
หลังจากที่ปล่อยให้รอมานาน 2 ปีกว่า (อีกนิดเดียวก็จะเต็ม 3 ปีแล้วด้วยแม่) ในที่สุด แก๊งเคาน์เตอร์ล่าปีศาจจาก The Uncanny Counter ก็เปิดปฏิบัติการตามล่าปีศาจกันอีกครั้งในซีซันที่ 2 เชื่อว่ามีคนจำนวนไม่น้อยที่รอ The Uncanny Counter 2 ซึ่งบัดนี้ได้กลับมาออนแอร์ภาคใหม่เรียบร้อยแล้ว นอกเหนือจากเหล่าปีศาจที่ถูกกำจัดไปอย่างสิ้นซาก ทีมนักแสดงเคาน์เตอร์และเหล่าวิญญาณคู่หูบนปรโลกยังเป็นนักแสดงชุดเดิมทุกคน มาพร้อมกับสมาชิกใหม่อีกหนึ่งที่เข้ามาร่วมทีมเคาน์เตอร์ และแก๊งปีศาจแกะกล่อง โดยแก๊งนี้การันตีได้เลยว่าชั่วช้าสามานย์ไม่แพ้แก๊งจากภาคที่แล้ว พ่วงด้วยพลังใหม่ที่ทำจะทำให้การต่อสู้ระหว่างเคาน์เตอร์และปีศาจระทึกใจกว่าเดิม

The Uncanny Counter 2 ยังคงพล็อตเรื่องเดิมไว้ ซึ่งก็เรื่องราวเกี่ยวของแก๊งเคาน์เตอร์ หรือนักล่าปีศาจ ที่คอยตามล่าปราบพวกปีศาจที่ใช้ร่างกายของมนุษย์ที่จิตใจชั่วร้ายเป็นที่สิงสู่ ซึ่งนั่นก็ทำให้มันเป็นปีศาจโดยสมบูรณ์ ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้มีแค่ปีศาจที่ไปอาศัยอยู่ในร่างคนเท่านั้น เพราะคนที่มีความเป็นปีศาจโดยสันดานมันก็มี พวกเขาทั้งหมดปลอมตัวเป็นคนธรรมดาที่เปิดร้านขายบะหมี่รสชาติโคตรอร่อยบังหน้า แต่ไม่ค่อยจะอยู่ขายบะหมี่เท่าไรหรอก ออกไปจับปีศาจบ่อยกว่า แล้วก็เจ็บตัวกลับมาจนเปิดร้านไม่ได้

ซึ่งจะบอกว่าภาคนี้เขาก็ยังเล่นใหญ่จัดเต็มในการปราบปีศาจกันเหมือนเดิม คงไว้ด้วยโทนเรื่องที่เน้นขายขำมากกว่าขายเครียด แต่บทจะเครียดก็ลุ้นจนเกร็ง บทจะเศร้าก็ทำน้ำตารื้น แต่ที่เพิ่มเติมก็คือแก๊งปีศาจที่มีพลังสูงกว่าภาคที่แล้วมาก ภาคที่แล้วก็ว่าจัดการยากแล้ว แต่ภาคนี้หนักกว่าเดิมอีก แถมสมาชิกใหม่ก็ดูจะหาได้นำพา จึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่พวกเคาน์เตอร์จะจัดการกับแก๊งปีศาจแก๊งนี้ อ้อ! แล้วใครสนใจอยากดูซีรีส์เรื่องนี้โดยที่ยังไม่ได้ดูภาคแรก แนะนำให้ไปตามเก็บภาคที่แล้วก่อน เพราะมันเป็นเรื่องราวที่ต่อเนื่องกัน มันมีเรื่องราวเบื้องหลังของตัวละครแต่ละตัวที่ควรต้องรู้ก่อนดูภาคนี้ จะได้ดูรู้เรื่อง (พวกที่เคยดูภาคแรกยังคิดว่าจะกลับไปดูใหม่อีกรอบเลย ภาคนี้ทิ้งระยะนานเกิน)
ครอบครัวมีไว้ปกป้อง ไม่ใช่ตบตี

เป็นคำพูดที่โคตรจะ MVP เลย ครอบครัวมีไว้ปกป้องไม่ใช่ตบตี จริง ๆ มีซีรีส์เกาหลีหลายเรื่องที่นำเสนอในประเด็นของความรุนแรงในครอบครัว โดยแต่ละเรื่องก็จะมีวิธีเล่าเรื่องที่แตกต่างกันออกไป แล้วซีรีส์เรื่องนี้ก็เล่นประเด็นนี้มาตั้งแต่ภาคที่แล้วแล้วด้วย อย่างไรก็ตาม ซีรีส์เรื่องนี้ไม่ได้เจาะจงที่จะนำเสนอปัญหาสังคมปัญหาใดปัญหาหนึ่ง แต่มักจะเล่าปัญหาต่าง ๆ แบบรวม ๆ ให้เรามองออกมาในแง่ของความดีความชั่วมากกว่า ไม่ว่าคนชั่วจะมีอยู่เยอะแยะมากมายแค่ไหน หรือต่อให้ดูเหมือนว่าความชั่วจะกลืนกินสังคมไปขนาดไหนแล้วก็ตาม แต่โลกนี้ก็ยังไม่สิ้นคนดี ยังไม่หมดหวัง มันต้องมีใครสักคนที่ลุกขึ้นมาต่อต้านความชั่วได้สำเร็จในสักวัน ธรรมะย่อมชนะอธรรมในที่สุด

ถ้าไม่เชื่อ จะลองสังเกตดูก็ได้นะ ว่าคนเขียนบทเรื่องนี้พยายามออกแบบทีมเคาน์เตอร์และตัวละครฝั่งดีแต่ละตัวให้ยังมีจุดบอดอยู่มากพอสมควร เวลาที่ต่อสู้กับปีศาจเก่ง ๆ ก็มักจะเพลี่ยงพล้ำก่อนเสมอ บางทีก็เจ็บกันปางตาย ไม่ได้จะเอาชนะพวกปีศาจได้ง่ายขนาดนั้น (ยกเว้นโซมุนที่ภาคนี้เก่งกล้าสามารถขึ้นแบบก้าวกระโดดมาก) แต่ไม่ว่าจะยังไง เหล่าแก๊งเคาน์เตอร์ก็จะเอาชนะปีศาจมาได้ในที่สุด มันเลยทำให้ยังพอมีความหวังในโลกของความเป็นจริง นี่ก็เชื่อว่าสักวัน ความดีจะมีพลังมากพอที่สร้างสมดุลในสังคมขึ้นมาอีกครั้ง

เอาล่ะ กลับมาต่อกันที่ประเด็นของครอบครัวอีกนิด คือครอบครัวเนี่ยถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของสถาบันต่าง ๆ ทางสังคม และก็มีความสำคัญมากในการหล่อหลอมสมาชิกของสังคมขึ้นมา โดยเฉพาะเด็ก ๆ พวกเขามีเพียงครอบครัวเท่านั้นที่จะเป็นตัวอย่างที่ดีได้ และเป็นที่เดียวที่ปกป้องพวกเขาจากอันตรายและเรื่องไม่ดีทั้งหลาย แต่ในเมื่อหัวหน้าครอบครัวเป็นพวกที่ชอบใช้กำลัง ใช้ความรุนแรงในครอบครัวเสมอ ขนาดคนที่เด็ก ๆ เรียกว่าพ่อยังทำกับแม่และตัวของเด็ก ๆ ได้ขนาดนั้นเลย มันก็ไม่แปลกที่เด็กจะซึมซับความรุนแรงมาด้วย และเริ่มมองว่ามันเป็นเรื่องปกติ เพราะพวกเขาก็เห็นมันมาตั้งนานจนชินชาไปแล้ว

ถ้าหัวหน้าครอบครัวยังไม่ปกป้องครอบครัว มันก็จะไม่เหลือคำว่าครอบครัวอีกต่อไป ซึ่งจะเห็นได้ว่าเด็กผู้ชายที่โซมุนและแก๊งเคาน์เตอร์ช่วยไว้ ก็เริ่มรับพฤติกรรมความรุนแรงมาจากการที่เห็นพ่อที่กระทืบแม่ทุกวันเหมือนกัน ส่วนแม่เองก็ไม่ได้มีศักยภาพมากพอที่จะพาลูกหนีไปได้ดีกว่านี้ เด็กที่เจอเรื่องที่กระทบกระเทือนจิตใจมานาน ถ้าเขาไม่กลายเป็นปีศาจเหมือนพ่อที่ชอบใช้ความรุนแรงจนบานปลาย ก็จะกลายเป็นคนที่ปิดใจและหวาดกลัวสังคม ยังดีที่พวกเคาน์เตอร์สามารถช่วยเหลือเด็กคนนี้ไว้ได้ก่อนที่จะสายไป บวกกับการที่เด็กเองก็ยังรักแม่และใฝ่ดีอยู่ อย่างที่แม่เขาบอกนั่นแหละว่าถึงเธอจะไม่เคยทำอะไรดี ๆ ให้ลูก แต่ลูกของเธอก็ยังอุตส่าห์โตมาเป็นผู้เป็นคนได้
เราจะเสี่ยงชีวิตช่วยคนอื่นไปทำไมกัน ใครจะเป็นคนปลอบโยนเรา

จริง ๆ นี่คงเป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นในใจลึก ๆ ของคนที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้เสียสละคอยช่วยเหลือคนอื่น พวกเขาน่าจะเคยมีคำถามนี้ในใจสักครั้งเป็นอย่างน้อย คนที่คอยเสี่ยงชีวิตช่วยเหลือคนอื่นอยู่เสมอเมื่อผู้อื่นเดือดร้อน ไม่เคยลังเลว่าตัวเองก็อาจจะเดือดร้อนไปด้วยก็ได้ เสียสละเพื่อผู้อื่นเสมอ แล้วในวันที่พวกเขาเดือดร้อนบ้าง ใครจะช่วยเหลือพวกเขา ใครจะปลอบโยนพวกเขา ใครจะยืนอยู่ข้างพวกเขา ดู ๆ ไปแล้วเหมือนว่านี่จะเป็นอุปสรรคอันดับแรก ๆ เลยล่ะที่ทำให้คนหลายคนลังเลที่จะทำความดี

เรามักจะได้ยินข่าวในแง่ที่ว่าพลเมืองดีเข้าไปช่วยเหลือคนอื่น แล้วตัวเองกลับเดือดร้อนเสียเองอยู่เสมอใช่ไหมล่ะ บางคนทำดีไม่ได้ดี โดนด่าว่าเข้าไปยุ่งเรื่องคนอื่นอีก บางคนเข้าไปช่วยคนอื่นแต่ตัวเองเจ็บตัว บ้างก็พิการ และอีกส่วนก็ถึงขั้นเสียชีวิต แต่สิ่งที่ผู้เสียสละเหล่านี้ได้รับกลับมามันช่างน้อยนิด เทียบไม่ได้เลยกับสิ่งที่เขาสูญเสียไป ที่บอกว่าเป็นตำนาน เป็นที่จดจำ ที่จริงคนเหล่านี้ช่วยเหลือโดยไม่ได้หวังอะไรตอบแทนหรอก แต่แล้วยังไงล่ะ ถ้าพูดกัยตามความจริงเลยนะ ความภาคภูมิใจมันก็กินไม่ได้ แล้วบางทีพอเรื่องเงียบ สังคมก็ค่อย ๆ ลืมพวกเขาไป พวกเขาแทบไม่เคยได้รับอะไรที่มันปลอบใจชีวิตที่เบื้องหลังอาจจะน่าเศร้ามากกว่าคนที่พวกเขาคอยให้ความช่วยเหลืออยู่ก็ได้

“ทำไมเขาถึงรอด ทำไมเขารอดทั้ง ๆ ที่อยากตาย แต่มินจีกลับตายทั้ง ๆ ที่ดิ้นรนมีชีวิตอยู่ ทำไมฉันต้องช่วยเขา และส่งมินจีไปโดยไม่ได้ร่ำลา ทำไมล่ะ ทำไม” นี่เป็นฉากระบายความในใจที่สะเทือนใจคนดูพอสมควรเลย ระหว่างที่เขากำลังเสี่ยงชีวิตช่วยเหลือคนอื่นจากการพยายามฆ่าตัวตาย เขากลับปล่อยให้คนที่เขารักไปที่ที่เธออยากไปตามลำพัง แล้วเขาก็สูญเสียเธอไปในที่สุด เขาคงรู้สึกว่าการพยายามช่วยคนอื่นในตอนนั้นเป็นเรื่องบ้าบอที่ทำให้เขาเสียเวลา แทนที่เขาจะได้ไปหาและอยู่กับคนที่เขารักแทน

ขนาดในละครยังเจ็บปวดขนาดนี้ ถ้ามันเป็นเรื่องจริงขึ้นมาก็คงจะน่าเศร้ามาก จริง ๆ มันก็มีข่าวทำนองนี้ให้เห็นบ่อยอยู่นะ ประมาณว่าเหตุการณ์มันบังเอิญเกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน ขณะที่คนหนึ่งกำลังช่วยเหลือผู้อื่นในสถานการณ์หนึ่งตามศรัทธาและสำนึกในหน้าที่ ทว่าคนที่บ้านก็เจอกับเรื่องเลวร้ายอีกสถานการณ์หนึ่งเหมือนกัน แต่…เรื่องร้ายที่เกิดขึ้นกับคนที่บ้าน กลับไม่มีใครช่วยเหลือครอบครัวเขาแบบที่เขาเคยช่วยเหลือผู้อื่นมานักต่อนักเลย มันจึงไม่แปลกที่ทำไมพวกเขาถึงโทษทั้งตัวเองและโทษทุกอย่างที่เกิดขึ้นแบบคนพาล ทั้งที่ไม่มีอะไรดีขึ้น แต่อย่างน้อยก็ยังได้ระบายความอัดอั้นตันใจออกมา ว่าพวกเขาเจ็บปวดมากแค่ไหน
ผมรู้ว่าการเสียคนในครอบครัวไปในพริบตามันรู้สึกยังไง วินาทีหนึ่งพวกเขายังอยู่ แล้วจู่ ๆ ก็หายวับไป

จากภาคที่แล้ว หลาย ๆ คนน่าจะจำได้ดีว่าพระเอกหนุ่มน้อยโซมุนของเรานั้นมีปมใหญ่ที่สุดก็คือเรื่องพ่อแม่ของเขา นับจากวันนั้น มันนำมาซึ่งความเลวร้ายต่าง ๆ นานาในชีวิตของเด็กหนุ่มคนหนึ่ง เขาสูญเสียพ่อแม่ เขากลายเป็นเด็กพิการ ยายของเขาก็กลายเป็นคนป้ำ ๆ เป๋อ ๆ เพราะอาการช็อก และมักจะต่อว่าหลานตัวเองว่าเป็นคนฆ่าลูกสาวของเธอ อยู่โรงเรียนเขาก็โดนเพื่อนร่วมชั้นกลั่นแกล้งแรง ๆ เสมอ เหนือสิ่งอื่นใด คือการที่เขาได้เห็นเหตุการณ์ที่พ่อแม่จากไปต่อหน้าต่อตา เพราะฉะนั้น เขาจึงรู้ดีว่าการสูญเสียคนที่รักไปแบบไม่ได้ร่ำลาในชั่วพริบตาเดียวมันเป็นยังไง

แม้ว่าต่อมาเขาจะได้รับพลังพิเศษ ทำให้ได้เข้าร่วมกลุ่มเคาน์เตอร์ ที่มีหน้าที่ตามล่าและจับปีศาจร้ายบนโลกมนุษย์ส่งกลับปรโลก เรื่องราวของพ่อแม่ก็คลี่คลาย จนได้สะสางเรื่องราวน่าเศร้าของตัวเองได้ และส่งพ่อแม่ผ่านประตูไปยังภพภูมิที่ดี แต่ในภาคนี้เขากลับต้องมาเจอเข้ากับเหตุการณ์ที่คล้ายคลึงกันอีกครั้ง โชคดีที่ครั้งนี้มันไม่ได้เกิดขึ้นกับเขา แต่เขาก็อดไม่ได้ที่จะนึกถึงความเจ็บปวดนั้น สำหรับเขามันอาจไม่ใช่เรื่องที่เจ็บปวดจนทนไม่ได้อีกต่อไปแล้ว แต่กับคนที่กำลังเผชิญกับเรื่องราวเลวร้ายในแบบที่เขาเคยเจอ คนคนนั้นจะรับมือกับมันได้ยังไง จะผ่านมันไปยังไง

อย่างไรก็ตาม เรื่องราวการสูญดสียที่เกิดขึ้นนี้อาจกลายเป็นอีกปมสำคัญในภาคนี้เลยก็ว่าได้ เพราะตัวละครตัวใหม่ที่เพิ่งจะสูญเสียบุคคลอันที่รักพร้อมกันถึง 2 คนในเวลาเดียวกัน เป็นตัวละครที่ยังคาดเดาฝ่ายไม่ได้เลยว่าเขาจะใฝ่ดีหรือฝักร้าย ความเศร้าและความเจ็บปวดอาจพัฒนาเป็นความเคียดแค้นที่ยากที่หยุด และทำให้เขามุ่งมั่นที่จะแก้แค้นเพียงอย่าเดียว จนค่อย ๆ หลอมให้เขากลายเป็นปีศาจที่ชั่วร้ายไปในที่สุดก็ได้ เพราะแรงแค้นมันทำได้ทุกอย่าง แม้กระทั่งเปลี่ยนนักบุญให้เป็นซาตาน พระเอกอย่างโซมุนยังเคยสติหลุดมาแล้วเลยเมื่อภาคที่แล้วน่ะ

ใครที่ผ่านเข้าไปที่ Netflix เห็นซีรีส์เรื่อง The Uncanny Counter ทั้งซีซันที่ 2 และซีซันที่แล้ว ถ้ายังลังเลอยู่ว่าจะดูดีไม่ดูดี นี่กล้าบอกเลยว่าดูเถอะ มันสนุกดีนะ นี่ก็ว่าจะกลับมาเริ่มต้นดูซีรีส์แบบจริง ๆ จัง ๆ เพราะเรื่องนี้เหมือนกัน หลังจากเบื่อ ๆ และอิ่มตัวกับการดูซีรีส์มาพักใหญ่ ส่วนหนึ่งเพราะเราได้ตามมาตั้งแต่ภาคที่แล้ว ก็เลยอยากจะรู้เรื่องราวต่อ อีกอย่างที่สำคัญก็คือมันครบครันทุกรสชาติดี ช่วงตึงเครียดก็มาก ช่วงยิงมุกขายขำก็บ่อย (แค่เห็นหน้าเคาน์เตอร์คนใหม่ก็ได้ขำรอแล้ว) ช่วงซึ้งก็ทำได้ประทับใจจนร้องไห้ตาม ส่วนเลิฟไลน์ก็พอมีให้ลุ้น (จะคืบหน้าไหมไม่รู้) มันเลยทำให้การขายพล็อตเรื่องความดีความชั่ว ผู้ช่วยเหลือหรือปีศาจ ดูไม่ได้ยัดเยียดจนเกินไปนัก 😇






























