ต้องให้เครดิต อาร์เตต้า

แม้จะพลาดท่าปราชัยให้กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไปเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา แต่อย่าลืมว่าหลังจากผ่านไป 6 นัด อาร์เซนอล ผงาดนำเป็นจ่าฝูงพรีเมียร์ลีกเหนือ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ “แชมป์เก่า” พร้อมกับฟอร์มการเล่นที่ดูแข็งแกร่งขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ

คงต้องให้เครดิต มิเกล อาร์เตต้า ผู้จัดการทีมไปเต็ม ๆ ที่กล้าผ่าตัดทีมซึ่งเคยมีดาราที่เหลือเพียงชื่ออย่าง ปิแอร์ เอเมอร์ริค โอบาเมยัง, อเล็กซานเดอร์ ลากาแซตต์, เปเป้, เฮ็คตอร์ เบเยริน โละออกไปจากทีม แล้วนำตัวใหม่ ๆ เข้ามา ซึ่งมีความกระตือรือร้นและตั้งใจมาประสบความสำเร็จกับ “ปืนใหญ่” มากกว่า แม้บางคนจะเป็นเพียงตัวสำรองมาจากทีมอื่นอย่าง กาเบรียล เชซุส, อเล็กซานเดอร์ ซินเชนโก้, มาร์ติน โอเดการ์ด หรือที่มาจากสโมสรเล็ก ๆ อย่าง แอร่อน แรมส์เดล กับ เบน ไวท์ ที่ปรับเข้ากับทีมกลายเป็นตัวจริงถาวรไปเลย ก็ด้วยสายตาอันแหลมคมของกุนซือหนุ่มผู้นี้ที่บอกเลยว่าเลือกมาได้ดี

การสร้างทีมใหม่นี้ขึ้นมาเหมือนเป็นการวางรากฐานไปในอนาคตให้กับ อาร์เซนอล ไปในตัวทีเดียว เพราะผู้เล่นแต่ละคนที่ถูกจับวางลงเป็นอายุยังไม่มากทั้งนั้น อาร์เตต้า น่าจะใช้ผู้เล่นชุดนี้ไปได้อีกหลายปี รอให้ทีมเวิร์กลงตัวมากกว่านี้อีกสักหน่อย บวกกับการเติมกำลังนักเตะสำรองให้แน่นปึ้กอีกสักนิด น่าจะทำให้แฟน ๆ นั้นได้ลุ้นความสำเร็จกันแบบยาวไป

การที่บางคนบอกว่าเขาถอดแบบความสำเร็จมาจาก “เป๊ป” อดีตเจ้านายเก่าที่ เอติฮัด สเตเดี้ยม มา ผมมองว่าเป็นคำประเมินที่ดูจะด้อยค่ากุนซือสเปนลงไปไม่น้อย อย่าลืมว่าโจทย์ต่าง ๆ ของทั้งสองสโมสรมันผิดกันไกล ทั้งเรื่องของเงินลงทุน สภาพทีม สภาพนักเตะที่มีอยู่ แถมตอน อาร์เตต้า เข้ามารับงาน อาร์เซนอล อยู่ในสภาวะทีมเละเทะเป็นอย่างยิ่ง

อาจจะได้แรงบันดาลใจบางอย่างมา แต่สไตล์การเล่นของ “ปืนใหญ่” ก็ยังคงมีเอกลักษณ์ในระบบ 4-2-3-1 มีลูกสั้นสลับยาวและการสวนกลับ ส่วน “เรือใบสีฟ้า” นั้น 4-3-3 เน้นพาสซิ่งเกมและการครองบอลเพื่อกดดันคู่ต่อสู้

หลังจากพ่าย “ปีศาจแดง” ไปแล้ว นัดต่อไปคือบทพิสูจน์ว่าพวกเขาจะกลับมาได้หรือไม่กับโปรแกรมถัดไปในการเล่นในถิ่นเจอกับ เอฟเวอร์ตัน, ไปเยือนเบรนท์ฟอร์ด และเปิดบ้านทำศึกลอนดอนดาร์บี้กับท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ 3 นัดจากนี้ถ้ายังยืนระยะยึดจ่าฝูงต่อได้ ก็น่าจะเป็นเรื่องดีในระยะยาว

โจทย์ที่ท้าทายของ อาร์เตต้า คือการต้านแรงเสียดทานของฤดูกาลอันยาวไกลให้จบภายใน 4 อันดับแรกให้ได้ เพื่อลบเลือนความผิดหวังจากซีซั่นก่อน ซึ่งบอกเลยว่ายังไม่ใช่งานง่าย โดยเฉพาะฤดูกาลนี้ซึ่งโชคไม่ดีเพราะมีตัวแข่งแย่งชิงกันหลายสโมสร ทั้งคู่ปรับตลอดกาลอย่าง สเปอร์ส ซึ่งแข็งแกร่งขึ้นมาตั้งแต่ซีซั่นที่แล้ว บวกกับการเสริมทัพของ อันโตนิโอ คอนเต้

อีกหนึ่งทีมคือ “ปีศาจแดง” แมนฯ ยูไนเต็ด ซึ่ง เอริค เทน ฮาก เริ่มเรียกความมั่นใจและความลงตัวให้ลูกทีมกลับมาได้แล้ว บวกกับ เชลซี ของโธมัส ทูเคิ่ล ซึ่งพื้นฐานดีอยู่แล้วแถมยังซื้อผู้เล่นมาเสริมหนักอีกด้วย

จะว่าไปก็คือเป็นปีที่ “บิ๊ก 6” ทุกทีมกลับมาอยู่บนเส้นทางแห่งความแข็งแกร่งกันอีกครั้ง น่าตื่นตาตื่นใจและคงต้องลุ้นกันยาว ๆ ว่าสุดท้ายแล้ว ใครจะคว้าโควตา ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกไปครอบครองบ้าง แล้วอาร์เซนอลจะทำสำเร็จเป็นหนึ่งในนั้นได้หรือไม่?

โปรดติดตามด้วยใจระทึก!