โนซาลาห์…โนโกล์?

ช่วงนี้เจอร์เก้น คล็อปป์ ผู้จัดการทีมลิเวอร์พูล ต้องเผชิญกับสถานการณ์หนักอกแห่งฤดูกาล เมื่อต้องจำใจต้องปล่อยตัว โมฮัมเหม็ด ซาลาห์ กองหน้าทีมชาติอียิปต์ไปเล่นในศึกแอฟริกัน คัพ ออฟ เนชันส์ ให้กับทีมแผ่นดินเกิด ส่งผลให้ “หงส์แดง” อาจจะต้องปราศจากซูเปอร์สตาร์ผู้นี้ไปนานถึง 8 แมตช์ หากทีมจากแดนมัมมี่ทะลุไปถึงรอบชิงชนะเลิศได้ดั่งหวัง

เกมแรกผ่านพ้นแล้ว ในการไปเยือน อาร์เซนอล ในศึกเอฟ.เอ.คัพ กว่า “หงส์แดง” จะทะลวงตาข่ายคู่ต่อสู้ได้ต้องรอช่วงท้ายเกมนาที 80 ยาคุป ควิเวียร์ โหม่งสกัดเข้าประตูตัวเอง และได้แถมอีกหนึ่งลูกช่วงทดเวลาจาก หลุยส์ ดิอ๊าซ

ก่อนหน้านี้แฟนหงส์ได้แต่กังวลว่าการเสีย “บังโม” ไปในช่วงฟอร์มกำลังติดเช่นนี้ จะส่งผลร้ายแรงต่อการลุ้นทั้ง 4 ถ้วยขนาดไหน? เพราะตั้งแต่ออกสตาร์ตฤดูกาลก็เห็นแล้วว่าลูกทีมคนอื่น ๆ นั้นยังต้องพึ่งพา ซาลาห์ มากมายขนาดไหน

สิ่งที่เขาทำไว้ให้กับสโมสรนับตั้งแต่เหยียบถิ่นแอนฟิลด์ในวัย 25 ปีนั้นเป็นเรื่องเหลือเชื่อ รวมทั้งการกระหน่ำประตูให้ทีมมากกว่า 150 ลูกเข้าไปแล้ว ทั้งหมดนั่นมันกลายเป็นมาตรฐานที่สูงส่งซึ่งยากจะหาใครมาแทนที่

เอาแค่ครึ่งซีซัน เขาลงเล่นไป 3 ถ้วยคือพรีเมียร์ลีก, ลีกคัพ และยูโรป้า ลีก รวม 27 นัด กระหน่ำไปแล้ว 18 ลูก แอสซิสต์ให้เพื่อนทำประตูไปอีก 8 นี่ขนาดฤดูกาลนี้ยั้ง ๆ เล่นแบบเน้นทำเพื่อทีมนะเนี่ย

ดูเหมือนอายุอานาม 31 ปีนั้นทำอะไรเขาไม่ได้เลยจริง ๆ!!!

ช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวาน พร้อมกับการเปิดตลาดรอบสอง ปรากฏว่า คล็อปป์ รีบไปดึงบรรดากองหลังดาวรุ่งอย่าง โอเว่น เบ็ค, รีส วิลเลี่ยมส์ และแน็ต ฟิลลิปส์ กลับมาจากสัญญายืมตัว เพื่อแก้ปัญหาแนวรับซึ่งเจ็บกันระนาว แต่กับแดนกลางและหน้านั้น บิ๊กบอส ยังรอดูสถานการณ์

ทำให้เหลือทางเลือกในการแก้ปัญหายามไม่มี ซาลาห์ ในตอนนี้นั่นก็คือ

1. ดัน ฮาวี่ย์ เอลเลียต ขึ้นไปยืนขัดตาทัพ

เป็นแผนที่คล็อปป์ ใช้ในช่วงต้นเกมกับ “ปืนใหญ่” ในการใส่ เอลเลียต ลงไปแทนที่ “บังโม” แล้วใช้กัคโป ลงไปเล่นมิดฟิลด์แทน แต่ดูเหมือนมันไม่เวิร์กเอาเสียเลย เพราะ เอลเลียต แผลงฤทธิ์ไม่ออก จนกุนซือจากเมืองเบียร์ต้องปรับเปลี่ยนในครึ่งหลัง

สิ่งที่น่าห่วงไปกว่านั้นคือจำนวนมิดฟิลด์ที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิด หลัง วาตารุ เอ็นโด ต้องไปเล่น เอเชียนคัพ และโดมินิค โซโบซไล เจ็บ ขณะที่ ติอาโก้ อัลคันทาร่า กับ สเตฟาน บายเซติช ยังกลับมาลงสนามไม่ได้ ทำให้ตอนนี้เหลือเพียง อเล็กซิส แม็คอัลลิสเตอร์, ไรอัน กราเฟนแบร์ก, เคอร์ติส โจนส์ และตัวเสริมอย่าง บ็อบบี้ คลาร์ก 

การดัน เอลเลียต ขึ้นไปเล่นกองหน้า อาจเป็นหนทางที่ไม่สู้จะดีนัก

2. โยก ดิอ๊าซ มาฝั่งขวา

ทางเลือกในการใช้กองหน้าที่มีอยู่เดิมในทีมอย่าง หลุยส์ ดิอ๊าซ ให้โยกมาเล่นทางริมเส้นฝั่งขวาดูท่าจะได้ผลกว่า เพราะดาวเตะโคลอมเบีย สามารถเล่นได้ทั้งสองฝั่งอยู่แล้ว คงไม่ใช่เรื่องยากที่จะปรับตัว และมันแสดงออกอย่างได้ผลในเกมเอฟ.เอ. คัพ รอบสาม กับ อาร์เซนอล ที่เพิ่งผ่านพ้นไป 

อีกข้อดีคือ กองหน้าในทีมมีค่อนข้างเหลือเฟืออยู่แล้ว เพราะเป็นกองกำลังเดียวที่ผู้เล่นเจ็บค่อนข้างน้อย การเลือกแก้ปัญหาเช่นนี้จะทำให้ทุกคนได้โอกาสลงเล่นมากขึ้น

3. ให้โอกาสดาวรุ่งอย่าง ฟาบิโอ คาร์วัลโญ่ บ้าง

หลังจากไม่ประสบความสำเร็จในการถูกยืมตัวไปเล่นในบุนเดสลีกาเยอรมัน กับ แอร์เบ ไลป์ซิก ทำให้คล็อปป์ ต้องรีบดึงตัวดาวรุ่งวัย 21 ปีผู้นี้กลับสู่ถิ่นแอนฟิลด์แบบด่วน ๆ เนื่องจากอาการบาดเจ็บของ เบน โด๊ค ตัวสำรองในตำแหน่งปีกขวาด้วย ที่ทำให้ครึ่งฤดูกาลหลังน่าจะมีช่องว่างให้ คาร์วัลโญ่ ได้สอดแทรกบ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเดือนมกราคมนี้ เนื่องจากมีเกมถี่มาก แต่ทั้งนี้และทั้งนั้น ก็ขึ้นอยู่กับตัวเขาเองว่าจะฉกฉวยโอกาสไว้ได้ดีขนาดไหน และจะสามารถยกระดับคลาสของตัวเองขึ้นไปได้หรือไม่ ยังเป็นทางเลือกที่ต้องรอการพิสูจน์

รอดูกันครับว่าเกมต่อ ๆ ไป คล็อปป์ จะใช้แผนในแก้จุดอ่อนในแดนหน้า ยามที่ทีมไร้ “คิง ออฟ อียิปต์” เยี่ยงนี้.