งานไม่ได้เป็นเวลานาน นักการตลาดก็ต้องปรับแผนกลยุทธการตลาดของตัวเองให้เข้ากับแพลตฟอร์มอื่น เพราะการทำการตลาดออนไลน์บน Facebook จะมีทิศทางของ Content ที่เป็นไปตามการเปิดการมองเห็นหรือการจัดอัลกอริทึมของ Facebook หากต้องเปลี่ยนไปสู่แพลตฟอร์มใหม่ การจัดการ Content เพื่อให้โดนใจลูกค้า รวมไปถึงสร้างความน่าเชื่อถือให้กับแบรนด์ก็ต้องเปลี่ยนตาม

นอกจากนี้ ยังต้องศึกษาแพลตฟอร์มใหม่ที่จะย้ายไปด้วย คือ ต้องพยายามเข้าใจลูกค้าในแต่ละแพลตฟอร์ม เพราะกลุ่มคนที่ใช้งานแพลตฟอร์มต่าง ๆ มีความสนใจที่แตกต่างกัน การนำเสนอ Content เดียวกันแต่มีรูปแบบที่แตกต่างกันไปตามแพลตฟอร์ม น่าจะช่วยลดความเสี่ยงให้กับแบรนด์ได้ในระดับหนึ่ง

  • อย่างน้อยเราก็รู้ว่า Facebook ยังไม่ตายง่าย ๆ

การที่คนครึ่งค่อนโลกออกมาบ่นอุบว่าประสบปัญหาเดียวกัน คือ Facebook ล่ม นี่คือข้อมูลที่ทำให้เรารู้ว่า Facebook ยังไม่ตายง่าย ๆ แบบที่เคยมีการคาดการณ์กันไว้ แม้ว่า Facebook จะเคยเผชิญกับช่วงสะดุด เนื่องจากสูญเสียผู้ใช้งานจำนวนมากไปจนส่งผลกระทบต่อสถิติการเติบโตของ Facebook หุ้นของ Meta ก็ตกลงมาหลายเปอร์เซ็นต์ มูลค่าทางการตลาดหายไปจำนวนมหาศาล แต่การที่คนจำนวนมากทั่วโลกต่างก็เดือดร้อนที่ Facebook ใช้งานไม่ได้ ก็แปลว่าคนจำนวนนี้ยังใช้งาน Facebook อยู่ นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่า Facebook คือเครื่องมือของนักการตลาดทั่วโลกที่ได้รับความนิยมถึง 93 เปอร์เซ็นต์ รองลงมาคือ Instagram ซึ่งทั้ง 2 แพลตฟอร์มอยู่ในเครือ Meta ทั้งคู่

  • รู้ว่าการพึ่งพาแพลตฟอร์มเดียวไม่เพียงพอ

สำหรับผู้ประกอบธุรกิจ หรือผู้ที่สร้างรายได้ด้วยการพึ่งพาแพลตฟอร์ม Facebook คุณคงจะทราบแล้วว่าการใช้แพลตฟอร์มเพียงแพลตฟอร์มเดียวมันเสี่ยงที่จะเกิดมูลค่าความเสียหาย เพราะคุณจะไม่สามารถทำการค้าขายใด ๆ ได้เลยเมื่อ Facebook เกิดล่มในช่วงเวลาที่คุณต้อง live ขายของ หรือต้องขึ้นโพสต์ต่าง ๆ ตามช่วงเวลาที่เหมาะสม (ที่อิงจากจำนวนผู้เข้าใช้งานในแต่ละช่วงเวลา) ยอดเข้าชมเพจ ยอด Engagement ต่าง ๆ ของโพสต์จะหายไปตามระยะเวลาที่ Facebook ใช้งานไม่ได้ live งานสัมมนาทางธุรกิจต้องเลื่อนออกไปเพราะจัดไม่ได้ เหล่าพ่อค้าแม่ค้า (มากมาย) ที่ต้อง live ขายของ ก็ไม่สามารถทำได้ รายได้ก็จะหายไปมหาศาล

เมื่อการพึ่งพาแพลตฟอร์มเดียวในการทำธุรกิจไม่เพียงพออีกต่อไป กลุ่มคนที่จะได้รับผลกระทบเป็นมูลค่าเมื่อ Facebook ล่ม ก็ต้องเตรียมพร้อมรับมือความเสียหาย หรือมองหาแพลตฟอร์มสำรองใช้งาน นอกจากนี้ การที่ไทยเราเป็นหนึ่งในประเทศที่ต้องพึ่งพาแพลตฟอร์มต่างประเทศอย่าง Facebook ในการใช้งาน มันเลี่ยงไม่ได้ที่จะได้รับผลกระทบ ต่างจากประเทศที่ไม่ได้ใช้ Facebook และมีแพลตฟอร์มเป็นของตัวเอง เป็นอีกคำถามชวนคิดก็คือ ว่ามันถึงเวลาหรือยังที่หลาย ๆ ประเทศควรจะมีแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียเป็นของตัวเอง