สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา มีข่าวใหญ่ในวงการแรลลี่ระดับโลกค่ะ เมื่อคาร์ลอส ไซน์ส ซีเนียร์ (พ่อของคาร์ลอส ไซน์ส จูเนียร์ นักขับในเอฟวัน) คว้าแชมป์ดาการ์ แรลลี่ ในวัย 61ปี! เป็นแชมป์ดาการ์ สมัยที่ 4! ในประเภทรถยนต์ และเป็นครั้งแรกที่เขาคว้าแชมป์กับทีม Audi
ขอสารภาพกับคุณผู้อ่านว่าผู้เขียนอ่านข่าวนี้ด้วยหัวใจคับพองเป็นอย่างยิ่งค่ะ เพราะจากที่เคยสัมภาษณ์นักขับชาวไทยที่เคยลงสนาม ดาการ์ มาแล้วอย่าง “มานะ พรศิริเชิด” ทำให้พอจะมีข้อมูลว่าบนเส้นทางทะเลทรายสุดโหดนั้นมีองค์ประกอบหลายอย่างมาก ทั้งร่างกายที่แข็งแกร่ง ใจที่เกินร้อย และการตัดสินใจแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ล้วนแล้วแต่มีผลต่อชัยชนะในรายการนี้ และคาร์ลอส ไซน์ส พิสูจน์ให้เห็นว่า ในวัย 61 ปี ไม่ใช่ข้อจำกัดของการกลับมาคว้าแชมป์ดาการ์ เขาพิมพ์ข้อความในทวิตเตอร์ (หรือ X) ว่า
“บนเส้นทางที่ยากลำบากของการแข่งขัน พวกเราต่อสู้มาด้วยกัน แม้จะเหน็ดเหนื่อยเพียงใด แต่พวกเราก็สนุกกับการแข่งขัน ความรู้สึกเมื่อได้เข้าสู่เส้นชัยนั้นเป็นความรู้สึกที่ยากเกินบรรยาย และยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมฉลองชัยชนะกับทีมงานที่ได้ทำให้พวกเราได้คว้าชัยชนะในครั้งนี้มาด้วยกัน”
อ่านข่าวของคาร์ลอส ไซน์ส จบ ผู้เขียนต้องกลับไปค้นหารายงานของ Small Biz ที่เคยระบุเอาไว้ในปี 2021 ถึงพลังของ “กลุ่มคนผมสีดอกเลา” หรือคนในวัย 50+ เอาไว้อย่างน่าสนใจว่า “ผู้ประกอบการธุรกิจขนาดเล็กหรือขนาดกลาง รวมไปถึงธุรกิจสตาร์ตอัปที่ประสบความสำเร็จและอยู่รอดได้ ส่วนใหญ่จะมาจากฝีมือของคนที่อยู่ในวัย 50+ โดยระบุว่าผู้ประกอบการที่มีอายุระหว่าง 50-59 นั้น จะสามารถก่อตั้งกิจการมากถึง 35% ของภาคธุรกิจ และส่วนใหญ่จะพากิจการหรือธุรกิจของตนเองประสบผลสำเร็จ หรืออยู่รอดได้เมื่อเกิดวิกฤติ”
องค์ประกอบสำคัญที่ทำให้พลังของ “กลุ่มคนผมสีดอกเลา” ประสบผลสำเร็จนั้น รายงานของ Small Biz ระบุไว้ 5 ข้อ เริ่มจากความรอบคอบ และการตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนของกลุ่มคนวัยนี้ที่จะไม่ว่อกแว่กหรือหวือหวากับเปลือกนอกที่ไม่สำคัญ รถหรู บ้านหลังใหญ่ ออฟฟิศอลังการ ไม่สำคัญเท่าสุขภาพที่ดีทั้งร่างกายและจิตใจ รวมไปถึงการบริหารทางการเงินอย่างรัดกุม
ประการที่สอง ผู้ประกอบการในวัย 50+ ส่วนใหญ่ที่ฐานะทางการเงินที่แข็งแรง และมีความน่าเชื่อถือเพียงพอที่จะขอสินเชื่อจากธนาคาร เมื่อสถานะทางการเงินแข็งแรง ทำให้พวกเขามั่นใจในการตัดสินใจ ขณะเดียวกันก็มีความรอบคอบเพียงพอต่อการลงทุน ส่วนประการที่สามคือความมั่นคงทางอารมณ์ ผู้ประกอบการในวัย 50+ มีความมั่นคงทางอารมณ์สูง พวกเขาสามารถทำงานหนักได้โดยไม่รู้สึกว่าตนเองกำลังจะหมดไฟ ด้วยประสบการณ์ชีวิตทำให้พลังของ “คนวัยผมสีดอกเลา” สามารถเติมเต็มได้ไม่มีหมด
สองข้อสุดท้ายคือประสบการณ์และสัญชาติญาณ สององค์ประกอบนี้คือข้อได้เปรียบของคนในวัย 50+ ประสบการณ์ทำงาน ทำให้พวกเขารู้หนทางในการแก้ปัญหา และมีสัญชาติญาณที่รู้ว่าความผิดพลาดแบบไหนจะกลายเป็นเรื่องบานปลายและสามารถตัดไฟตั้งแต่ต้นลมได้ ยังไม่นับรวมคอนเนกชัน และทักษะความชำนาญในสายงานที่เห็นมาเกือบทุกเหตุการณ์
เอาเข้าจริงแล้ว นับตั้งแต่โลกใบนี้ได้ผ่านพ้นช่วงเวลาโควิด-19 การพูดถึงเรื่องเกษียณตัวเองจากการทำงาน อาจจะกลายเป็นสิ่งที่คนอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งเป็นกลุ่มใหญ่ด้วยไม่เคยคิดถึง เพราะไม่ว่าจะเทคโนโลยีทางการแพทย์ สภาวะเศรษฐกิจ รวมไปถึงรูปแบบการทำงานที่เปลี่ยนไป ทั้งหมดได้เปิดโอกาสให้กับคนในวัย 50+ ได้ทำในสิ่งที่ฝัน หรือ หันมาทำธุรกิจเป็นของตนเองได้หลากหลายมากขึ้น
การรอวันเกษียณแล้วออกไปทำการเกษตรในต่างจังหวัดอาจเป็นเรื่องสบายใจที่จะฝันของคนกลุ่มหนึ่ง แต่ถ้าคุณอยู่ในวัย 50+ แล้วยังรู้สึกว่ายังมีไฟ ยังมีไอเดีย และความฝันอยู่ การเริ่มต้นด้วยความเชี่ยวชาญและความถนัดที่มีอยู่ ยังคงทำได้เสมอ เพราะยุคนี้ไม่มีข้อกำหนดเรื่องอายุ หากแต่ใช้ข้อได้เปรียบที่มีประสบการณ์และความชำนาญมาปรับใช้กับเทคโนโลยียุคใหม่ คุณก็ก้าวเดินต่อไปได้ และผู้เขียนเองเชื่อแน่ว่าคนวัย 50+ ในวันนี้หรือวัยรุ่นยุค 90 เมื่อ 30 ปีที่แล้วน่าจะสร้างผลงานที่ดีได้เช่นกัน
แล้วพบกันใหม่สัปดาห์หน้าค่ะ