“ดาการ์ 2024” ชัยชนะของเครื่องยนต์ปั่นไฟ!

ภาพจาก Facebook Audi Sport

การคว้าแชมป์แรลลีหฤโหด ดาการ์ 2024 ของ “เอล มาทาดอร์” คาร์ลอส ซายซ์ ร่วมกับทีม Audi Sport ในการแข่งขันที่เพิ่งผ่านพ้นไปที่ซาอุดีอาระเบีย นอกจากจะเป็นการสร้างประวัติศาสตร์นักขับอายุมากที่สุดที่มาคว้าแชมป์ประเภทรถยนต์ในวัย 61 ปีแล้ว ยังเป็นชัยชนะของเทคโนโลยียานยนต์ของ Audi ที่คว้าแชมป์ดาการ์ด้วยรถขับเคลื่อนไฟฟ้า 100 เปอร์เซ็นต์ได้เป็นครั้งแรกอีกด้วยครับ

ผมกำลังจะพูดถึงความน่าสนใจของรถแข่ง Audi RS Q e-tron ของทีม Audi Sport ที่ในที่สุดก็คว้าแชมป์มาครองจนได้ หลังส่งรถรุ่นนี้ลุยแรลลีทะเลทรายในสังกัดทีมโรงงานปีละ 3 คัน มาตั้งแต่ปี 2022 ซึ่งผลงานจาก 2 ปีก่อนหน้านี้ ดีที่สุดด้วยการจบอันดับที่ 9 โอเวอร์ออลจาก Mattias Ekström ในปี 2022 และที่แย่ไปกว่านั้น คือ รถรุ่นนี้แข่งไม่จบถึง 3 คัน ในช่วง 2 ปีล่าสุด

มาปีนี้ Audi Sport ยังคงยืนยันรถแข่งสเปกเดิม Audi RS Q e-tron ซึ่งเป็นรถขับเคลื่อนไฟฟ้า 100 เปอร์เซ็นต์ แต่มีเครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตร เทอร์โบชาร์จ ทำหน้าที่ปั่นไฟเข้าสู่แบตเตอรี่ ซึ่งก็เป็นแนวทางเดียวกันกับ Nissan Kicks e-Power ฉะนั้น ก็ต้องบอกว่า รถแข่งแชมป์ดาการ์ปีนี้ เป็นรถขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าที่ไม่ต้องชาร์จไฟนั่นเองครับ

ภาพจาก Facebook Audi Sport

โดยชุดมอเตอร์ไฟฟ้าที่เป็นตัวขับเคลื่อนก็เป็นเทคโนโลยีเดียวกันกับ Audi e-tron FE07 ที่อยู่ในรถแข่งฟอร์มูลา อี ในปี 2021 มาแล้ว ซึ่งนี่ถือเป็นหนึ่งคำตอบที่ว่าการพัฒนาเทคโนโลยีต่าง ๆ จากสนามแข่ง สามารถที่จะต่อยอดไปสู่การแข่งขันรายการอื่น ๆ ได้ รวมถึงยังเป็นแนวทางในการนำเทคโนโลยีนั้น ๆ พัฒนาสู่รถบ้านที่ใช้กันในชีวิตประจำวันได้เช่นกัน

นั่นเท่ากับว่า Audi สามารถพัฒนารถคันนี้ให้อยู่ภายใต้กติกา T1.U ที่ลงแข่งขันร่วมกับรถยี่ห้ออื่น ๆ ที่ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์สันดาปได้ มาถึงตรงนี้มักจะมีคำถามที่ว่า “รถขับเคลื่อนไฟฟ้า แต่ต้องเติมน้ำมันเชื้อเพลิง มันจะประหยัดหรือลดมลพิษได้อย่างไร?” คำตอบคือ เครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตรที่ทำหน้าที่ปั่นไฟนั้น ทำงานด้วยรอบเครื่องที่คงที่ ทำให้ประหยัดเชื้อเพลิงกว่ารถที่ขับเคลื่อนด้วยน้ำมันถึง 40 เปอร์เซ็นต์ครับ

ภาพจาก Facebook Audi Sport

ที่สำคัญหากไปไล่ดูผลการแข่งขันทั้ง 12 สเตจ รถแข่งหมายเลข 204 ของคาร์ลอส ซายซ์ ที่เป็นแชมป์ในปีนี้ แม้จะไม่สามารถคว้าชัยชนะได้เลยแม้แต่สเตจเดียว ก็ยังรักษาผลงานหัวแถว ขับให้คงเส้นคงวาจนทำให้เวลารวมเป็นอันดับที่ 1 ได้เมื่อจบสเตจสุดท้าย ก็น่าจะเป็นสิ่งที่บ่งบอกได้ว่า Audi RS Q e-tron อาจไม่ได้เป็นรถที่เร็วและแรงที่สุด แต่เป็นรถที่ประสบความสำเร็จได้

ในส่วนของทีม ปีนี้ก็เป็นครั้งแรกเช่นกันที่ทีมโรงงาน Audi จบการแข่งขันได้ทั้ง 3 คัน รวมถึงในตำแหน่งแชมป์ ซึ่งก็ต้องบอกว่า การที่ชายวัย 61 ปีจะต้องขับรถบนเส้นทางหฤโหดตลอด 14 วัน (รวม 12 สเตจ) บอกเลยว่าไม่ธรรมดาครับ ถือเป็นแชมป์ดาการ์สมัยที่ 4 ของคาร์ลอส ซายซ์ ที่สำคัญเป็นแชมป์ด้วยรถแข่งถึง 4 ยี่ห้อ ไล่จากโฟล์คสวาเกน, เปอโยต์, มินิ มาล่าสุดเป็น Audi

ภาพจาก Facebook Audi Sport

หากใครที่เป็นแฟนความเร็ววัยดึก น่าจะจดจำภาพของ “เอล มาทาดอร์” สมัยคว้าแชมป์แรลลีโลก (WRC) ได้กับโตโยต้าในปี 1990 และ 1992 ด้วยรถแข่ง Celica รุ่นไฟป็อป-อัปกันได้นะครับ สมัยนั้นก็ทำเอากระแส Celica กลายเป็นรถในฝันของใครหลาย ๆ คน และส่งผลต่อยอดขายของโตโยต้าในยุคนั้นไม่น้อยเลยทีเดียวครั

บทสรุปของ “ดาการ์ แรลลี 2024” ต้องบอกว่าเป็นชัยชนะของเทคโนโลยีเครื่องยนต์ปั่นไฟอย่างแท้จริง และหากจะคิดไปไกลกว่านั้น นี่คือการสร้างความน่าเชื่อถือและมูลค่ามาสู่รถบ้านของ Audi รวมไปถึงเอฟวันปี 2026 ที่ Audi จะเข้าร่วมด้วย บางทีอาจทำให้ทีมดังอย่างเรดบูลล์, เมอร์เซเดส หรือเฟอร์รารี่ หนาว ๆ ร้อน ๆ ก็เป็นได้ครับ