เป็นเรื่องธรรมดาของคนที่เรียนจบและทำงานมาในระยะหนึ่งแล้ว มักจะเริ่มต้องการความมั่นคงในชีวิตอีกขั้น ต้องการสร้างตัว สร้างรากฐานชีวิตของตัวเองให้มั่นคง ด้วยการเริ่มนึกถึง “การซื้อบ้าน” เป็นของตัวเอง เพราะคนจำนวนไม่น้อยถูกปลูกฝังความคิดที่ว่าควรมีเป้าหมายชีวิตด้วยการซื้อบ้านเป็นชื่อตัวเองดีกว่าไปเช่าเขาอยู่ แต่ในความเป็นจริง การซื้อบ้าน เป็นเจ้าของบ้านเองนั้นมีความจำเป็นมากน้อยแค่ไหน มีสิ่งหนึ่งที่เราต้องไม่ลืม ก็คือเมื่อเราตัดสินใจซื้อบ้านแล้ว การใช้ชีวิตของเราจะเปลี่ยนไป ด้วยมีหนี้ก้อนโตที่มีภาระผูกพันทุกเดือนนานถึง 10-30 ปีรออยู่
ในขณะที่ “การเช่าบ้าน” ก็ทำให้เราได้มีบ้านสำหรับพักอาศัยหลับนอนด้วยความปลอดภัยเหมือนกัน ผิดกันแค่บ้านหลังที่เราจ่ายค่าเช่าทุกเดือนจะไม่มีวันเป็นของเราก็เท่านั้น แต่เพราะคนจำนวนไม่น้อยรู้สึกว่าตัวเองยังไม่พร้อมที่จะกู้เงินซื้อบ้าน ไม่พร้อมเป็นหนี้ก้อนโต หรือแท้จริงแล้วอาจจะสะดวกเช่าเขาอยู่มากกว่าก็ได้เช่นกัน เพราะการซื้อบ้านกับเช่าบ้าน มีข้อดี-ข้อเสียแตกต่างกันออกไป อยู่ที่เราจะพิจารณาถึงความจำเป็นของตัวเอง และความเหมาะสมของ “สภาพทางการเงิน”
“ซื้อบ้าน” หรือ “เช่าบ้าน” อันไหนดีกว่ากัน อาจหาคำตอบที่ตายตัวไม่ได้ คนส่วนใหญ่อาจบอกว่ามีบ้านเป็นของตัวเองดีกว่า จะทำอะไรก็สะดวก ก็แค่เอาเงินที่จ่ายค่าเช่ามาผ่อนบ้าน เราก็จะมีบ้านที่เป็นของเราเอง แต่คนที่สะดวกเช่าก็บอกว่าทุกวันนี้สภาพเศรษฐกิจเอาแน่นอนไม่ได้ ดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านก็สูง การตัดสินใจซื้อบ้านแบบไม่คิดไตร่ตรองให้รอบคอบอาจไม่ใช่ความคิดที่ดีนัก ซื้อมาแล้วแต่อยู่ ๆ ไปไม่มีเงินผ่อนก็โดนยึดอีก ที่จ่ายไปทั้งหมดก็สูญเปล่า แล้วแบบนี้ “ซื้อบ้าน” หรือ “เช่าบ้าน” แบบไหนจะเวิร์กกว่ากัน
ทีมซื้อบ้าน ยอมเป็นหนี้ก้อนโต แลกกับการมีบ้านเป็นชื่อตัวเอง
ปฏิเสธไม่ได้ว่า “บ้าน” จัดเป็นทรัพย์สินที่คนวัยทำงานสร้างตัวต่างก็อยากมีไว้ครอบครองเป็นชื่อของตัวเอง สำหรับลงหลักปักฐานสร้างความมั่นคงให้กับตัวเอง แต่ทุกวันนี้การมีบ้านสักหลัง เป็นเรื่องที่เราต่างต้องพิจารณากันให้ดี โดยเฉพาะคนที่ไม่ได้มีเงินสดก้อนใหญ่อยู่ในมือและตั้งใจจะซื้อบ้านด้วยเงินสด แต่คิดจะทำสินเชื่อกับธนาคารเพื่อซื้อบ้าน เพราะปัจจุบันดอกเบี้ยเงินกู้อยู่ในช่วงขาขึ้น อีกทั้งยังธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยังประกาศไม่ต่ออายุการผ่อนคลายมาตรการเงินดาวน์ขั้นต่ำในการกู้ซื้อบ้าน หรือที่เรียกสั้น ๆ ว่ามาตรการ LTV อีกด้วย (ย่อมาจาก Loan to value) ซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2566 เป็นต้นมา
โดยปกติแล้ว ในการซื้อบ้าน คนส่วนใหญ่มักจะซื้อด้วยเงินกู้และทยอยผ่อนจ่าย ซึ่งในการกู้เงินซื้อบ้านนั้น ธนาคารอาจไม่ได้ปล่อยเงินกู้ให้เต็ม 100% ของราคาบ้านเสมอไป ผู้ซื้อจึงอาจต้องวาง “เงินดาวน์” (เงินส่วนแรกที่จะต้องจ่ายเวลากู้ซื้อบ้าน) ก่อน โดยมาตรการ LTV เป็นมาตรการที่กำหนดวงเงินที่ผู้กู้จะกู้ซื้อบ้านได้ (หรืออีกนัยหนึ่งก็คือกำหนดเงินดาวน์ขั้นต่ำที่ผู้กู้จะต้องจ่าย) โดยพิจารณาจากราคาบ้านและจำนวนสัญญาที่กู้เป็นหลัก
การไม่ต่อมาตรการ LTV ทำให้จากปกติที่อาจขอสินเชื่อซื้อบ้านจากธนาคารได้ 100% เต็ม ก็อาจเหลือขอสินเชื่อได้วงเงินเพียงแค่ 80-90% เท่านั้น จึงต้องมีการวางเงินดาวน์ขั้นต่ำที่เป็นส่วนต่างเพิ่มเติม นั่นหมายความว่าเราจะซื้อบ้านได้ยากขึ้น เพราะต้องเตรียมเงินก้อน เตรียมเงินผ่อนดาวน์ และต้องบริหารจัดการเงินอย่างพิถีพิถันและรอบคอบให้มากขึ้นกว่าเดิม อย่างไรก็ดี การผ่อนคลายมาตรการ LTV จะใช้เฉพาะกับผู้ที่กู้สินเชื่อเพื่อซื้อที่อยู่อาศัยราคามากกว่า 10 ล้านบาท และผู้ที่ทำสัญญากู้ซื้อบ้านหลังที่สองขึ้นไป ซึ่งเป็นส่วนน้อยของตลาด
หากมองในแง่ของการวางแผนทางการเงิน การซื้อบ้านถือเป็นการลงทุนอย่างหนึ่ง เพราะบ้านที่เราซื้อสามารถนำมาสร้างรายได้ด้วยการปล่อยให้เช่าหรืออาจขายต่อในอนาคตได้ อีกทั้งราคาของที่อยู่อาศัยก็มีแต่เพิ่มขึ้น เมื่อไรก็ตามที่ต้องการขายต่อ ก็ขายได้ราคาดีกว่าที่ซื้อมา จึงสามารถซื้อไว้เก็งกำไรได้ นอกจากนี้ การลงทุนซื้อบ้านยังได้สิทธิประโยชน์ในการลดหย่อนภาษีด้วย โดยกฎหมายได้กำหนดให้ผู้ที่ซื้อบ้านเอง สามารถลดหย่อนภาษีรายได้บุคคลธรรมดาสูงสุดไม่เกิน 100,000 บาทต่อปีเลยทีเดียว
หรืออาจจะด้วยมุมมองสุดคลาสิกของคนที่อยากจะมีทรัพย์สินเป็นของตัวเอง เพราะเป้าหมายในชีวิตของใครหลายคนก็คือการอยากจะมีบ้านเป็นชื่อของตัวเอง ซึ่งเงินที่เราต้องผ่อนจ่ายค่าบ้านในทุกเดือนก็อาจจะไม่ได้ต่างอะไรมากกับการเช่าเขาอยู่ แต่สิ่งที่ต่างกันคือ เมื่อเราผ่อนจ่ายจนครบกำหนด บ้านหลังนั้นจะเป็นของเรา ดังนั้น จะมาเช่าเขาอยู่ทำไม สู้เอาเงินค่าเช่าบ้านที่เราต้องจ่ายอยู่แล้วทุกเดือนไปผ่อนบ้านดีกว่า แลกมาด้วยบ้านที่เราเป็นเจ้าของเอง บ้านที่ใช้สร้างความมั่นคงให้กับตนเองและครอบครัวได้ อีกทั้งยังไม่มีข้อจำกัดเรื่องการตกแต่งด้วยในเมื่อบ้านเป็นของเรา เราสามารถทำต่อเติมได้ตามความต้องการ ไม่ต้องกังวลถึงข้อห้ามต่าง ๆ เหมือนตอนที่เช่าบ้านอยู่
ทีมเช่าบ้าน ไม่พร้อมสร้างหนี้ระยะยาว ชีวิตยังไม่มั่นคง เบื่อก็แค่ย้าย
แม้ว่าเป้าหมายในชีวิตของมนุษย์เงินเดือนหลาย ๆ คน คือการเป็นเจ้าของบ้านสักหลัง อาจจะแค่อยากมีบ้านเป็นของตัวเอง เป็นสินทรัพย์ที่ส่งต่อเป็นมรดก ไม่ต้องการย้ายไปไหนบ่อย ๆ อยากสร้างครอบครัว การมีบ้านของตัวเองสามารถตอบโจทย์ความต้องการของเราได้แน่นอน หรืออาจต้องการจะลงทุนเพื่อสร้างรายได้แบบ Passive Income ซื้อมาแล้วปล่อยเช่า หรืออาจซื้อมาเพื่อเก็งกำไร เพราะบ้านเป็นสินทรัพย์ที่มีเปอร์เซ็นต์ขาดทุนน้อยมาก เนื่องจากที่ดินมีการปรับราคาสูงขึ้นตลอด และมีแนวโน้มที่จะสูงขึ้นทุกปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ดินที่อยู่ในทำเลทองยิ่งขายได้กำไร แต่สำหรับคนที่ไม่พร้อมสร้างหนี้ การเช่าก็เป็นทางเลือกที่ทำให้เราเป็นอิสระทางการเงินได้เป็นอย่างดี
ก่อนอื่นต้องปรับความคิดความเชื่อใหม่ก่อน ว่าการเช่าบ้านเป็นการสูญเงินไปเปล่า ๆ จ่ายไปทุกเดือน แต่สุดท้ายบ้านก็เป็นของคนอื่น สู้เอาค่าเช่ามาผ่อนบ้านดีกว่าสุดท้ายเราก็จะมีบ้านเป็นชื่อตัวเอง ทว่ากว่าจะผ่อนบ้านหมด ก็ต้องแบกรับดอกเบี้ยที่สูงค่อนข้างมาก ถึงแม้จะพยายามรีไฟแนนซ์อยู่เรื่อย ๆ และพยายามโปะค่าบ้านให้มากกว่าค่าผ่อนรายเดือน แต่ก็แลกมากับการที่ต้องทำงานอย่างหนักเพื่อหาเงิน เก็บเงิน ไม่ค่อยมีเวลาได้ทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำ หรือถ้าจะผ่อนไปเรื่อย ๆ ไม่รีบร้อน กว่าจะได้เป็นเจ้าของบ้านจริง ๆ เวลาก็ล่วงเลยไป 20-30 ปี กลายเป็นคนใกล้เกษียณหรือวัยเกษียณที่ไม่สามารถไปทำกิจกรรมที่ชอบได้ เพราะร่างกายก็ไม่ไหวแล้วเช่นกัน
ในความเป็นจริง หาเราลองพิจารณาดูดี ๆ การจ่ายเงินเช่าบ้านมันไม่ได้สูญหายไปเปล่า ๆ เพราะเงินที่เราจ่ายค่าเช่าก็เพื่อให้มีปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิต ซึ่งก็คือที่พักอาศัยที่ปลอดภัยสำหรับกินอยู่ หลับนอน และเก็บทรัพย์สินที่มี แต่สุดท้าย บ้านก็ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของตัวตน เป็นเพียงหนึ่งในปัจจัยสี่ที่มีได้โดยไม่จำเป็นต้องซื้อเป็นของตัวเองก็ได้ สุดท้าย ในวันหนึ่งที่เราสิ้นอายุขัยก็เอาไปด้วยไม่ได้ ยิ่งคนยุคใหม่ที่ไม่มีครอบครัว มีลูกหลานหรือญาติพี่น้อง ก็ไม่รู้จะส่งต่อมรดกบ้านนี้ให้ใคร แต่ถ้าเช่าอยู่ วันไหนเกิดเบื่อขึ้นมาหรือย้ายที่ทำงาน ก็ย้ายที่อยู่ตามได้เลย ไม่มีอะไรผูกพัน
หรือถ้าหากใครชอบใช้ชีวิตในเมืองใหญ่ ยิ่งบริเวณทำเลทอง จะพบว่าค่าบ้านนั้นสูงมาก ส่วนค่าเช่า เมื่อพิจารณารายเดือนอาจไม่ต่างกันกับค่าผ่อนบ้าน และค่าเช่าบ้านอาจสูงขึ้นเรื่อย ๆ ทุกปี แต่ถ้าหากคิดเป็นค่าใช้จ่ายปีต่อปี ค่าเช่าก็ยังถูกกว่าการซื้อเอง เพราะการเช่าอยู่ หลัก ๆ แล้วค่าใช้จ่ายก็จะมีค่าเช่า ค่าน้ำ ค่าไฟ ทว่าเมื่อเราเป็นเจ้าของเอง ยังต้องมีค่าบำรุงรักษา ค่าดูแลบ้านที่เสื่อมสภาพ ค่าส่วนกลาง ที่เราต้องเป็นคนรับผิดชอบ (หากเช่าอยู่ ส่วนใหญ่เจ้าของบ้านจะเป็นคนดูแล) ถึงจะจ่ายไม่บ่อยแต่ก็ต้องมีสำรองไว้ยามฉุกเฉิน ส่วนค่าผ่อนบ้านที่ราคาถูกกว่าเช่า ก็มักจะอยู่ในทำเลที่ห่างไกลออกไปอีก เราก็จะไปเสียเงินให้กับค่าเดินทางอีกต่อก็ได้
การเลือกเช่าบ้าน จึงอาจเป็นคำตอบของชีวิตที่ต้องไม่อยากมีภาระผูกพันนาน ๆ ชอบใช้ชีวิตอิสระ ไม่อยากอยู่ละแวกนี้ อยากย้ายไปที่อื่น ก็แค่ทำเรื่องคืนบ้านแล้วย้ายออกไปหาที่ใหม่ ถ้ามีปัญหาเรื่องค่าใช้จ่าย อาจจะมองหาที่อยู่ที่ค่าเช่าถูกกว่าเดิมก็ทำได้ อาจจะลำบากหน่อยแต่มีที่ซุกหัวนอน ในขณะเดียวกัน หากเราขาดส่งค่าผ่อนบ้านนาน ๆ บ้านที่ส่งมาระยะหนึ่งแล้วก็โดนยึดคืนได้เหมือนกัน เท่ากับที่ส่งมาก็สูญเปล่า ดังนั้น การเช่าจะช่วยให้เรามีอิสระทางการเงินได้มากกว่า รายรับน้อยลงก็หาที่อยู่ใหม่ที่ราคาถูกกว่า และไม่ต้องมาจ่ายค่าใช้จ่ายจิปาถะยิบย่อย
อีกอย่างที่ควรรู้ไว้ก็คือ การซื้อบ้านอาจไม่ใช่การลงทุนที่สร้างความมั่งคั่งให้เราได้ง่ายดายขนาดนั้น เพราะการปล่อยเช่า ที่แม้จะช่วยเพิ่มรายได้แต่ก็มาพร้อมภาระ โดยเฉพาะเรื่องของการบำรุงรักษาหลังจากผู้เช่าเก่าย้ายออก ถ้าเจอผู้เช่าที่ไม่ดูแล ทำบ้านพัง หรือพวกที่หนีหายไปดื้อ ๆ แบบที่ออกข่าวให้เห็นอยู่บ่อย ๆ ภาระทั้งหมดก็จะกลับมาอยู่กับที่เจ้าของบ้าน ครั้นจะปล่อยขายในราคาที่ได้กำไร มันก็ไม่ได้ปล่อยออกได้ง่ายดายขนาดนั้น เพราะคนที่เขาจะซื้อ เขาก็ต้องพิจารณาหลายสิ่งอย่าง แบบที่เรามักจะเห็นว่าบ้านมือสองสภาพดีที่ติดป้ายประกาศขาย ใช้เวลาอยู่นานทีเดียวกว่าจะปล่อยออกได้
“เช่า” หรือ “ซื้อ” เลือกสิ่งที่ “เหมาะ” กับตัวเรา
การที่เราจะเลือก “เช่าบ้าน” หรือ “ซื้อบ้าน” ไม่มีถูกหรือผิดตายตัว เพราะท้ายที่สุดแล้วมันเป็นเรื่องที่ขึ้นอยู่กับความต้องการของเราเอง และสิ่งที่สำคัญที่สุด คือ “ความพร้อมทางการเงิน” และ “ต้องมีกำลังผ่อนไหว” เพราะอย่าลืมว่าการซื้อบ้านคือการสมัครใจมีหนี้ก้อนโตที่มีภาระผูกพันระยะยาว ซึ่งระหว่างทางที่ผ่อนบ้านอยู่นั้น อาจเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้นได้มากมาย หากวางแผนทางการเงินไม่ดี ไม่มีแผนสำรองทางการเงิน อาจเกิดสถานการณ์ที่ผ่อนบ้านไม่ไหว หรือคิดไม่ตกว่าจะเอาเงินที่ไหนมาผ่อนบ้าน จะเอาเงินที่ไหนมาเป็นค่าใช้จ่าย และต้องเหลือเงินเก็บเอาไว้ใช้ในยามฉุกเฉินด้วย
เพราะฉะนั้น ถ้าแผนทางการเงินยังไม่พร้อม คิดคำนวณเรื่องการผ่อนจ่ายแล้วรู้ตัวว่าตัวเองไม่ไหวกับรายได้ที่หาได้ ยังไม่อยากมีภาระหนี้สินก้อนใหญ่ยาว 20-30 ปี หรือหน้าที่การงานยังไม่มั่นคง ยังเปลี่ยนที่ทำงานบ่อย ๆ ยังอยากมีอิสระทางการเงิน ยังไม่คิดจะอยู่ติดที่เป็นหลักเป็นแหล่ง และยังไม่แน่ใจว่าตนเองจะฝืนทำงานหนักหาเงินส่งค่าบ้านได้มากน้อยแค่ไหน การเช่าบ้านก็อาจเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ได้มากกว่า หรือถ้ายังให้คำตอบกับตัวเองไม่ได้ ลองพิจารณาจากองค์ประกอบ ดังนี้
- ทำเล
กฎข้อแรกของการเลือกซื้อหรือเช่าที่อยู่อาศัย คือ การเลือกทำเล ซึ่งข้อนี้การเช่าจะได้เปรียบมากกว่า เพราะออฟฟิศทำงานส่วนใหญ่จะอยู่ในเมือง ซึ่งการซื้อบ้านหรือคอนโดในทำเลที่ใกล้กับที่ทำงานนั้น อาจไม่ใช่เรื่องง่ายนักด้วยราคาที่ค่อนข้างสูง แต่ถ้าซื้อจริงก็คงต้องเอาราคามาเปรียบเทียบกับการเช่าอยู่ รวมไปถึงตอบคำถามตัวเองให้ได้ก่อนว่า ถ้าซื้อที่อยู่อาศัยในละแวกดังกล่าวแล้ว จะทำงานที่นี่ หรืออยู่บริเวณนี้อย่างน้อย 5 ปีหรือไม่ ถ้าคิดจะย้ายงานในอนาคตอันใกล้ การเช่าน่าจะสะดวกกว่า เพราะสามารถย้ายที่อยู่ตามสถานที่ทำงานได้เลย และที่สำคัญ อย่าลืมให้ความสำคัญกับเพื่อนบ้านด้วย เพราะถ้าทำเลดีแต่เจอเพื่อนบ้านไม่ดี จะเป็นปัญหาหนักใจตามมาอีก
- ความสามารถทางด้านการเงิน
อีกองค์ประกอบที่ต้องพิจารณาก่อนจะตัดสินใจ “ซื้อ” หรือ “เช่า” ต้องสำรวจความพร้อมทางด้านการเงินก่อน หากคิดจะเช่า ถ้าได้ทำเลที่ชอบและบ้านที่ถูกใจแล้ว สิ่งต่อไป ให้ดูราคาค่าเช่า ค่าประกัน และเงินมัดจำ คำนวณตัวเลขออกมาว่าต้องจ่ายเดือนละเท่าไร ซึ่งการเช่าอยู่ก็จะจบแค่นี้ เพราะเจ้าของบ้านจะเป็นผู้รับผิดชอบในการจ่ายค่าส่วนกลาง ค่าซ่อมบำรุงเวลาที่บ้านชำรุด ซึ่งบรรดาเจ้าของบ้านแถวนั้น ย่อมรู้ดีว่าจะใช้ช่างที่ดีและมีราคาไม่สูงจากที่ไหน
แต่ถ้าหากว่าต้องการจะซื้อบ้านในทำเลที่ใกล้เคียงกัน ก็ต้องสำรวจก่อนว่าบ้านมีพื้นที่ใช้สอยมากน้อยแค่ไหน ซื้อแล้วต้องผ่อนต่อเดือนเท่าไร เทียบกับรายได้และภาระหนี้สิ้นอื่น ๆ ที่มีแล้วไหวหรือไม่ ค่าประกันเกี่ยวกับบ้านที่ต้องจ่ายมีมูลค่าเท่าไร รวมไปถึงค่าจดจำนองและการโอนกรรมสิทธิ์ที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ด้วย รวมไปถึงเงินอีกก้อนที่ต้องสำรองไว้สำหรับการตกแต่งภายใน ค่าจ้างช่างและผู้รับเหมา และทั้งหมดนี้ยังไม่รวมค่าส่วนกลาง ค่าซ่อมบำรุงที่ต้องรับผิดชอบทุกปี ซึ่งค่าใช้จ่ายส่วนนี้เป็นค่าใช้จ่ายประจำที่มาทุกปี
- เปรียบเทียบข้อดี-ข้อเสีย ก่อนตัดสินใจ
มาถึงตรงนี้ เราก็น่าจะได้เห็นตัวเลขระหว่าง “เช่า” กับ “ซื้อ” แล้วว่า การเช่าอาจจะดีสำหรับคนที่ต้องการลงทุนในระยะยาว รวมถึงสร้างความมั่นคงด้วยการมีบ้านเป็นของตัวเอง อยากลงหลักปักฐานเป็นหลักแหล่ง เพราะบ้านจะเพิ่มมูลค่าขึ้นมาเรื่อย ๆ ตามความเจริญของเมือง แถมเป็นสินทรัพย์ที่มีเปอร์เซ็นต์ขาดทุนน้อยมาก แต่ถ้ายังไม่พร้อมที่จะสร้างหนี้ก้อนโต การเช่าจะช่วยให้เราตั้งหลักได้ง่ายกว่า หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น ยังสามารถย้ายที่อยู่ไปหาเช่าในที่ที่ค่าเช่าถูกกว่าได้ (ซึ่งส่วนใหญ่สภาพก็จะตามค่าเช่าและต้องรับสภาพให้ได้) และถ้าคิดจะเช่าอยู่ไปเรื่อย ๆ ค่าเช่าบ้านก็อาจจะถูกปรับขึ้นทุกปีตามสภาพเศรษฐกิจและมูลค่าของที่อยู่อาศัยที่เช่าอยู่
ดังนั้น สำหรับคำถามที่ว่า “เช่า หรือ “ซื้อ” ดีกว่ากัน คงไม่มีคำตอบที่ตายตัว เพราะมันขึ้นอยู่กับตัวของเราเอง แต่คงมีแต่ข้อแนะนำ ว่าช่วงเวลาไหนที่เหมาะจะเช่า พักการสร้างหนี้ไว้ก่อน หรือช่วงเวลาไหนที่เหมาะจะซื้อ เพราะพร้อมทุก ๆ ด้าน นี่เป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาด้วยตนเองจากการทำงาน อายุ และความจำเป็นที่ต้องรีบมีบ้านเป็นของตัวเอง จำเป็นมากน้อยแค่ไหนเมื่อเทียบกับภาระค่าใช้จ่ายที่จะผูกพันกับเราไปในระยะยาว






























