เมื่อต้นฤดูกาล สโมสรเชลซีประกาศว่าได้ตัว เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ กุนซือระดับพระกาฬผู้เคยพา ท็อตแน่มฮ็อตสเปอร์ กับ เปแอสเช โลดแล่นไปถึงนัดชิงชนะเลิศถ้วย ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก มานำทัพคนใหม่ แฟน ๆ ต่างวาดหวังว่าเขาจะเป็นอัศวินม้าขาวพลิกชะตาของทีม แต่ที่ไหนได้ ถึงตอนนี้แข่งไป 10 นัดในลีก “สิงห์บลูส์” กำลังอยู่ในช่วงวิกฤติ หล่นมาอยู่กลางตาราง แพ้ไปถึง 4 เกมหรือเกือบ 40 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว
โดยเฉพาะนัดล่าสุดที่โดนเบรนท์ฟอร์ด สอยคาบ้านแบบไม่เห็นฟอร์ม 0-2 โปเช็ตติโน่ คิดผิดหรือไม่ที่ยอมเข้ามารับตำแหน่งเสี่ยงตายที่สแตมฟอร์ดบริดจ์? รวมทั้งปัญหาทั้งหมดทั้งมวลมีอะไรบ้าง ลองไปทบทวนกันดูครับ
1. การเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วเกินไป
ตอน ท็อดด์ โบลีย์ เข้ามาซื้อทีมเชลซีใหม่ ๆ เขาแสดงออกอย่างชัดเจนว่าค่อนข้างกังวลกับปัญหาที่ผู้บริหารชุดเดิมปล่อยตัวนักเตะเก่าออกไปอย่างง่ายดายและรวดเร็วเกินไป ทำให้ทีมเกิดขาดแคลนผู้เล่นกองหลัง
เมื่อถึงยุคของ โบลีย์ เขาจึงเร่งให้ซื้อนักเตะเข้ามาเสริมทัพอย่างรวดเร็ว และมากมายเกินกว่า 10 คนด้วยซ้ำในช่วงเวลาเพียงไม่ถึงขวบปีที่ผ่านมา โดยไม่สนว่าค่าตัวเท่าไหร่ด้วยซ้ำ แต่ทั้งหมดทั้งมวลกลับกลายมาเป็นปัญหาให้ผู้จัดการทีม ว่าจะจัดตัวผู้เล่นให้ลงตัวและเข้ากันได้อย่างไรในระยะเวลาอันค่อนข้างจำกัด
2. สับสนกับระบบการเล่น
ช่วงออกสตาร์ต ยอดกุนซือชาวอาร์เจนไตน์ ทดลองให้ทีมเล่นในระบบกองหลัง 3 ตัว ประกอบด้วย เอเซล ดิซาซี่, “เสือเฒ่า” ติอาโก้ ซิลวา และเลวี่ โคลวิลล์ 3-4-3 โดยใช้ฟูลแบ็กทั้งสองข้างขึ้นโจมตี คอยเปิดบอลให้ ราฮีม สเตอร์ลิ่ง ทะลุทะลวง เปิดฤดูกาลได้ไม่เลวเสมอกับลิเวอร์พูล ไป 1-1
แต่เล่นไปเล่นมาช่วงล่าสุด โปเช็ตติโน่ เห็นผลงานยังไม่ค่อยดี เลยลองเปลี่ยนรูปแบบมาเล่นเป็นแบ็กโฟร์แทนแบบ 4-3-3 ต่อมาก็ใช้ฟอร์เมชันที่เขาชื่นชมอย่าง 4-2-3-1 อีกครั้ง แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับบรรดานักเตะใหม่ที่จะปรับตัว ดูจะสับสนเสียด้วยซ้ำ
แฟนบอลตั้งข้อสังเกตว่าการปรับเปลี่ยนเช่นนี้มีมาตั้งแต่สมัย เกรแฮม พ็อตเตอร์ แต่จนแล้วจนรอดดูเหมือน “สิงโตน้ำเงินคราม” ยังหาจุดลงตัวไม่ได้เสียที
3. นักเตะใหม่ยังไม่เวิร์ก
ผู้เล่นใหม่ที่สโมสรขนซื้อเข้ามาตั้งแต่ต้นปี 2023 หาคนที่โชว์ฟอร์มประทับใจได้ยากเต็มทน ไม่ว่าจะเป็น โรเบิร์ต ซานเชส, เวสลี่ย์ โฟฟาน่า, เบอนัวต์ บาเดียชิล, มิไคโล มูดริก, นิโคลาส แจ็คสัน, มอยเซส ไคเซโด้, โนนี่ มาดูเอเก้ รวมทั้ง คริสโตเฟอร์ เอ็นคุนคู กับ โรมิโอ ลาเวีย ที่ซื้อมาก็เจ็บยาว ไม่ทราบว่าคัดเลือกและตัดสินใจดึงตัวกันมาอย่างไร แต่ละรายไม่ใช่ถูก ๆ เสียด้วย
คนที่พอจะไปวัดไปวาได้บ้างมีอย่าง เอ็นโซ่ เฟอร์นานเดซ และเอเซล ดิซาซี่ เท่านั้น แต่ล่าสุด เอ็นโซ่ มาเจอปัญหาบาดเจ็บเข้า ซึ่งตอนนี้บรรดาผู้เล่นที่ลงสนามไม่ได้ของเชลซีก็มีรายชื่อเป็นหางว่าวอยู่แล้ว โชคร้ายต้องเพิ่มตัวสำคัญเข้าไปอีก กลายเป็นปัญหาใหญ่ของทีม
4. ความกดดันมหาศาลสำหรับโค้ช
แน่นอนทุกคนทราบดีว่า “สแตมฟอร์ดบริดจ์” คือดินแดนอาถรรพ์ ที่ไม่ว่าได้กุนซือรายใดเข้ามาทำงานอยู่ได้ไม่นาน เชื่อหรือไม่ว่า ตั้งแต่ปี 2018 หรือ 5 ปีที่ผ่านมา เชลซี เปลี่ยนผู้จัดการทีมไปตั้ง 7 หนแล้ว นับจาก เมาริซิโอ ซาร์รี่, แฟรงค์ แลมพาร์ด, โธมัส ทูเคิ่ล, เกรแฮม พ็อตเตอร์, บรูโน่ ซาลตอร์, แฟรงค์ แลมพาร์ด (ภาค 2) และรายล่าสุดอย่าง เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่
แม้จะเป็นเบอร์ใหญ่ของยุโรป ด้วยความกดดันที่สโมสรต้องการความสำเร็จ และใช้เงินซื้อนักเตะไปมากมายมหาศาล หากผลงานของทีมยังไม่กระเตื้องขึ้น ไม่มีใครสามารถคาดเดาความอดทนของบอร์ดบริหาร และเจ้าของทีมอย่าง ท็อดด์ โบลีย์ ว่าจะหน้ามืดหา “แพะรับบาป” มาบูชายันต์เมื่อไหร่?
คงต้องจับตาโปรแกรมของ เชลซี ช่วงนี้ซึ่งสำคัญมาก เพราะเดือนพฤศจิกายนนี้ วันที่ 7 จะต้องบุกไปเยือนทีมเก่าของ โปเช็ตติโน่ เอง นั่นคือ สเปอร์ส ต่อด้วยเกมวีค 12 เปิดบ้านรับการมาเยือนของ แมนฯ ซิตี้ ตามงานหินบุกไปเยือน นิวคาสเซิล ในวันที่ 25 พ.ย. 3 แมตช์นี้คือช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญของ โปเช็ต
สุดท้ายจะกลายเป็น “แบล็ก โนเวมเบอร์” ของเขา หรือหนังเหนียวอยู่รอดไปได้ อีกไม่นานคงได้รู้กัน.






























