ฟุตบอลแมตช์เดียวซึ่งโหดร้ายและชี้เป็นชี้ตายมากที่สุดในโลกลูกหนังใบนี้ เห็นท่าจะเป็นเกมเพลย์ออฟตัดสินทีมเลื่อนชั้นขึ้นมาอยู่พรีเมียร์ลีก ที่ ลูตัน ทาวน์ กับ โคเวนทรี ซิตี้ เพิ่งดวลกันไปหมาด ๆ เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมานี่ล่ะครับ
เกมเพลย์ออฟ คือความซาดิสม์สูงสุดเพราะอารมณ์ประมาณว่าทีมชนะได้ขึ้นสวรรค์ ไปเล่นในลีกที่คนทั่วโลกคลั่งไคล้ มีเงินรายได้ประเคนให้สโมสรและเหล่านักเตะทันทีกว่า 150 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 6,000 ล้านบาท รับโบนัสกันอื้อซ่า ส่วนคนแพ้ โน่นครับ ต้องกลับไปเล่นในลีกเดอะ แชมเปียนชิปต่อ ซึ่งไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะได้โอกาสมาเพลย์ออฟแบบนี้อีก เพราะแต่ละทีมในลีกนี้คู่คี่สูสี เล่นกันดุเดือด และความเปลี่ยนแปลงสูงเหลือเกิน
เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา คือการดวลกันของสองทีมเก่าแก่ซึ่งเป็นที่รู้จักของแฟนบอลไทย และสุดท้าย ลูตัน ทาวน์ เป็นฝ่ายได้เฮหลังจากดวลจุดโทษชนะ โคเวนทรี ซิตี้ ไปได้อย่างเฉียดฉิว
เอ่ยถึง ลูตัน ทาวน์ สมัยก่อนคงพอจำกันได้ สมัยก่อนในยุค 80 พวกเขาเป็นหนึ่งในสโมสรที่ตัดสินทำพื้นสนามเคนิลเวิร์ธ โรด ให้เป็นหญ้าเทียมเช่นเดียวกับ ลอฟตัส โรด ของควีนส์ปาร์ก เรนเจอร์ส “ทหารเสือราชินี” ไม่ทราบว่าฝ่ายบริหารคิดอะไรอยู่ตอนนั้น
“หญ้าเทียม” สมัยก่อนคุณภาพไม่ได้ใกล้เคียงหญ้าจริงเหมือนสมัยนี้ด้วยครับ มีความเป็นหญ้าพลาสติกสูงมาก และพื้นผิวสนามจะแข็ง ลูกบอลตกแล้วกระเด็นกระดอนดีเหลือเกิน กลายเป็นสนามปราบเซียนไป สมัยโน้นทีมใหญ่ ๆ ไม่อยากไปเล่นที่นั่นหรอกครับ เพราะกลัวเสียฟอร์ม แถมยังกลัวนักเตะตัวเองบาดเจ็บด้วย เพราะเอาแค่ล้มลงไปธรรมดาเนื้อตัวก็อาจเกิดรอยไหม้ขึ้นแล้ว
สโมสร ลูตัน เคยสร้างประวัติศาสตร์ด้วยการโค่น อาร์เซนอล 3-2 ในปี 1988 เป็นแชมป์ลีกคัพได้สำเร็จแบบพลิกความคาดหมายคาเวมบลีย์ ซึ่งเป็นเกียรติยศเดียวของสโมสร ยุคนั้นพวกเขามียอดปราการหลังสวมเฮดแบนด์อย่าง สตีฟ ฟอร์สเตอร์ (เคยอยู่ไบรท์ตันฯ) ประตูจอมเหนียวอย่าง แอนดี้ ดิ๊บเบิ้ล มีคู่ศูนย์หน้าอย่าง มิค ฮาร์ฟอร์ด (ไอ้มนุษย์ไม้ร่างโย่ง) กับไบรอัน สตีน ผู้ยิงคนเดียวสองประตูที่เวมบลีย์วันนั้น โดย ฮาร์ฟอร์ด เป็นหนึ่งในตำนานสโมสรผู้มาชมเกมเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาด้วย
จากยุคเรืองรองสู่ความตกต่ำ ลูตัน ตกชั้นไปจากลีกสูงสุดในปี 1991-92 ซึ่งเป็นฤดูกาลสุดท้ายของดิวิชัน 1 นั่นเอง นั่นหมายความว่าพวกเขายังไม่เคยมีโอกาสลงเล่นพรีเมียร์ลีกมาเลย
ต่อมาสโมสรแห่งนี้ประสบปัญหาการเงินอย่างหนักในปี 2009 ทีมค่อย ๆ ร่วงลงไปทีละลีกจนกระทั่งกระเด็นออกไปอยู่นอกลีกด้วยสภาพน่าอเนจอนาถ
หลังจากนั้นไม่น่าเชื่อว่า “เดอะ แฮ็ตเตอร์ส” จะกลับมาได้ในที่สุด พวกเขาใช้เวลา 9 ปีก้าวจากทีมนอกลีกขึ้นสู่พรีเมียร์ลีก ในฤดูกาลหน้า แล้วขอให้จับตาดูนักเตะอย่าง รัดด็อก เพลลี่ มิดฟิลด์วัย 29 ปี ซึ่งกำลังจะกลายเป็นนักเตะประวัติศาสตร์คนแรกที่ลงเล่นให้สโมสรเดียวครบทุกลีกในอังกฤษ คือตั้งแต่ เนชันนัลลีก, ลีกทู, ลีกวัน, แชมเปี้ยนชิป จนขึ้นมาพรีเมียร์ลีก ถือเป็นความอเมซิ่งสูงสุดของชีวิตนักฟุตบอลคนหนึ่ง
ขอแสดงความดีใจกับแฟนลูตัน ส่วนแฟนและเหล่านักเตะ โคเวนทรี “ช้างกระทืบโรง” นั้นน่าเห็นใจเหลือเกินแพ้แบบสุดกดดัน เพราะต้องดวลจุดโทษจนถึงลูกซัดเดนเดธคือลูกที่ 6 กติกาฟุตบอลมันก็ช่างโหดร้าย เล่นกันมาทั้งฤดูกาลต้องมาตัดสินด้วยลูกจุดโทษลูกเดียว บีบทั้งคนยิง บีบทั้งคนลุ้น สุดท้าย ดาโบ ของโคเวนทรี ต้องกลายเป็นคนฝันร้าย ยิงข้ามคานออกไป
พรีเมียร์ลีกฤดูกาลหน้าน่าจะมีสีสันมิใช่น้อย ลูตัน ทาวน์ จะได้ประเดิมลีกสูงสุดนี้ครั้งแรก อยากจะเห็นทีมเจ็ตเซ็ตอย่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ มาเยือน เคนิลเวิร์ธ โรด สนามบ้าน ๆ ความจุระดับหนึ่งหมื่นคนนิด ๆ (ขนาดเล็กสุดในพรีเมียร์ลีก) คงสนุกพิลึก ยังดียุคนี้รื้อหญ้าเทียมปรับเป็นหญ้าธรรมชาติเรียบร้อยแล้วนานแล้ว ไม่งั้นละก็คงได้เห็นโค้ชอย่าง เป๊ป กวาดิโอล่า เกาหัวแกรก ๆ งุนงงกับสนามแห่งนี้ยิ่งขึ้นไปอีกเป็นแน่แท้.






























