ช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ชื่อ “โจวโซ่วจือ” ซีอีโอของติ๊กต็อก (TikTok) ในวัย 40 ปีถูกจับตาเป็นอย่างยิ่งจากสื่อทั่วโลก จากที่ต้องปรากฏตัวต่อสภาคองเกรส สหรัฐฯ ที่ดำเนินการไต่ส่วนแอปพลิเคชันที่เป็นการรวบรวมคลิปสั้นจากเหล่าครีเอเตอร์ ที่มีจำนวนผู้ใช้งานแตะที่ 150 ล้านคนทั่วโลกไปแล้ว
ซึ่งการปรากฏตัวของ “โจวโซ่วจือ” ต่อสภาคองเกรสนั้น เกิดขึ้นจากที่ก่อนหน้านี้ ติ๊กต็อก ที่มีบริษัทแม่คือ “ไบต์แดนซ์” (ByteDance) บริษัทด้านเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของจีนเป็นผู้ถือหุ้น และทำให้ “ติ๊กต็อก” ถูกแบนจากหน่วยงานภาครัฐในหลายประเทศไม่ว่าจะเป็นแคนาดา เบลเยียม ไต้หวัน สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร รวมไปถึงเหล่าประเทศที่เป็นสมาชิกอียู ก็ได้รับการแนะนำให้หลบแอปพลิเคชันดังกล่าวออกจากหน่วยงานราชการและองค์กรภาครัฐ
ที่เป็นเช่นนั้นเพราะกลุ่มประเทศในภูมิภาคตะวันตก ต่างหวาดระแวงว่าแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่มีบริษัทยักษ์ใหญ่ทางด้านเทคโนโลยีของจีนจะแชร์ข้อมูลหลังบ้านของตัวเองให้กับรัฐบาลจีน และเกรงว่าจะใช้ติ๊กต็อกเป็นช่องทางในการสอดแนมกิจการภายในประเทศตนเอง และด้วยความหวาดระแวงดังกล่าว ทำให้ซีอีโอวัย 40 ปีของติ๊กต็อก ต้องขึ้นให้การกับการไต่สวนของสภาคองเกรสสหรัฐฯ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา
ในการไต่สวนของสภาคองเกรส “โจวโซ่วจือ” พยายามจะแสดงให้เห็นชัดว่า “ติ๊กต็อก” เป็นอิสระจากบริษัทแม่อย่าง “ไบต์แดนซ์” และตัวเขาเองเป็นคนสิงคโปร์ที่ครอบครัวก็อาศัยอยู่ที่สิงคโปร์ ขณะเดียวกันยังยืนยันว่าการเข้าถึงข้อมูลหลังบ้านจากบริษัทแม่ในปักกิ่งนั้น ปัจจุบันทำได้เพียงบางส่วนและในอนาคตจะไม่สามารถทำได้ ทันทีที่โปรเจกต์เท็กซัส ( Project Texas โครงการรักษาความปลอดภัยของข้อมูล ที่จะย้ายข้อมูลของ TikTok ไปไว้กับ Oracle)
เอาเข้าจริง กรณีของติ๊กต็อก ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผู้บริหารแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียถูกไต่สวนจากสภาคองเกรส ก่อนหน้านี้ มาร์ก ซัคเกอร์เบิร์ก ผู้ก่อตั้งเฟซบุ๊ก ก็ต้องขึ้นให้การต่อกรณีที่มีข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้เฟซบุ๊กรั่วไหลและมีผลต่อการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ หากครั้งนี้ทางการสหรัฐฯ จะกังวลใจก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะโลกยุคปัจจุบันนั้น ความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลไม่เคยมีอยู่จริง ทันทีที่คุณลงทะเบียนเพื่อใช้งานแอปพลิเคชันหรือเปิดแอ็กเคานต์บนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย
สิ่งที่น่าสนใจต่อจากนี้ คือข้อกำหนดที่จะเกิดขึ้นกับ ติ๊กต็อกในสหรัฐฯ เพราะในการไต่สวนของคองเกรส เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาไม่ได้มีแต่เพียงเรื่องความปลอดภัยของข้อมูลผู้ใช้งาน หากแต่ยังได้มีการพูดถึง Contents ในติ๊กต็อก ที่กล่าวว่าขึ้นชื่อว่าเป็นแหล่งรวมคลิปข่าวลือ คลิปที่ทำให้เกิดความเข้าใจผิด หรือคลิปที่สร้างเฟกนิวส์เป็นจำนวนมาก
แต่ที่น่ากลัวที่สุดเห็นจะเป็นการทำงานของ “อัลกอริธึม” บนแพลตฟอร์มนี้ที่คอยสนองตอบความต้องการของผู้ใช้ ยิ่งเสพมากเท่าไร ก็ยิ่งเชื่อมากเท่านั้น ยิ่งเชื่อมากเท่าไร ก็จะยิ่งติดการใช้แอปพลิเคชันจนทำให้เกิดความเชื่อที่ผิด และบางรายก็ก่อให้เกิดอันตรายจนถึงแก่ชีวิต
ซึ่งแม้แต่ซีอีโอของติ๊กต็อกอย่าง “โจวโซว่จือ” เองก็สั่งห้ามไม่ให้ลูก ๆ ของตนเองมีแอ็กเคานต์บนติ๊กต็อก ไม่ต่างอะไรจากผู้บริหารเฟซบุ๊กหลายรายที่ห้ามไม่ให้บุตรหลานของตนเองมีแอ็กเคานต์บนโซเชียลมีเดียที่พวกเขานั่งบริหารอยู่
การไต่สวนของสภาคองเกรสนั้นจบไปแล้ว หากการพิจารณาต่อจากนี้คือข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ ที่ต้องการให้ติ๊กต็อกเป็นแอปพลิเคชันที่ไม่มีความข้องเกี่ยวกับทางการจีนอีกต่อไป ด้วยการบีบให้หุ้นส่วนทางจีนอย่าง “ไบต์แดนซ์” (ByteDance) นั้นขายหุ้นทั้งหมดให้กับบริษัทในสหรัฐฯ เสีย (ก่อนหน้านี้ติ๊กต็อกขายหุ้นให้กับทาง Oracle แล้วในปี 2563) ถ้าฝ่ายบริหารของติ๊กต็อกยังดื้อดึงต่อไป ก็จะทำการแบนแอปพลิเคชันนี้ในประเทศ
ซึ่งนั่นหมายถึง ทาง Google Store และ Apple Store จะต้องลบแอปพลิเคชันติ๊กต็อกทิ้ง ส่วนใครที่มีแอปฯ อยู่ในเครื่องก็จะไม่สามารถใช้งานได้หากมีการแบนอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งเท่ากับว่าติ๊กต็อกจะสูญเสียกลุ่มผู้ใช้งานจำนวนมากที่สุดของตนเอง ขณะเดียวกัน อินสตาแกรมและยูทูบ น่าจะถูมือรอลุ้นว่าคู่แข่งที่มาแรงอย่างติ๊กต็อกจะล่มสลายในสหรัฐฯ หรือไม่ เพราะการที่ยูทูบหรืออินสตาแกรม เปิดให้อัปโหลดคลิปของติ๊กต็อกขึ้นแพลตฟอร์มของตนเองได้นั้น มันมีเหตุผลที่แอบแฝงอยู่อีกมากมาย
ในยุคที่ทุกอย่าง “มาไว ไปไว” ผู้เขียนขอแนะนำคุณผู้อ่านให้อยู่ในฐานะผู้ชมจะสนุกกว่ามาก แต่ถ้าคิดว่าต้องการลงไปเล่นกับแพลตฟอร์มเหล่านี้ ก็ขอให้พึงระลึกไว้เสมอว่าเปรียบเสมือนไปอาศัยบ้านคนอื่นอยู่ หากเกิดความเปลี่ยนแปลงอะไรขึ้นก็ต้องทำใจ
แล้วพบกันใหม่สัปดาห์หน้าค่ะ