
“ท้องได้ก็เลี้ยงได้” ทัศนคติที่ต้องปรับเปลี่ยนของ “แม่วัยรุ่น” ในเมืองไทยที่อัตราของแม่วัยรุ่นนั้นมีอายุระหว่าง 15-19 ปี จากผลสำรวจเมื่อปี 2563 นั้นมีจำนวน 29 คนต่อ 1 พันคน ที่เป็นการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น ซึ่งเป็นอัตราโดยรวมที่ยังสูงอยู่ และส่งผลต่อภาระทางสุขภาพและทางเศรษฐกิจของแม่ และการดูแลจากหน่วยงานรัฐบาล
จากผลสำรวจในปี 2560 พบว่าในจำนวนแม่วัยรุ่นในเมืองไทยนั้น จบการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น 38.8 เปอร์เซ็นต์ ประถมปลาย 34.5 เปอร์เซ็นต์ มัธยมปลาย 21.4 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือจะอยู่ในระดับอาชีวศึกษา และ ปริญญาตรีขึ้นไป 2.0 เปอร์เซ็นต์ และ 3.3 เปอร์เซนต์ ตามลำดับ โดนแม่วัยรุ่นส่วนใหญ่จะมีรายได้ต่อปีอยู่ที่ประมาณ 121,867 บาท เฉลี่ยแล้วอยู่ที่ประมาณหนึ่งหมื่นบาทต่อเดือน (หรือต่ำกว่านั้น) จากผลสำรวจในปี 2560
ลักษณะสภาพทางสังคมและเศรษฐกิจของแม่วัยรุ่น
ส่วนใหญ่อยู่ในครัวเรือนเกษตรกรและผู้ใช้แรงงาน อาศัยอยู่นอกเขตเทศบาล และแม่วัยรุ่นมักเกิดซ้ำในสังคมและครัวเรือนที่เป็นแม่วัยรุ่น โดยชีวิตของแม่วัยรุ่นส่วนใหญ่ เมื่อตั้งครรภ์แล้วจะหลุดจากระบบการศึกษา ซึ่งทำให้แม่วัยรุ่นขาดโอกาสในการพัฒนาตนเอง และทำให้มีรายได้เฉลี่ยต่ำกว่าคนวัยเดียวกัน ซึ่งปัญหาของแม่วัยรุ่นยังส่งผลต่อเศรษฐกิจของประเทศ เพราะแม่วัยรุ่นไม่สามารถทำงานได้เหมือนกับคนวัยเดียวกัน ออกจากระบบการศึกษา มีวุฒิภาวะในการตัดสินใจต่ำ ทำให้การประกอบอาชีพมีข้อจำกัด อันมีผลต่อเด็กที่เกิดใหม่ ซึ่งแม่วัยรุ่นไม่สามารถเลี้ยงดูได้อย่างเต็มที่
ซึ่งทั้งหมดจะทำให้รายได้ของกลุ่มคนรุ่นใหม่มีแนวโน้มที่แตกต่างกันมากขึ้น ทำให้ต้นทุนค่าเสียโอกาสทางเศรษฐกิจของแม่วัยรุ่นในรุ่นถัดไปเพิ่มมากกว่าเดิม ถึงแม้จะมีปัจจุบัน จะมีการออกกฎกระทรวงของกระทรวงศึกษาธิการที่ระบุว่า “นักเรียนหรือนักศึกษาซึ่งตั้งครรภ์อยู่ในสถานศึกษา ต้องไม่ให้นักเรียนหรือนักศึกษานั้นออกจากสถานศึกษาดังกล่าว เว้นแต่เป็นการย้ายสถานศึกษาตามความประสงค์ของนักเรียนหรือนักศึกษานั้น”
หากแต่การเป็นคุณแม่วัยรุ่น ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเลี้ยงลูกไปด้วยและเรียนหนังสือไปด้วย จึงทำให้แม่วัยรุ่นจำนวนมากออกจากระบบการศึกษาไปโดยปริยาย ดังนั้น การพัฒนการศึกษานอกระบบ สำหรับแม่วัยรุ่นที่อยากมีชีวิตที่ดีขึ้นจึงเป็นทางเลือกที่ดีมากกว่า
มาตรการที่แก้ปัญหาแม่วัยรุ่นอย่างจริงจัง
มาตรการที่เกี่ยวกับการใช้ถุงยางอนามัย
สร้างความเข้าใจและรณรงค์ให้เกิดการใช้ถุงยางอนามัย เพราะถุงยางอนามัยไม่เพียงจะช่วยป้องกันการตั้งครรภ์อันไม่พึงประสงค์ หากแต่ยังช่วยป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อีกด้วย
การดำเนินงานของเครือข่ายให้คำปรึกษาและยุติการตั้งครรภ์
เครือข่ายให้คำปรึกษาและยุติการตั้งครรภ์อย่าง RSA คือ เครือข่าย แพทย์ พยาบาล และบุคลากรสหวิชาชีพอื่น ๆ จากภาครัฐและภาคเอกชน ที่รวมตัวกันอาสารับ ส่งต่อ และบริการยุติการตั้งครรภ์ที่ปลอดภัยทางการแพทย์ ตามแนวทางราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์ ด้วยการใช้ยาหรือใช้เครื่องดูดโพรงมดลูก โดยมีข้อบ่งชี้ที่สอดคล้องกับกฎหมายและข้อบังคับของแพทยสภา ให้กับผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ไม่พร้อมที่มีปัญหาสุขภาพกายและสุขภาพจิต โดยสามารถเข้าไปหาข้อมูลได้ที่เว็บไซต์ https://rsathai.org/ หรือสามารถโทรปรึกษาได้ที่ 1663
โครงการป้องกันการตั้งครรภ์ซ้ำในวัยรุ่น
โครงการนี้อยู่ในสถานบริการในเครือข่ายของ สปสช. ทั่วประเทศ ให้บริการคุมกำเนิดกึ่งถาวร (LARC) การใส่ห่วงอนามัย และยาฝังคุมกำเนิดแก่วัยรุ่นอายุต่ำกว่า 20 ปีโดยไม่มีค่าบริการ
การให้ความรู้เรื่องเพศกับวัยรุ่น
โดยการให้ความรู้ดังกล่าวต้องเริ่มตั้งแต่ช่วยป้องกันการมีเพศสัมพันธ์แบบไม่ปลอดภัย ให้ความสำคัญกับการป้องกันเมื่อมีเพศสัมพันธ์ การใช้ยาคุมฉุกเฉิน และการให้คำปรึกษา






























