ปีนี้ “เรือใบสีฟ้า” ออกอาการฟอร์มแกว่งแต่หัววันอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนนะครับ ขนาดนัดล่าสุดเล่นในบ้านตัวเองนำคริสตัล พาเลซ ไปก่อน 2-0 แท้ ๆ ยังพลาดท่าโดนตีเสมอ 2-2 ท้ายเกมหน้าตาเฉย สรุปผลงาน 5 นัดล่าสุดในลีกชนะ 1 เสมอ 3 แพ้ 1 เกมเดียวที่พวกเขาชนะเป็นการเฉือน “น้องใหม่” อย่าง ลูตัน ทาวน์ แบบสยิวกิ้วด้วย แค่ 2-1 ถือเป็นสภาพฟอร์มตกก่อนเข้าสู่ช่วงโค้งสำคัญของฤดูกาลอย่างน่าเป็นห่วง (จริง ๆ น้า) ยิ่งนัก ล่าสุดหล่นไปอยู่อันดับที่ 4 ในตารางเรียบร้อยแล้ว
เกิดอะไรขึ้นกับทีมของ เป๊ป กวาดิโอล่า และโอกาสในการสร้างประวัติศาสตร์เป็นสโมสรแรกที่คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก 4 ปีติดต่อกัน จะเป็นไปได้จริงเหรอ?
หลายคนชี้ไปที่ตำแหน่งกองหลัง ที่มักจะพลาดเสียประตูง่าย ๆ ทำให้ 6 นัดหลังที่ผ่านมา แชมป์เก่าโดนไปถึง 12 เม็ดอย่างไม่น่าเชื่อ ทั้ง ๆ ที่พวกเขามีปราการหลังให้เลือกอย่างมากมายก่ายกอง ไม่ว่าจะเป็น ไคล์ วอคเกอร์, จอห์น สโตนส์, รูเบน ดิอาส, นาธาน อาเค่, ยอสโก้ กวาดิโอล, มานูเอล อคานจี้, ริโก้ ลูอิส, เซอร์จิโอ โกเมซ ฯลฯ
แต่ทำไมโดนบ่อยแบบไม่เคยเป็นมาก่อน!
เท่าที่จับอาการพอได้ คือ นาธาน อาเค่ ที่ขยับจากแบ็กซ้ายเข้ามาเล่นเป็นตัวใน จังหวะสำคัญมักจะพลาดท่าเสียที ช้าไปหรือผิดตำแหน่งไปหนึ่งจังหวะหลังคู่ต่อสู้ ขณะที่กวาดิโอลนั้น กลายเป็นว่าถนัดเติมเกมรุกเสียเหลือเกิน จนบางครั้งลงมาช่วยเพื่อนไม่ทัน เป็นจุดที่ เป๊ป จะต้องกลับไปทำการบ้านแก้ไขอย่างเร่งด่วน เพราะทีมจะลุ้นแชมป์เสียประตูเยอะขนาดนี้ไม่ได้
หนักไปกว่านั้นคือ “เรือใบสีฟ้า” จะต้องเจอโปรแกรมหฤโหดซึ่งกำลังจะมาถึงตั้งแต่นัดหน้าเป็นต้นไป ที่จะต้องเดินทางไปแข่งฟุตบอลชิงแชมป์สโมสรโลก รอบรองฯ ที่ ซาอุดีอาระเบีย กับ อูราวะ เรด ในวันที่ 20 ธ.ค. และน่าจะรวมชิงชนะเลิศอีกหนึ่งนัดในวันที่ 22 ธ.ค. ถ้าไม่มีอะไรพลิกล็อก
กลับมาอังกฤษวันที่ 28 ธ.ค. ลงเตะพรีเมียร์ลีกกับ เอฟเวอร์ตัน หลังจากนั้นสองวันต้องเปิดบ้านรับการมาเยือนของ เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด เข้าให้อีก
4 เกมใน 11 วัน กับอาการบาดเจ็บของผู้เล่นอย่าง เออร์ลิ่ง ฮาลันด์, เชเรมี่ โดกู กับ เควิน เดอ บรอยน์ อะไรจะเกิดก็ต้องให้มันเกิดครับ เพราะจะออมแรงเกมไหนไม่ได้เลย เป๊ป เองก็อยากจะพาถ้วย ฟีฟ่า คลับ เวิลด์คัพ กลับถิ่นเอติฮัด สเตเดี้ยมให้ได้เป็นครั้งแรก ทั้งหมดคืออุปสรรคที่ แมนฯ ซิตี้ จะต้องเผชิญ
แต่ทั้งนี้และทั้งนั้น เชื่อหรือไม่ครับว่า ฟอร์มตกขนาดนี้ “แมนฯ ซิตี้” ยังคงได้รับเครดิตให้เป็นเต็งหนึ่งตามสายตาของบรรดาเกจิ หรือร้านรับพนันอย่างถูกกฎหมายในต่างประเทศต่อไป
อาจจะเป็นความเชื่อมั่นที่มีต่อ เป๊ป กวาดิโอล่า และประสบการณ์การลุ้นแชมป์ของบรรดาลูกทีมหรือไม่ จึงทำให้ถูกมองว่าพวกเขาจะสามารถเร่งเครื่องกลับมาได้
อาจเป็นเพราะยังไม่มีทีมไหนที่โชว์ฟอร์มน่าประทับใจ หรือแข็งแกร่งพอที่จะถูกมองว่าเป็นคู่แข่งแย่งแชมป์ที่สมน้ำสมเนื้อกับ “เรือใบสีฟ้า” ได้ จึงทำให้ทั้ง ลิเวอร์พูลและอาร์เซนอล ยังถูกมองว่ายังห่างอยู่พอสมควรในทางตัวเลขความน่าจะเป็น
แต่หากตลาดรอบ 2 เปิดเมื่อไหร่ ประเด็นเรื่องการดึงนักเตะเด่น ๆ เข้ามาเพื่อเสริมความแกร่งหรืออุดจุดอ่อนของทั้งสามทีม ก็น่าจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญให้เราต้องตามกันต่อว่า ดัชชีแห่งความเชื่อมั่นนี้จะชี้ไปที่ใครเมื่อปิดตลาดฤดูหนาว
ถ้าคำกล่าวของบรมครูอย่าง เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ที่ว่า “ฟุตบอลลีกเขาตัดสินแชมป์กันในเดือนมกราคม” ยังมีความหมาย
บางที ช่วงนี้อาจจะเร็วเกินไปหน่อย ที่จะรีบทึกทักเอาว่า “เรือใบสีฟ้า” หมดน้ำยาเสียแล้ว.






























