Home Work & Living Living โอกาสของไทยในการเป็นฮับด้าน Data Center ประจำภูมิภาค

โอกาสของไทยในการเป็นฮับด้าน Data Center ประจำภูมิภาค

เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา มีข่าวใหญ่ข่าวหนึ่งที่ถือว่าเป็นข่าวดีในแวดวงธุรกิจและเศรษฐกิจของไทย บริษัทยักษ์ใหญ่จากต่างชาติจะเข้ามาลงทุนด้านเทคโนโลยีในไทย โดย Amazon Web Services (AWS) ซึ่งเป็นหน่วยธุรกิจ Data Center ในเครือของ Amazon.com มีแผนที่จะใช้เงินลงทุนมากถึง 1.9 แสนล้านบาท ภายในระยะเวลา 15 ปี เพื่อตั้งฐาน Data Center ในประเทศไทย เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบคลาวด์ในไทย สิ่งที่น่าสนใจไม่ใช่แค่เม็ดเงินมูลค่ามหาศาล แต่ยังคาดหวังกันว่าประเทศไทยจะก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางด้าน Data Center ของภูมิภาคแทนสิงคโปร์

ต้องบอกก่อนว่าในเวลานี้ สิงคโปร์เป็นศูนย์กลางด้าน Data Center ในภูมิภาค แต่เนื่องจากสิงคโปร์มีข้อจำกัดในการขยายธุรกิจ เพราะการตั้ง Data Center ในระดับที่จะเป็นศูนย์กลางของภูมิภาค จำเป็นต้องใช้พื้นที่และใช้พลังงานสูง สิงคโปร์เป็นเกาะเล็ก ๆ จึงมีข้อจำกัดมาก อีกทั้ง Data Center ยังจำเป็นต้องใช้พลังงานไฟฟ้าสูงราว 10 เปอร์เซ็นต์ของการใช้ไฟฟ้าทั้งประเทศสิงคโปร์ ทำให้บริษัทต่าง ๆ ต้องมองหาประเทศอื่น ๆ เพื่อขยายฐานธุรกิจ ซึ่งอาจจะเป็นอินเดีย อินโดนีเซีย หรือไทยด้วย ข่าวที่ AWS จะเข้ามาลงทุนในไทย จึงทำให้บ้านเรามีโอกาสที่จะได้ยกระดับตัวเองให้กลายเป็นศูนย์กลางด้านดิจิทัลของภูมิภาคนี้แทนที่สิงคโปร์

Data Center คืออะไร

ทุกวันนี้โลกของเรามีข้อมูลต่าง ๆ ปริมาณมากมายมหาศาลและมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ อย่างไม่หยุดหย่อน หรือที่เราเรียกกันว่า Big Data โดยตั้งแต่ที่เรามีคอมพิวเตอร์ มีอินเทอร์เน็ต และมีเทคโนโลยีหน่วยความจำต่าง ๆ ใช้ ข้อมูลส่วนหนึ่งก็แปรเปลี่ยนจากตัวหนังสือในเล่มกระดาษมาเป็นข้อมูลดิจิทัล ที่สามารถเรียกดูจากที่ไหนก็ได้เพียงแค่ระบบเชื่อมโยงกัน รวมถึงข้อมูลเหล่านั้นจะไม่มีวันสูญหายไปตามกาลเวลา ตราบใดที่แหล่งเก็บข้อมูลเหล่านี้ยังคงทำงานอยู่ คำถามคือ แล้วเวลานี้ข้อมูลดิจิทัลมากมายมหาศาลนี้ถูกเก็บอยู่ที่ไหน และถ้าขนาดข้อมูลมันเพิ่มขึ้นอย่างไม่มีสิ้นสุด เราจะต้องมีพื้นที่ใหญ่โตขนาดไหนเพื่อเก็บข้อมูลเหล่านี้

พื้นที่ที่จะเก็บข้อมูลมากมายมหาศาลเหล่านั้นก็คือ Data Center นั่นเอง เป็นบริการรับฝากฐานข้อมูลต่าง ๆ ที่มีขนาดใหญ่มากเกินกว่าที่คอมพิวเตอร์ที่เราใช้งานกันทั่วไปจะเก็บได้หมด แบบที่เราเอาไฟล์ข้อมูลไม่ว่าจะเป็นรูปภาพ เสียง วิดีโอ ไฟล์เอกสาร หรืออื่น ๆ อัปโหลดลงคลาวด์เพื่อสำรองข้อมูล ข้อมูลก็จะถูกเก็บไว้ในเครื่องเซิร์ฟเวอร์หลัก และการที่เราจะดึงข้อมูลที่ฝากไว้ออกจาก Data Center ก็จะเปรียบเสมือนการดึงข้อมูลจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง อาจเป็นการดึงข้อมูลจากคอมพิวเตอร์หรือสมาร์ตโฟนเครื่องไหนก็ตามบนโลกใบนี้ การดึงฐานข้อมูลเดียวกันก็จะอยู่ที่ Data Center เดียวกันเสมอ

ด้วยความที่ปัจจุบันนี้องค์กรต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ เอกชน หรือแม้แต่ผู้ใช้งานคนธรรมดาทั่วไป มีข้อมูลประเภทข้อมูลดิจิทัลกันเยอะขึ้น หลายคนมีเยอะจนหน่วยความจำในสมาร์ตโฟนและคอมพิวเตอร์ไม่พอเก็บ ครั้นจะเก็บสำรองในอุปกรณ์สำรองข้อมูลภายนอกมันก็มีข้อจำกัด เราต้องถืออุปกรณ์นั้นไปไหนมาไหน เสี่ยงที่จะทำสูญหาย ยังไม่นับรวมการติดมัลแวร์คอมพิวเตอร์จากการนำไปเชื่อมต่อกับอุปกรณ์เครื่องอื่นอีกมากมายนับไม่ถ้วน

ซึ่งจะดีกว่าไหม หากเราเก็บข้อมูลเหล่านี้ไว้บนออนไลน์ หรือที่เรียกว่าคลาวด์คอมพิวติ้ง เพราะเราจะได้ไม่ต้องพกพาอุปกรณ์ความจำสำรองใด ๆ ให้เกะกะอีกต่อไป และไม่ต้องเอาอุปกรณ์เราไปเสียบใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์คนอื่น ที่สำคัญ เรายังสามารถเรียกดูข้อมูลเหล่านี้ได้ทุกเมื่อที่ต้องการจะดู จะเข้าถึงข้อมูลจากที่ไหนหรือจากคอมพิวเตอร์เครื่องใดก็ได้บนโลกใบนี้ ขอแค่เรามีอินเทอร์เน็ตและจำรหัสผ่านได้ ที่สำคัญ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับอุปกรณ์ของเรา ข้อมูลทุกอย่างก็จะยังคงอยู่ เพราะมันไม่ได้ถูกเก็บไว้ในเครื่องของเรา มันถูกเก็บอยู่บนเซิร์ฟเวอร์จากที่อื่น

เมื่อเราจัดเก็บไฟล์ข้อมูลไว้บนคลาวด์ นั่นหมายถึงเรากำลังจัดเก็บไฟล์แบบออนไลน์ ใครก็ตามที่ต้องการจะสำรองหรือเก็บข้อมูลของตนเอง ก็สามารถใช้บริการจากผู้ให้บริการทั้งหลายได้ มีทั้งแบบไม่เสียค่าใช้จ่าย แต่ได้พื้นที่จำกัด (ซึ่งก็มากอยู่) หรือถ้าเป็นบริษัทหรือองค์กรใหญ่ ๆ ที่มีข้อมูลมหาศาล อาจต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเพื่อให้ได้พื้นที่สำหรับจัดเก็บข้อมูลเพิ่มขึ้น ซึ่งคลาวด์เหล่านี้จำเป็นจะต้องมีเซิร์ฟเวอร์นับหมื่นนับแสนเพื่อไว้ใช้เก็บข้อมูลของผู้ใช้บริการ จนอาจเรียกว่า “เซิร์ฟเวอร์ฟาร์ม” เพราะมันเป็นแหล่งรวมคอมพิวเตอร์ศักยภาพสูงไว้มากมายเหมือนเป็นฟาร์ม เป็นศูนย์ข้อมูลที่ใช้ร่วมกันได้ทั่วโลก

เซิร์ฟเวอร์ที่เป็นพื้นที่เก็บข้อมูลออนไลน์จะมีลักษณะเป็น Data Center ที่จะมีลักษณะเป็นอาณาเขตใหญ่ ๆ ที่เต็มไปด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ประสิทธิภาพสูง เอาไว้รองรับข้อมูลที่ผู้ใช้บริการจะอัปโหลดขึ้นมา โดยข้อมูลที่เรา ๆ อัปโหลดขึ้นคลาวด์นั้นไม่ได้มีแค่ของเราคนเดียว และผู้ใช้บริการบางรายเป็นองค์กรขนาดใหญ่ มีข้อมูลมหาศาล ดังนั้น เซิร์ฟเวอร์ฟาร์มจึงต้องเป็นแหล่งเก็บข้อมูลขนาดใหญ่เช่นกัน เมื่อใดที่มีข้อมูลมากเกินขีดจำกัด ก็ต้องขยายฟาร์มเพิ่ม

ทำให้ในปัจจุบัน ธุรกิจที่เปิดบริการให้เช่าพื้นที่เก็บข้อมูลหรือ Data Center จำเป็นต้องมีมากขึ้นเพื่อรองรับฐานข้อมูลที่มีปริมาณมหาศาลขึ้นเรื่อย ๆ กลุ่มธุรกิจที่เป็น Data Center จึงเริ่มมีการแข่งขันสูงขึ้นตาม เพื่อให้สามารถตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานสูงสุดและแตกต่างจากคู่แข่ง Data Center จึงต้องมีประสิทธิภาพและเสถียรภาพมากกว่าคู่แข่ง พร้อมใช้งานและเข้าถึงได้จากทั่วทุกมุมโลกได้อย่างรวดเร็วและตลอดเวลา

การสร้าง Data Center

อย่างที่กล่าวไปแล้วว่า Data Center จะหมายถึง พื้นที่ห้องหรือพื้นที่ที่ใช้ติดตั้งระบบประมวลผลกลาง และระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ขององค์กร มีลักษณะเป็นเซิร์ฟเวอร์ฟาร์มที่มีเซิร์ฟเวอร์นับพันนับหมื่นเครื่อง เซิร์ฟเวอร์จะทำงานโดยไม่มีหยุดพัก พื้นที่สำหรับติดตั้งเซิร์ฟเวอร์ฟาร์มจึงจำเป็นต้องมีเสถียรภาพสูง ห้องจะต้องมีความเย็นคงที่ เพราะเซิร์ฟเวอร์จำนวนมากที่ต้องเปิดใช้งานตลอดเวลาจะมีความร้อนสูง ต้องมีไฟสำรองให้พร้อมใช้งานอยู่เสมอ และที่สำคัญ คือต้องมีเจ้าหน้าที่คอยประจำการอยู่ตลอดเวลา เพื่อป้องกันไม่ให้ข้อมูลศูนย์หายและตรวจสอบระบบ

ที่เซิร์ฟเวอร์ทั้งหมดจะต้องเปิดใช้งานตลอดเวลา 24 ชั่วโมง ก็เพื่อให้แน่ใจว่าผู้ใช้บริการจะสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ตลอดเวลา สามารถใช้งานได้ตลอดเวลา ดังนั้น คอมพิวเตอร์ที่ทำงานทั้งวันทั้งคืน จำเป็นต้องใช้พลังงานจำนวนมาก คอมพิวเตอร์จะเปิดตลอดเวลาไม่ได้ถ้าไม่มีไฟฟ้า การเปิดเครื่องไว้ทั้งวันทั้งคืนอาจทำให้เครื่องเกิดความร้อน ก็ต้องมีระบบทำความเย็นเพื่อควบคุมอุณหภูมิไม่ให้เครื่องร้อน เพราะอาจเกิดเหตุการณ์เครื่องร้อนจนไปช็อต เกิดเหตุเพลิงไหม้ และในที่สุดข้อมูลก็อาจจะถูกทำลาย ตรงส่วนนี้นี่เองที่ Data Center ต้องใช้ไฟฟ้าเป็นจำนวนมาก

ที่สำคัญที่ลืมไม่ได้ก็คือ การใช้พลังงานย่อมปล่อยของเสียออกมา หรือก็คือคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นก๊าซที่เกิดขึ้นจากการใช้คอมพิวเตอร์ การใช้ไฟฟ้า การใช้ระบบทำความเย็น รวมถึงการขยายพื้นที่ฟาร์มให้มีขนาดใหญ่ขึ้น จำนวนเครื่องคอมพิวเตอร์ก็จะต้องเพิ่มขึ้น ยิ่งชาวโลกมีข้อมูลที่จะฝากไว้บนคลาวด์มากเท่าไร ก็ต้องใช้คอมพิวเตอร์หลายเครื่องมากเท่านั้น เพราะถ้าพื้นที่หนึ่งเต็ม ก็ต้องสร้างพื้นที่เก็บใหม่ เพื่อไม่ให้ข้อมูลใหม่ไปทับกับข้อมูลเก่าที่มีอยู่

ดังนั้น Data Center จึงเปรียบเสมือนสมองขององค์กรหรือหัวใจหลักของอินเทอร์เน็ต เพราะมันคือแหล่งเก็บข้อมูลทุกอย่าง การออกแบบ Data Center จึงต้องคำนึงถึงปัจจัยสำคัญต่าง ๆ คือ

  • ความเสถียรภาพ
  • ความพร้อมในการใช้งาน
  • การบำรุงรักษา และความปลอดภัย
  • ความเหมาะสมในการลงทุน ที่ต้องรองรับการขยายในอนาคต

นอกจากนี้ Data Center ที่จะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูง จำเป็นต้องมี

  • ระบบเครือข่าย เพื่อการสื่อสารระหว่าง Data Center และ Server ไม่ติดขัด สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและเสถียรมากที่สุด เครื่อง Server แต่ละเครื่องจะต้องเชื่อมต่อกับ ISP ผ่านสาย Gigabit ที่มีช่องสัญญาณมากและมีความเร็วสูงสุด ความเร็วมีผลต่อการเรียกและเข้าถึงข้อมูลของผู้ใช้บริการ
  • ระบบไฟฟ้า ต้องมีระบบสำรองไฟฟ้า เพราะอุปกรณ์ใน Data Center แทบทุกชิ้นถูกควบคุมการทำงานด้วยไฟฟ้า โดยเฉพาะเครื่อง Server ที่ต้องเปิดทำงานตลอด 24 ชั่วโมงอย่างต่อเนื่อง หากเกิดปัญหาไฟตกหรือไฟดับ จะส่งผลให้เกิดความเสียหายหรือส่งผลกระทบต่อ Server ที่กำลังเปิดทำงานอยู่
  • ระบบปรับอากาศ เพราะภายใน Data Center จะต้องเปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าอย่าง Server ให้ทำงานอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ประมวลผลตลอดเวลา เครื่องจะเกิดความร้อนสะสม อีกทั้งเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ถูกนำมาวางรวมกัน ความร้อนก็จะถูกแผ่ออกมาจากตัวเครื่อง ทำให้ภายใน Data Center มีอุณหภูมิสูง จึงต้องมีการควบคุมอุณหภูมิให้เย็นคงที่ และคอยตรวจเช็กตลอดเวลาเพื่อป้องกันความเสี่ยงที่จะทำให้ระบบการทำงานล่มหรือเหตุไฟฟ้าลัดวงจร
  • ระบบความปลอดภัย อย่าลืมว่า Data Center เป็นเหมือนกับธนาคารที่ทำหน้าที่รับฝากข้อมูล ข้อมูลบางอย่างเป็นข้อมูลสำคัญ ข้อมูลลับ จึงต้องมีการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลต่าง ๆ ด้วย หรือต่อให้ไม่ใช่ข้อมูลสำคัญ ก็ไม่ใช่ข้ออ้างที่บริษัทด้าน Data Center จะทำข้อมูลที่ลูกค้าฝากไว้หลุดออกไปสู่สาธารณะ
  • บุคลากร แม้ว่าอุปกรณ์ต่าง ๆ จะประมวลผลได้ด้วยตัวมันเอง แต่ภายใน Data Center ยังจำเป็นต้องมีบุคลากรที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในการทำหน้าที่ควมคุมและดูแลระบบต่าง ๆ ทั้งในส่วนของการออกแบบและดำเนินการให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล

Data Center เติบโตจนน่าจับตา

เพราะเราต้องการแหล่งเก็บข้อมูลที่มีมากมายมหาศาลให้เป็นระบบ จึงจำเป็นต้องมี Data Center เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของธุรกิจยุคดิจิทัล เพื่อรองรับข้อมูลต่าง ๆ บนโลกที่มีเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน การเปิดรับการลงทุนจาก Amazon Web Services (AWS) ก็จะช่วยเพิ่มศักยภาพของไทยในการยกระดับตัวเองให้เป็นศูนย์กลางด้าน Data Center ในภูมิภาคนี้ได้เช่นกัน นอกจากนี้ยังเพิ่มโอกาสที่จะมีบริษัทต่างชาติอื่น ๆ เข้ามาลงทุนในบ้านเราอีกเช่นกัน เพราะเห็นว่าโครงสร้างพื้นฐานของเราพร้อมที่จะเข้ามาลงทุน

การเข้ามาตั้งฐานธุรกิจของบริษัทระดับโลกเหล่านี้ จะเป็นตัวเร่งให้ไทยต้องพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลของประเทศให้เข้มแข็งขึ้น หากต้องการที่จะเป็นศูนย์กลางด้านดิจิทัลในภูมิภาคนี้จริง ๆ การที่จะเป็นศูนย์กลาง Data Center ประจำภูมิภาคได้นั้น โครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ต้องพร้อม พร้อมทั้งการดำเนินกิจการ และต้องไม่กระทบกับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนด้วย เช่น Data Center ที่ต้องใช้ไฟฟ้ามาก ก็จำเป็นที่จะต้องมีปริมาณไฟฟ้าเพียงพอ โดยไม่เบียดเบียนกับไฟฟ้าที่ประชาชนใช้ปกติ

ซึ่งถ้าหากเรามีความพร้อมในด้านดิจิทัลแล้ว ในอนาคตก็อาจจะช่วยดึงดูดให้บริษัทขนาดใหญ่ระดับโลกบริษัทอื่น ๆ เข้ามาลงทุนตั้งสำนักงานในประเทศไทยได้เช่นกัน นอกจากนี้ยังทำให้ไทยมีโอกาสทางธุรกิจร่วมกับบริษัทขนาดใหญ่มากขึ้น เกิดการจ้างงานในทุก ๆ ภาคส่วน ตั้งแต่การเริ่มก่อสร้างอาคารสำนักงาน การวางระบบ การบำรุงรักษา และบุคลากรที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญ เป็นต้น

ดังนั้น การจัดตั้ง Data Center ที่ Amazon Web Services (AWS) เตรียมเข้ามาลงทุนด้วยมูลค่าสูงถึง 1.9 แสนล้านบาท ถือเป็นก้าวสําคัญที่จะทำให้ไทยได้แสดงศักยภาพในการก้าวขึ้นเป็นฮับด้าน Data Center ประจำภูมิภาค มีผลต่อการสร้างเศรษฐกิจดิจิทัลที่มีมูลค่ามหาศาลในอนาคต เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ สร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจในระยะยาว และช่วยสร้างแรงงานที่มีทักษะด้านดิจิทัลขั้นสูง