กาแฟขึ้น 5 บาท สัญญาณเข้าสู่ยุคเงินเฟ้อเต็มตัว

วันหยุดที่ผ่านมา ได้ยินเสียงนักเล่าข่าวแจ้งให้ทราบผ่านทางรายการ ว่าราคากาแฟแบรนด์ที่คนวัยทำงานนิยมกัน จะปรับขึ้น 5 บาท ถ้าคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ก็ประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ ได้ยินข่าวดังกล่าวก็ให้รู้สึกว่านี่เข้าสู่ยุคเงินเฟ้อเต็มตัวแล้วสินะ เพราะปัจจุบันกาแฟและร้านกาแฟในเมืองไทยกลายเป็นของจำเป็นในการดำรงชีวิต

ด้วยโลกที่เปลี่ยนไป ผู้คนวันนี้นิยมดื่มกาแฟในสไตล์ที่แตกต่างและหลากหลาย ชนิดที่ผู้เขียนซึ่งดื่มกาแฟ ตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัยจนกระทั่งมาถึงวัยที่เริ่มมีผมหงอกแซมอยู่บนศีรษะยังตามเทรนด์ไม่ทัน และมีอันให้นั่งอมยิ้มทุกครั้งที่มีคนมานั่งเถียงกันเรื่องเอสเพรสโซให้ได้ยิน หรือข่มกันเรื่องเมล็ดกาแฟและการคั่วกาแฟ

ที่อมยิ้มเพราะรู้สึกว่าเป็นเรื่องแปลกใหม่ดี เนื่องจากตนเองเคยผ่านยุคที่เมืองไทยยังไม่ได้เป็น “นักรัก” กาแฟขนาดนี้ ร้านกาแฟไม่ได้มีกลาดเกลื่อนเหมือนในปัจจุบัน แบรนด์กาแฟดังก็ยังไม่เข้ามา มีที่ดูจะเป็นเข้าท่าหน่อย เห็นจะเป็นร้านกาแฟแบรนด์ญี่ปุ่นตามห้างสรรพสินค้า

ครั้งหนึ่ง ผู้เขียนมีโอกาสได้ไปดื่มกาแฟในร้านที่โด่งดังเรื่องเมล็ดกาแฟ จะมีพนักงานมาแนะนำเมล็ด วิธีคั่ว และวิธีดื่มว่าต้องรอแบบไหนถึงจะได้รสชาติ เวลานั้นถึงได้รู้ว่าโลกของกาแฟในเมืองไทยนั้นเปลี่ยนไปแล้ว และกลายเป็นของจำเป็นในการดำรงชีวิตของผู้คนยุคปัจจุบัน

กลับมาที่ข่าวร้านกาแฟที่ได้ชื่อว่ามีคนทำงานเป็นลูกค้าจำนวนมาก ขอปรับราคาขึ้น 5 บาท ซึ่งคำนวณแล้วประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์จากราคาเดิม นั่นเท่ากับว่าลูกค้าที่ซื้อกาแฟเป็นประจำทุกเช้าจะต้องมีค่าใช้จ่ายค่ากาแฟเพิ่มขึ้น 10 เปอร์เซ็นต์ต่อเดือน ซึ่งเป็นตัวเลขที่ตรงกับการคาดการณ์ต่อสภาวะเงินเฟ้อและ เศรษฐกิจถดถอย จะส่งผลให้ผู้คนต้องแบกรับภาระค่าครองชีพเพิ่มขึ้นอีก 10 เปอร์เซ็นต์

แน่นอนว่าค่าครองชีพแต่ละคนไม่ได้มีแค่ค่ากาแฟ แต่ยังมีรายจ่ายอีกหลายอย่างทั้งของตนเองและครอบครัว ถ้าทุกอย่างเพิ่มขึ้น 10 เปอร์เซ็นต์ ก็ควรต้องระวังตัวกันแล้วล่ะค่ะ ล่าสุดนั้นมีรายงานว่าเงินเฟ้อของไทยเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาอยู่ที่ 7.86% เพิ่มขึ้นมาจากเดือนกรกฎาคมซึ่งอยู่ที่ 7.61% อาการแบบนี้ก็น่าจะมีมาตรการจากทางธนาคารแห่งประเทศไทยออกมาในไม่ช้า

สำหรับผู้เขียนนั้น ค่ากาแฟขึ้น 5 บาทเป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้ส่งผลกระทบอะไร เพราะไม่ได้เป็นลูกค้ามานานแล้ว (ฮา) ปัจจุบันอาศัยแม่บ้านที่ออฟฟิศชงให้ และชงเองบ้างในบางครั้ง ส่วนเมล็ดกาแฟก็แล้วแต่จิตศรัทธา เพราะเป็นคนดื่มได้หมด ด้วยวิถีดังกล่าวประหยัดเงินไปได้ในหลักพัน

แต่อีกประการคือ ได้รสชาติอย่างที่เราชอบ ไม่ต้องไปนั่งบอกหน้าเคาน์เตอร์ว่า หวานน้อย หวานปกติ หรือไม่หวาน… ช่างเป็นประเทศที่มีรายละเอียดปลีกย่อยในการดื่มกาแฟเป็นอย่างมาก ส่วนคุณผู้อ่านที่จะหันมาใช้วิธีเดียวกับผู้เขียนก็ขอเชิญนะคะ เพราะนอกจากประหยัดเงิน แล้วยังประหยัดพลังงานชีวิตในช่วงเช้าได้เป็นอย่างดีด้วยค่ะ

แล้วพบกันใหม่สัปดาห์หน้า