ครั้งหนึ่งผู้เขียนเคยมีโอกาสสนทนากับผู้บริหารระดับสูงท่านหนึ่งของผู้ให้บริการทีวีในระบบบอกรับสมาชิก หรือที่เรียกกันติดปากว่า เคเบิลทีวี เราคุยกันถึงเรื่องการรับชมความบันเทิงในปัจจุบันที่เรียกกันว่า “สตรีมมิ่ง” ซึ่งในเมืองไทยมีผู้บริการอยู่หลายเจ้า และในช่วงเวลาสามปีของการต่อสู้กับโรคระบาดอันยาวนาน ดูเหมือนว่าการเติบโตของตลาดในสตรีมมิ่งจะไปไวแบบก้าวกระโดดในเมืองไทย จนกระทั่งสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย การดำเนินชีวิตเริ่มกลับมาสู่สภาวะเกือบปกติในทุกวงการ และนั่นได้ทำให้ผลความนิยมที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงเริ่มปรากฏ
สิ่งแรกคือผู้ที่เป็นสมาชิก OTT หรือสตรีมมิ่งทั้งหลายเริ่มเห็นพ้องต้องกัน ว่าต้องใช้เวลาเกินกว่า 30 นาทีกว่าจะเลือกได้ว่าจะดูภาพยนตร์เรื่องไหน ซีรีส์แนวใด เป็นอาการที่เกิดขึ้นกันทั่วหน้า แม้แต่ One Stand Up Comedy ชื่อดังคนหนึ่งยังเอาไปพูดบนเวทีตัวเอง สิ่งที่ผู้เขียนและผู้บริหารท่านดังกล่าวที่ผู้เขียนนับถือเป็น “พี่” นั้นเห็นพ้องต้องกันคือ Linear TV หรือการรับชมตามโปรแกรมที่จัดวางให้ยังคงมีความสำคัญ เพียงแต่รูปแบบหรือแพลตฟอร์มที่เกิดใหม่กับแพลตฟอร์มเดิมต่างต้องปรับเข้าหากัน มิใช่ว่าจะต้องมีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดล้มหายไป
และดูเหมือนว่าสิ่งที่ผู้เขียนได้พูดคุยกับผู้บริหารท่านดังกล่าวจะสอดคล้องกับรายงานของ Media Partners Asia ที่ระบุเอาไว้ในช่วงต้นปี 2023 ว่าตลาดเคเบิลทีวีต้องปรับตัวครั้งใหญ่ เพราะตัวเลขของผู้ใช้บริการ Pay-TV ช่วงระหว่างปี 2019-2021 นั้น มีตัวเลขของผู้ที่บอกเลิกสมาชิกแล้วถึง 9.1 ล้านราย เป็นตัวเลขที่มีนัยยะสำคัญทั้งในออสเตรเลีย มาเลเซีย และประเทศไทย
รายงานฉบับดังกล่าวยังระบุด้วยว่าตัวเลขสมาชิก Pay-TV ที่มีโอกาสเติบโตในภูมิภาคเอเชียนั้นมีโอกาสอยู่ในเอเชียใต้อย่างอินเดีย หากตัวเลขนั้นอยูในระดับ 1 ล้านรายเท่านั้นระหว่างปี 2022-27 ซึ่งนับว่าเป็นตัวเลขที่ต่ำมาก ทั้งนี้มีการระบุว่าผู้ให้บริการ Pay-TV นั้นจำเป็นต้องปรับตัวเพื่อให้อยู่รอดในอนาคต
โดยปรับเปลี่ยนให้ตนเองเป็นเจ้าของกล่องหรือ Set Top Box ให้บริการแบบ IPTV (Internet Protocal Television) ซึ่งผู้ให้บริการต้องให้บริการผ่านทางผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต ตัวอย่างที่เข้าใจได้ง่ายที่สุดคือกล่องที่มีให้บริการแล้วอย่าง TrueID, AIS Play และ 3BB ซึ่งทั้งสามกล่องเป็นผู้ให้บริการเน็ตบ้าน (อินเทอร์เน็ตพื้นฐาน และเป็นผู้ให้บริการความบันเทิงแบบบอกรับสมาชิก หรือ VOD (Video on Demand)
เมื่อผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต หรือ Operator มีสิ่งที่เรียกว่า VOD อยู่ในมือ พวกเขาจะรวมร่างใหม่ให้กลายเป็นการให้บริการแบบบอกรับสมาชิกเรียกว่า SVOD (Supscription Video On Demand) ซึ่งปัจจุบันในเมืองไทยนั้นมีตัวเลขที่เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่วน Linear TV คือการให้บริการรับชมฟรีทีวีตามโปรแกรมที่จัดวาง ยังคงมีความสำคัญอยู่ เพราะยังเป็นช่องทางสำหรับคนท้องถิ่นในแต่ละประเทศในการติดตามข่าวสาร และหมายถึงการรับชมการถ่ายทอดสดกีฬา มหกรรมสำคัญในระดับนานาชาติ
ซึ่งนั่นหมายความว่าความต้องการ Content กีฬาจะเพิ่มมากขึ้น เพียงแต่จะไม่ใช่ยุคของการทำสงครามราคาลิขสิทธิ์ราคาดังที่เกิดขึ้นในช่วงปลาย 1990’s – กลาง 2010’s อีกต่อไป โดยในงาน The Sportel Rendez-Vous Bali ภายใต้หัวข้อ Masterclass Asia ที่เกี่ยวข้องกับตลาด Content กีฬาในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งผู้ที่เข้าร่วมสัมมนาประกอบไปด้วยตัวแทนจาก IMG, SEM, SPOTV, AFC และ SportBusiness ซึ่งมีบทสรุปน่าสนใจว่า วันเวลาอันเรืองรองของเคเบิลทีวี หรือการรับชมโทรทัศน์ในระบบบอกรับสมาชิกนั้นได้จบลงแล้ว
แต่ไม่ได้ถึงกับร่วงหล่นจนต้องกลบฝัง เพราะระบบ Linear TV ยังคงมีความสำคัญต่อคนท้องถิ่น และนั่นหมายถึงความต้องการ Content กีฬานั้นเพิ่มสูงขึ้น หากไม่ได้หมายความว่าจะเป็นการทำสงครามราคาเหมือนดังเมื่อยี่สิบปีก่อน แต่จะเป็นการปรับรูปแบบในการทำเงินจาก Content กีฬาให้ได้มากที่สุด ดังนั้น การทำโฆษณาที่ต้องผสานไปกับเนื้อหา รวมไปถึงการเข้าถึงของสินค้าและบริการที่ต้องการเป็น Sponsorship ก็ทำได้ง่ายขึ้น
จะเห็นว่ารายงานจากทั้ง Media Partners Asia และงานสัมมนา The Sportel Redez-Vous Bali นั้น ส่งสารออกมาเหมือนกันคือ “ความเปลี่ยนแปลง” ที่คนในธุรกิจต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอด เป็นความเปลี่ยนแปลงที่ไม่ได้หมายความว่า “สิ่งเก่าต้องหายไปทั้งหมด หรือของที่มาใหม่ไม่ดีไปเสียหมด” หากปรับให้เข้ากันได้แล้ว อาจหมายถึงทางเลือกใหม่ที่สามารถสร้างมูลค่าได้มากกว่าที่คิดก็ได้
ในสงครามธุรกิจ หากเราต้องการชนะศึกโดยไม่ต้องรบให้เสียเลือดเนื้อ ก็ต้องรู้จักจุดแข็งของตนเอง และใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ส่วนจุดอ่อนนั้น จงหาพันธมิตรในการร่วมพัฒนา เพราะนี่คือยุคสมัยที่คุณจะรอดได้หากรู้จัก “แสวงจุดร่วมและสงวนจุดต่าง”
แล้วพบกันใหม่สัปดาห์หน้าค่ะ