The Interest of Love ความรักน่ะ มันไม่ง่ายที่จะเข้าใจหรอก

ภาพจาก JTBC

ช่วงปลายปีแบบนี้ ซีรีส์พล็อตเกี่ยวกับความรักน่าจะขายดีเป็นพิเศษ เพราะบรรยากาศและสภาพอากาศมันทำให้คนอินกับความรักและโลกสีชมพูได้ไม่ยาก แต่ในทางกลับกัน บางทีอากาศหนาวก็มาพร้อมความอ้างว้างและความเหงาเหมือนกัน เพราะคงไม่ใช่ทุกคนที่จะกำลังตกหลุมรักใครสักคนอยู่ และก็ไม่ใช่ทุกคนที่ความรักสวยงาม เพราะความรักมันมีหลากหลายความเป็นไป กว่าจะเข้าใจความรักกันได้จริง ๆ จัง ๆ มันไม่ง่ายนักหรอก บางคนยังอาจจะสับสนอยู่เลยว่าตกลงแล้ว “ความรัก” มันคืออะไรกันแน่

ถ้าใครยังสงสัยหรือสับสนในความรักอยู่ บางทีการหาคำตอบจากตัวเองมันอาจจะไม่ค่อยเห็นภาพ แต่เวลาที่เราเป็นคนนอกมองเข้าไป จะเห็นภาพได้ชัดกว่า ถ้าอย่างนั้นลองมาหาคำตอบของความรักจากการดูซีรีส์กันดูไหม ความรักหลาย ๆ แบบในละคร ส่วนใหญ่เขาก็ดัดแปลงมาจากเรื่องจริงทั้งนั้นแหละ เพราะละครคือชีวิต แต่ชีวิตจริงยิ่งกว่าละคร และกับซีรีส์เรื่อง The Interest of Love นี้ ก็อาจจะให้คำตอบที่ใครบางคนตามหาอยู่ก็เป็นได้

ภาพจาก JTBC

The Interest of Love ชื่อไทยสไตล์ Netflix คือ เมื่อเราเข้าใจรัก จากชื่อเรื่องมันก็ชัดเจนอยู่แล้วว่าเกี่ยวกับความรักล้วน ๆ แต่จะตีความออกมาเป็นรักแบบไหนบ้างอันนี้น่าสนใจ เรื่องราวของชายหญิง 4 คนที่ทำงานในธนาคารเดียวกัน แล้วต้องเข้ามาพัวพันกับปัญหาเรื่องความรักที่สุดจะซับซ้อน รักสามเส้าเราสี่คน สามเส้าในสามเส้า แต่แล้วสิ่งที่พวกเขาต้องหาคำตอบจริง ๆ ก็คือตัวเองจะยอมทุ่มเทให้ “ความรัก” กันได้มากแค่ไหน มันค่อนข้างอินได้ง่ายเพราะความรักหนุ่มสาวมันเกิดได้ทุกที่แหละ โดยเฉพาะในที่ทำงานซึ่งใกล้ชิดกันมาก หลายคนชอบเพราะมันดูเรียลดี

ปริศนาสำคัญของความรักพระนางคือมันอึดอัดมาก ในอีพีแรกเหมือนทั้งคู่จะใจตรงกัน พระเอกเริ่มเข้าหา และนางเอกเริ่มเปิดใจให้ ถึงขั้นนัดไปกินข้าวด้วยกัน แต่ในคืนนั้นกลับมีเรื่องราวบางอย่างเกิดขึ้น พระเอกไปสายเพราะงานไม่เสร็จ ตอนแรกนางเอกก็ยังรอทั้งที่พระเอกสายเป็นชั่วโมง เธอเห็นแล้วว่าเขากำลังตั้งหน้าตั้งตาวิ่งเพื่อรีบมาหาเธอ เธอแอบยิ้มด้วยความเอ็นดู ทว่าเพียงแค่เสี้ยววินาทีเท่านั้น รอยยิ้มนั้นจางหายไป และเธอก็ลุกหนีไปจากเขาทั้งที่ทนรอมาตั้งนาน พระเอกมาถึงนางเอกก็ไม่รอแล้ว

อีกทั้งในตัวอย่าง นางเอกถามพระเอกถึงเรื่องที่เขาเคยถามเธอว่า “อะไร ๆ จะเปลี่ยนไปไหม ถ้าวันนั้นเราเจอกัน” มันเลยเป็นหมัดฮุกชวนสงสัยว่าสรุปแล้วนางเอกเห็นพระเอกทำอะไรกันแน่ เธอถึงลุกหนีไปจากการนัดเดตคืนนั้น โดยที่พระเอกเข้าใจว่าเธอโกรธเขาเรื่องที่มาสายเพียงอย่างเดียว ดูทรงว่าความรักของคู่นี้จะพาคนดูปวดหัวแน่นอน กว่าจะเข้าใจความรักกันได้ แต่พูดก็พูดนะ การดำเนินเรื่องมันเอื่อยแบบเรื่อย ๆ มาเรียง ๆ ไปหน่อย ออกจะน่าเบื่อไม่น้อยสำหรับคนที่ชอบดูพล็อตตื่นเต้นเป็นทุนเดิม ถ้าดูตอนง่วงอาจมีหลับใส่ให้พระเอกนางเอกดูเรานอนหลับได้เลยแหละ

ความรักน่ะไม่ได้ชนะทุกอย่างในโลกเส็งเคร็งใบนี้หรอกนะ เงินมีอำนาจกว่าที่นายคิดอีก

ภาพจาก JTBC

หลายคนน่าจะเคยได้ยินคำพูดที่ว่า “แค่ความรัก…มันไม่พอ” มาก่อน มองแบบไม่โลกสวยเลยนะ ความรักมันไม่พอจริง ๆ ในโลกของความเป็นจริง ความรักที่แค่ถูกใจตัวเอง มีไม่มากนักหรอกที่จะไปกันรอด สุดท้ายแล้วความรักมันต้องถูกใจสังคมและคนรอบข้างด้วย ลองจินตนาการดูก็ได้ว่าถ้าคุณเปิดตัวว่ากำลังคบอยู่กับใครสักคน เชื่อเถอะว่าคุณจะต้องถูกคนอื่นตั้งคำถามว่าเขาคนนั้นมีภูมิหลังเป็นยังไง ทำงานอะไร หน้าที่การงานเจริญก้าวหน้าไหม เรียนจบอะไรมา พ่อแม่ทำงานอะไร สถานะทางสังคมเป็นยังไง สูงกว่า พอ ๆ กัน หรือต่ำกว่าไปเลย และอีกหลายสิ่งอย่าง บลา ๆ

ภาพจาก JTBC

อันที่จริง การที่เราจะคบหาดูใจกับใครสักคน เรื่องพวกนี้มันเป็นองค์ประกอบในการพิจารณานะว่าเราควรจะไปต่อหรือพอแค่นี้กับคนนี้ ธรรมชาติของมนุษย์พยายามจะหาหนทางให้ตัวเองได้มีชีวิตที่ดีขึ้น ไม่ใช่ทำให้ตัวเองลำบากลง แค่ไม่ดีขึ้นและไม่แย่ลงก็ทำใจลำบากแล้ว ไม่ต้องคิดเลยว่าไม่ดีขึ้นแถมยังแย่ลงอีก ใครจะอยากเลือกเดินทางนั้นกัน

หลาย ๆ คนที่ชอบพูดว่า “ฉันก็เลือกเหมือนกันนะ” มันไม่เกินจริงเลย เรื่องของคู่ครองมันต้องเลือกจริง ๆ และเลือกให้ดี ๆ ไม่ใช่เรื่องผิดด้วยถ้าเราจะช่างเลือกช่างคัดสรรคนที่จะมาเป็นคู่ชีวิต กว่าเราจะเติบโตมาขนาดนี้ กว่าจะดิ้นรนเอาตัวรอดให้พ้นปากเหยี่ยวปากกามาได้มันไม่ง่าย แล้วจะลากตัวเองลงไปแย่กว่าเดิมเพื่ออะไร ลองตอบคำถามนี้ให้ได้ แย่ในที่นี้ไม่ได้หมายความแค่เรื่องเงินเท่านั้น มันยังหมายถึงไลฟ์สไตล์ ทัศนคติต่าง ๆ ด้วย ถ้าคนเราศีลไม่เสมอกัน ไปกันรอดน่ะยาก และมันก็จะกลับไปที่จุดเริ่มต้นของการ “เลือก” ว่าควรเลือกแบบที่ศีลเสมอกันมากกว่า

ภาพจาก FB: JTBC Drama

ยิ่งฐานะทางการเงินกับความรักนี่จะมองข้ามไม่ได้ ต่อให้รักกันปานจะกลืนกิน (จริง ๆ ในหัวมีคำที่แรงกว่านี้ แต่มันไม่สุภาพเอาซะเลย) สุดท้ายแล้วเรื่องเงินก็เป็นปัจจัยสำคัญของชีวิตคู่ อยู่คนเดียวยังต้องใช้เงิน แล้วทำไมถึงคิดว่าเงินไม่สำคัญกับชีวิตคู่ล่ะ ชีวิตคู่ที่พังเพราะเรื่องเงินมีให้เห็นเป็นบทเรียนตั้งไม่รู้เท่าไร ยามรักกันปัญหาอะไรก็ไม่หวั่น แต่พอปัญหาพวกนั้นมันพอกหางหมูขึ้นเรื่อย ๆ จบลงด้วยการฆ่ากันตายมีถมเถไป โดยเฉพาะเรื่องเงิน จริง ๆ ยังมีอีกหลายปัจจัยที่สามารถทำลายความรักของผู้คนได้ เพราะฉะนั้น ความรักคนที่บอกความรักชนะทุกสิ่ง แปลว่าไม่เคยมีความรักจริง ๆ และอาจจะไม่เคยหลุดออกมาจากโลกของจินตนาการมาดูโลกแห่งความเป็นจริง

บางโอกาสก็ดูเหมือนจะยุติธรรม แต่ก็มีการแบ่งแยกอยู่ดี

ภาพจาก JTBC

ตัวละครที่น่าอึดอัดที่สุดในเรื่อง คือนางเอก ซึ่งดูเป็นคนที่มีปมหนักหน่วงบางอย่างอยู่ในใจตลอดเวลา ทางช่อง JTBC แนะนำคาแรคเตอร์ของตัวละครตัวนี้เอาไว้ ว่าเป็นผู้ที่มองว่า “ความรักคือปราสาททรายบนชายหาด มันสวยงาม แต่มันอาศัยอยู่จริงไม่ได้ และต่อให้สร้างมันขึ้นมาด้วยความระมัดระวังแค่ไหน มันก็สามารถพังทลายลงได้ในชั่วพริบตา” เธอรู้ดีว่าตัวเองแตกต่างจากคนอื่น ๆ และพยายามเจียมตัวเองอยู่เสมอ ใช้ชีวิตให้ยุ่งเหยิงเข้าไว้ เพื่อปกป้องความรู้สึกตัวเองไม่ให้เติบโตท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ทุกอย่างถูกแบ่งแยก โดยเฉพาะ “ชนชั้นของคน”

ภาพจาก JTBC

ถึงแม้ว่าจะดูเป็นคนที่เจียมตัวอยู่ตลอด แต่บุคลิกลึก ๆ ของนางเอกก็ไม่ธรรมดา นางดูมีความแอบเฟียสเบา ๆ หนักแน่น ทะเยอทะยานเท่าที่จะไปได้ เพราะเธอเชื่อมาโดยตลอดว่าตัวเองจะต้องผ่านพ้นจุดอัปยศนี้ไปให้ได้ เธอมาจากต่างจังหวัดเพื่อมาเริ่มต้นชีวิตในเมืองหลวงแบบที่ไม่รู้อะไรเลย แต่การจับต้นชนปลายไม่ถูก ทุกอย่างเป็นศูนย์ ต้องเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ กลับทำให้เธอมีความหวัง เพราะอย่างน้อยมันก็กลับไปจุดเริ่มต้น ในบ้านใหม่ที่ถึงจะหนาวเย็น มืดมิด และเก่าโทรม มันดูละม้ายคล้ายคลึงกับตัวเธอเองเหลือเกิน

ภาพจาก FB: JTBC Drama

เธอเชื่อว่าตัวเองทำได้ทุกอย่างถ้าพยายามมากพอ ถึงจะสิ้นหวัง แต่เธอก็อยากมีชีวิตที่ดีขึ้น จึงเริ่มต้นสมัครทำงานธนาคารทั้งที่ตัวเองไม่ได้เรียนวิทยาลัยและจบแค่มัธยมปลาย เพราะเชื่อว่ามันจะเป็นโอกาสที่ดีของตัวเอง แต่เธอกลับได้รู้อย่างแจ่มแจ้งว่าผู้คนต่างแบ่งแยกกัน หลาย ๆ ครั้งเธออาจจะถูกแบ่งแยกแบบไม่ชัด แต่บางครั้งมันก็ชัดเจนเกินไป ในขณะที่ทุกคนไม่ได้คิดว่ามันผิดแปลกอะไร เพราะภูมิหลังของเธอและคนเหล่านั้นแตกต่างกัน หรือแม้แต่บางโอกาสที่ดูเหมือนจะยุติธรรม สุดท้ายก็มีการแบ่งแยกอยู่ดี โดยที่เธอคือคนที่อยู่นอกเส้นแบ่งนั้น ไม่ง่ายเลยที่จะก้าวข้ามไปได้ ทางเดียวที่เธอจะไม่เจ็บปวดในสังคมเหยียดเก่งทั้งต่อหน้าและลับหลัง คือการก้มหน้ารับความจริง

ใช่แล้ว เราเลือกปฏิบัติ ตามยอดเงินในบัญชีและการใช้จ่ายประจำเดือนของคุณ

ซีรีส์เรื่องนี้คงเป็นอีกเรื่องที่ตั้งใจจะชี้ให้เห็นถึงประเด็นความเหลื่อมล้ำ ที่มันแทรกอยู่ในทุกลมหายใจของเราเป็นปกติ ไม่ว่าจะอย่างไร สังคมมีชนชั้น สังคมมีการแบ่งแยก และคนไม่เท่ากันจริง ๆ ในเชิงปฏิบัติ โลกความเป็นจริงมันเป็นแบบนี้ ยิ่งทุกวันนี้การวัดสถานะของคนมันเปลี่ยนไป เมื่อก่อนระดับชั้นทางสังคมจะบอกสถานะ แต่สมัยนี้สถานะของคนมันวัดจากความมั่งคั่ง แบบที่สำนวนไทยก็บอกไว้นะ ว่า “มีเงินเขานับว่าน้อง มีทองเขานับว่าพี่” ไง

ภาพจาก JTBC

นอกจากประเด็นรักสามเส้าที่เริ่มโยงใยกันไปมาในอีพีที่ 1 และ 2 สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างเกี่ยวกับซีรีส์เรื่อง The Interest of Love คือสิ่งที่ละครเกาหลีเขาทำได้ดีมาโดยตลอด มันก็คือการถ่ายทอดเรื่องราวเบื้องลึกเบื้องหลังของอาชีพต่าง ๆ แบบไม่มีกั๊กทั้งด้านสว่างและด้านมืด อย่างเรื่องนี้ที่จะเน้นอาชีพของตัวละครที่ทำงานอยู่ในธนาคาร ฉากเกินครึ่งก็จะอยู่ในธนาคารนี่แหละ ถึงแม้ว่าเปิดเรื่องมา 2 ตอนจะยังไม่ได้ลงรายละเอียดอะไรลึก แต่ก็ได้กลิ่นเรื่องการแบ่งแยก ชนชั้น การบูลลี่ ดูถูกผู้หญิง ชายเป็นใหญ่ ในสายอาชีพนี้แล้ว อีกตั้ง 14 ตอน มีดาร์กกว่านี้แน่นอน

อย่างเรื่องของการเลือกปฏิบัติ ก็เล่าในเรื่องโต้ง ๆ เลยว่าที่ธนาคารสาขานี้มีลูกค้ามาใช้บริการประมาณวันละ 300 คน แต่พนักงานธนาคารก็ไม่ได้บริการลูกค้าทุกคนเท่าเทียมกันหมด พวกที่มาขอกู้เงินต้องกดเลขคิวและรอ พวกที่นำเงินมาให้จะได้รับการปรนนิบัติอย่างดี พวกวีไอพีจะได้ไปหาหัวหน้าสาขา และถ้าเป็นสุดยอดวีไอพี ก็ไม่ต้องมาธนาคารเอง พนักงานจะไปหาถึงบ้าน ชัดเจนว่าการแบ่งชนชั้นทางสังคมนั้นมีอยู่ทั้งในหมู่ลูกค้าที่มาธนาคารและในหมู่พนักงานธนาคารที่สายคล้องบัตรคนละสี แบ่งว่าพนักงานประจำกับพนักงานสัญญาจ้าง ศักดิ์ศรีไม่เท่ากัน

ภาพจาก FB: JTBC Drama

ซึ่งการมีความเหลื่อมล้ำและความไม่เท่าเทียมในที่ทำงานมันนำไปสู่การเลือกปฏิบัติ ที่เห็นชัดในเรื่อง คือวุฒิการศึกษาและพื้นเพ มีส่วนกำหนดหน้าที่ในการทำงานว่าทำได้แค่ไหน ต่อให้มีอายุงานมากกว่าก็ขยับขยายได้ช้ากว่าคนที่มีการศึกษาสูงกว่าและพื้นเพดีกว่า จุดนี้มันสร้างความลำบากใจและปมด้อยให้กับคนทำงาน หรือต่อให้มีหน้าตาสะสวยก็อาจไม่ใด้ช่วยนัก แถมยังตกเป็นเป้าให้นินทาสนุกปากมากกว่า หากการศึกษาไม่สูงและภูมิหลังไม่ดี

ของแถมคือเป็นพล็อตความรักในที่ทำงาน คือธนาคารไม่ได้มีกฎห้ามพนักงานคบกันแบบพล็อตของภาพยนตร์ไทยเรื่อง ATM เออรัก เออเร่อ แต่การปิ๊งรักกันหรือคบหากันในที่ทำงานมักจะตกเป็นประเด็นอื้อฉาวอยู่แล้ว รวมถึงประเด็นหลังจากความรักขมปี๋ การเจอหน้ากันในฐานะเพื่อนร่วมงานคงดูไม่จืด พวกคนในธนาคารจึงมักจะแซะและจิกกัดหากแอบรู้มาว่าใครกุ๊กกิ๊กกับใคร ซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่แค่การล้อแบบขำขัน แต่จงใจแซะมากกว่า

ภาพจาก JTBC

ซีนที่น่าอึดอัดคือการที่คนระดับหัวหน้า 2 คนซึ่งกำลังเมากรึ่ม ๆ ทำตัวไร้มารยาทกับลูกน้อง จี้ถามเรื่องการแอบคบกันหรือเปล่าทั้งที่ลูกน้องไม่เต็มใจตอบ สถานการณ์นั้นการคบกันคงไม่ใช่ความลับ เพียงแต่ไม่จำเป็นต้องป่าวประกาศให้ใครรู้ ขนาดลูกน้องปฏิเสธก็ยังไม่หยุด ที่สำคัญ มูลเหตุที่สงสัยว่าเขาคบกันก็เริ่มมาจากการเห็นหนุ่มสาวคน 2 คนนั่งกินข้าวกลางวันด้วยกัน แล้วเอามาโมเมเป็นตุเป็นตะว่าเขาคบกัน ซึ่งมันไม่ใช่ แบบที่เพื่อนพระเอกพูดนั่นแหละ ว่าถ้ากินข้าวเที่ยงด้วยกันหมายถึงคบกันอยู่ งั้นตัวเขาก็คงมีแฟนเก่าเป็นร้อยคนแล้ว

เท่านี้ก็พอจะมองออกแล้วแหละ ว่ารูปแบบการเล่าเรื่องความรักของซีรีส์เรื่องนี้คงจะเป็นเรื่องของความรักที่มาพร้อมกับความเหลื่อมล้ำแน่ ๆ ความรักที่ต่อให้รักมากและอยากแต่งงานด้วย แต่กลับรับไม่ได้ที่บ้านของอีกฝ่ายยังใช้ส้วมแบบนั่งยอง รับไม่ได้ว่าครอบครัวของอีกฝ่ายจนกว่าตัวเองมาก แล้วเริ่มมีความคิดในด้านลบว่าอาหารที่แฟนกินมาจากเงินพ่อแม่ของตัวเองหรือไม่ก็เงินของตัวเอง เริ่มกลัวว่าต้องเลี้ยงแฟนจน ๆ ไปตลอดชีวิต เริ่มคิดว่าต่อไปเงินที่หามาได้คงไม่ใช่เงินของตัวเองอีกแล้ว ไม่ผิดหรอกถ้าจะคิดแบบนี้ เพราะคนเรามีสิทธิ์ที่จะ “เลือก” สิ่งที่ดีที่สุดให้ตัวเอง

ภาพจาก FB: JTBC Drama

แต่ก็ถือว่ายังดีนะที่สุดท้ายแล้วคู่รักอุทธาหรณ์สอนใจที่เอ่ยถึงในย่อหน้าก่อนหน้าเลิกกันไป ถ้ายังรักตัวเองมากจนฝืนเสียสละความสบายตัวเองไม่ได้ ถ้ายังไม่พร้อมที่จะแชร์ความทุกข์ความลำบากของอีกฝ่าย และถ้ายังไม่พร้อมที่จะรับรู้ว่าความรักจริง ๆ มันมีแบบไหนบ้าง ก็ควรที่จะอยู่เป็นโสดตัวคนเดียวไป จะได้ไม่ทำร้ายทั้งความรู้สึกตัวเองและของคนอื่น นี่แหละ ที่เราต้องพยายามที่จะเข้าใจว่าความรักมันไม่ได้ชนะทุกสิ่ง มันยังมีอะไรอีกเยอะที่กำหนดเส้นทางของความรัก และต้องรู้ว่าบางทีคนเราก็เห็นแก่ตัวเองมากเกินกว่าที่จะทุ่มเทให้ “ความรัก” แบบหมดหน้าตัก ย้ำอีกทีว่าไม่ใช่เรื่องผิดอะไร เรา “เลือก” ได้ ถ้ายังไม่พอใจก็แค่ต้องอยู่คนเดียวไปเท่านั้นเอง 🖤