Home PR NEWS พลังงานสะอาด “พลิกโฉมอนาคตอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย”

พลังงานสะอาด “พลิกโฉมอนาคตอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย”


อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการ transform จากเครื่องยนต์ระบบสันดาปมาเป็นยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่หลายคนต่างพากันจับตามอง เพราะสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับยานยนต์ไฟฟ้ายังไม่ได้พร้อม 100% สำหรับการเปลี่ยนผ่านทั้งหมด อย่างไรก็ดี ยอดผลิตและยอดจำหน่ายยานยนต์ไฟฟ้านับวันก็มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น

ภาครัฐและทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง อาจจะต้องเร่งมือในการสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐานเพื่อรองรับตลาดยานยนต์ไฟฟ้าที่กำลังเติบโตขึ้นทุกวัน อาร์เอ็กซ์ เทรดเด็กซ์ ร่วมกับสถาบันยานยนต์ จัดสัมมนา “พลิกโฉมอนาคตอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย” ในออโตโมทีฟ ฟอรั่ม 2023 ซึ่งจัดขึ้นในงานแมนูแฟกเจอริ่ง เอ็กซ์โป 2023 ที่ไบเทค บางนา และมีผู้ทรงคุณวุฒิหลายท่านมาร่วมกันแสดงข้อคิดเห็นที่น่าสนใจ

ดร.เกรียงศักดิ์ วงศ์พร้อมรัตน์ ผู้อำนวยการสถาบันยานยนต์ กล่าวถึงภาพรวมของตลาดยานยนต์ว่า แม้ว่ายอดผลิตและยอดจำหน่ายยานยนต์ไฟฟ้าจะเพิ่มมากขึ้น สำหรับการผลิตยานยนต์เพื่อส่งออกของไทย ยังเน้นที่รถปิกอัพ ที่ตลาดหลักจะเป็นโอเชียเนีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม และกลุ่มประเทศใน Middle East คาดว่าในปี 2030 การผลิตและการส่งออกจะยังไม่ได้เป็นรถ EV ทั้งหมด และสำหรับรถเครื่องยนต์สันดาป หรือ ICE ซึ่งประเทศไทยมีจุดแข็งมาก ก็จะยังคงมีอยู่แต่จะมีการปรับแต่งเพื่อให้พลังงานสะอาดมากขึ้น


นอกจากนี้ยังมีวงเสวนาเรื่อง Hydrogen vehicle: The next -coming technology กล่าวถึงการใช้พลังงานทางเลือกอย่าง ไฮโดรเจน ที่มีความเห็นร่วมกันว่า ไฮโดรเจนเป็นพลังงานที่มีใช้มานานแล้วกว่า 200 ปี ในอดีตใช้ในภารกิจบนอวกาศ เป็นตัวกำเนิดพลังงานเชื้อเพลิงไฮโดรเจนให้กระสวยอวกาศ ปัจจุบันไฮโดรเจนถูกนำมาใช้ในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี น้ำมัน ซึ่งคุณสมบัติสำคัญของไฮโดรเจนคือความสะอาดและช่วยลดการเกินคาร์บอนไดออกไซด์

หากพูดถึงเรื่องพลังงานไฮโดรเจน ได้มีการศึกษาถึงการนำไฮโดรเจนมาใช้งาน และพบว่ามีความเป็นไปได้ที่จะนำมาใช้งานทั้งในภาคอุตสาหกรรม ไฟฟ้า และขนส่ง ซึ่งคาดว่าจะมีโอกาสได้นำมาทดลองใช้ในภาคขนส่งในปีนี้ ที่ได้เห็นกันบ้างแล้ว โดยค่ายโตโยต้าได้ทดลองนำมาใช้กับรถรุ่น MIRAI ที่โครงสร้างเครื่องยนต์ยังเป็นของเดิม แค่ปรับเปลี่ยนส่วนประกอบบางตัวและใช้ไฮโดรเจนเป็นพลังงานในการขับเคลื่อน

ซึ่งไฮโดรเจนน่าจะเป็นทางเลือกสำหรับผู้ใช้ยานยนต์ไฟฟ้าที่มีความต้องการมากกว่าปกติ เช่น รถไฟฟ้าปัจจุบันสามารถวิ่งได้ในระยะทางประมาณ 400 กม. ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง หากต้องการวิ่งให้ได้ระยะทางไกลกว่านี้ ต้องเพิ่มจำนวนแบตเตอรี่ที่จะมากักเก็บพลังงาน แต่แบตเตอรี่ก็จะเพิ่มน้ำหนักให้กับตัวรถมากขึ้น หรือระยะเวลาการเติมไฮโดรเจนที่ใช้น้อยกว่าการชาร์จประจุไฟฟ้า ฯลฯ

แม้ว่าผู้บริโภคหลายรายยังมีความกังวลเรื่องความปลอดภัยในการใช้ไฮโดรเจน แต่ไม่ว่าจะรถที่ใช้พลังงานอะไรก็ล้วนแต่มีความเสี่ยงได้ทั้งสิ้น ซึ่งก่อนที่จะผลิตรถยนต์ออกมาได้นั้น ค่ายรถยนต์ก็จะต้องมีการทดสอบและเกณฑ์มาตรฐานที่ชัดเจน เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้ใช้งาน อีกหนึ่งความกังวลในการใช้รถพลังงานไฮโดรเจน คือจุดเติมไฮโดรเจนที่ยังมีไม่มากเท่าจุดชาร์จรถไฟฟ้า และไม่สามารถทำจุดเติมไฮโดรเจนไว้ที่บ้านได้

ต้นทุนไฮโดรเจนในปัจจุบัน ยังไม่ได้สร้างแรงจูงใจให้ผู้บริโภคหันมาใช้งานให้มากขึ้น บทบาทของภาครัฐจึงควรต้องเข้ามาช่วยสนับสนุน เพื่อให้ยานยนต์พลังงานไฮโดรเจนไม่ใช่เรื่องไกลตัวเราอีกต่อไปและกลายเป็นทางเลือกของพลังงานสะอาดได้อย่างแท้จริง

ฝากข่าวประชาสัมพันธ์ได้ที่ [email protected]