Home Work & Living Living “โรคนอนไม่หลับ” ภัยเงียบเสี่ยงหัวใจโต อันตรายถึงชีวิต

“โรคนอนไม่หลับ” ภัยเงียบเสี่ยงหัวใจโต อันตรายถึงชีวิต

อาการนอนไม่หลับ เป็นปัญหาที่หนักหน่วงกับใครหลาย ๆ คน อาการนอนไม่หลับแบบเรื้อรังหรือการหลับ ๆ ตื่น ๆ ในช่วงกลางคืน ไม่ว่าจะนอนอย่างไรก็ไม่สนิท ซึ่งอาการผิดปกติเหล่านี้เกิดขึ้น 30-50% กับประชากรของโลก และคุณอาจจะเป็นหนึ่งในนั้น โดยสมองและร่างกายของคนเราจะใช้ช่วงเวลาในขณะที่หลับอยู่เพื่อซ่อมแซมส่วนต่าง ๆ ให้ดีขึ้น แต่อาการนอนไม่หลับจะส่งผลให้ประสิทธิภาพการใช้ชีวิตประจำวันของคุณลดลงและปัญหาอื่น ๆ ที่จะตามมา

ระยะเวลาการนอนที่ดีและเหมาะสมที่สุดคือต้องนอนให้ได้วันละ 8 ชั่วโมง การนอนที่เพียงพอควรรู้สึกสดชื่นหลังจากตื่นนอน หลับสนิท ไม่หลับ ๆ ตื่น ๆ ตลอดทั้งคืน แต่กิจวัตรประจำวันของบางคนอาจทำให้ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการนอนเท่าที่ควร และคิดว่าการนอนน้อยหรือนอนดึไม่ใช่เรื่องใหญ่ โดยอาจไม่ทราบว่าการนอนน้อยหรือมากเกินไปนั้น อาจส่งผลโดยตรงกับหัวใจ ซึ่งอันตรายถึงชีวิตหากไม่รีบตรวจเช็กหัวใจและปรับพฤติกรรมการนอนโดยเร็ว

นอนไม่หลับเกิดจากสาเหตุอะไร?

เกิดได้จากหลายสาเหตุที่เราเคยชินแต่ไม่รู้ตัว เช่น ออกกำลังกายก่อนนอน การนอนก่อนเวลา นอนดึก ติดโซเชียล ความเครียด ตื่นเต้น เสียงรบกวน ระบบหายใจ เข้าห้องน้ำบ่อย การใช้สารเสพติด ดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน การนอนกลางวัน ทำงานจนไม่ดูเวลา การปวดเมื่อยกล้ามเนื้อตัวจากที่นอนที่ไม่เหมาะกับสรีระร่างกายตัวเอง

ผลกระทบจากการนอนไม่หลับ?

อาการนอนไม่หลับถือเป็นปัญหาการนอน การไม่เพียงพอ หลับ ๆ ตื่น ๆ ตลอดทั้งคืน ทำให้ตื่นนอนขึ้นมาแล้วไม่สดชื่น ร่างกายอ่อนเพลีย เวียนหัว ปวดหัว หน้ามืด ไม่มีแรง ง่วงซึม เฉื่อยชา ไม่ร่าเริง ขาดสมาธิ และหงุดหงิดง่ายตลอดทั้งวัน ซึ่งจะส่งผลกระทบการใช้ชีวิตประจำวันโดยตรงต่องานที่ทำอยู่ อัตราการขาดงานก็เพิ่มขึ้น การเกิดอุบัติเหตุในการทำงาน อุบัติเหตุบนท้องถนนที่พบในข่าวหน้าหนึ่งบ่อย ๆ ในกรณีเช่นนี้ในประเทศไทยมีมากกว่า 4,000 รายต่อปี ถือว่าเป็นตัวเลขที่สูงมาก อีกทั้งอาการนอนไม่หลับนี้ยังสร้างบรรยากาศที่ไม่ดีให้กับคนรอบข้างไปด้วย นอกจากนี้อาการนอนไม่หลับ ทำให้พ่วงปัญหาสุขภาพด้านอื่นตามมาอีกมากมาย เช่น

1. โรคมะเร็งลำไส้ โรคยอดฮิตของคนที่ใช้ชีวิตแบบสมัยใหม่ ที่นอนดึกแต่ต้องตื่นเช้าไปทำงานหรือไปเรียน ทานอาหารเช้าไม่ทัน และทานแต่อาหารไม่มีประโยชน์ ไม่เคยออกกำลังกาย จนทำให้เกิดความเสื่อมของระบบภายใน โดยเฉพาะลำไส้ จนกลายเป็นลำไส้อักเสบและลุกลามจนกลายเป็นมะเร็งลำไส้ไปในทึ่สุด ซึ่งเห็นได้ชัดว่าจุดเริ่มต้นของโรคนี้คือการนอนดึก ได้มีการศึกษาและวิจัยว่าในคน 1,240 คน มีคนที่นอนน้อยกว่า 6 ชม. ถึง 47% จะมีอาการของมะเร็งลำไส้ มากกว่าคนที่นอนหลับอย่างน้อย 7 ชม. ขึ้นไป

2. โรคหลอดเลือดหัวใจ สารโปรตีนในตัวเราจะสะสมมากขึ้นในหัวใจเมื่อเวลาเราตื่นโดยธรรมชาติ แต่ถ้าเราไม่นอน หรือนอนดึกสารโปรตีนเหล่านี้ก็จะยิ่งเข้าไปเกาะที่หลอดเลือดหัวใจ จนทำให้เกิดการอุดตัน ได้มีการวิจัยในกลุ่มคนที่ทดลองไม่ได้นอนสะสมเป็นเวลา 88 ชม. ผลออกมาว่าพวกเขา มีความดันเลือดที่สูงมากผิดปกติ และในผู้หญิงที่อายุน้อยกว่า 60 ปี มีความเสี่ยงเป็นโรคหัวใจถึง 2 เท่า

3. โรคเบาหวาน เมื่อคนเป็นเบาหวานพักผ่อนไม่เพียงพอ จะทำให้ระดับกลูโคสในเลือด เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว 23% รวมทั้งระดับอินซูลินในเลือด ก็สูงขึ้นอย่างรวดเร็วถึง 48% ในการวิจัยบางส่วนพบว่า คนที่เป็นเบาหวานอยู่แล้วจะเกิดภาวะร่างกายดื้ออินซูลินจากการนอนไม่พออีกด้วย

4. ระบบร่างกายรวน ระบบย่อยอาหารทำงานผิดปกติ ทำให้เกิดอาการท้องอืด, ท้องเฟ้อ, อาหารย่อยไม่ดี และการถ่ายอุจจาระไม่เป็นปกติ บางครั้งท้องเสียแต่บางครั้งก็อาจท้องผูกขึ้นมากะทันหัน เพราะกระเพาะอาหารเกิดการล้า จึงทำให้ย่อยอาหารได้ไม่ดีเท่าที่ควร

5. โรคนอนไม่หลับเรื้อรัง ในบางคนอาจต้องใช้เวลาเกินกว่า 30 นาที ถึงจะสามารถหลับได้ หรืออาจจะหลับ ๆ ตื่น ๆ ทั้งคืน จนทำให้ตื่นกลางดึก แล้วก็ไม่สามารถหลับอีกเลย และโรคนอนไม่หลับ ยังส่งผลต่อการเข้าห้องน้ำบ่อยทั้งคืน เพราะร่างกายต้องการดูดซับน้ำมากกว่าคนปกติ ซึ่งจะต้องมีอาการแบบนี้เกิน 1 เดือน ถึงจะเรียกว่าการนอนไม่หลับแบบเรื้อรัง

6. สมรรถภาพทางเพศเสื่อมลง เพราะการนอนไม่หลับจะทำให้ฮอร์โมน “เทสโทสเทอโรน” ต่ำลง ซึ่งทำให้ความต้องการทางเพศลดต่ำลงไปด้วย จากการตรวจของแพทย์ จะเห็นได้ว่าผู้ที่เสื่อมสรรถภาพทางเพศส่วนใหญ่ มักจะมีสาเหตุมาจากการพักผ่อนน้อย หรือนอนไม่หลับเลยทั้งคืน

7. อารมณ์แปรปรวนง่าย เมื่อนอนไม่ค่อยหลับ ตื่นเช้ามาจึงมีอาการอ่อนเพลีย ไม่กระปรี้กระเปร่า จนทำให้รู้สึกหงุดหงิด อารมณ์เสียง่ายกว่าปกติ และยังทำให้การตัดสินใจผิดพลาดไปด้วย เนื่องจากสมองที่ไม่ค่อยได้พักจึงทำงานได้ไม่เต็มที่ และเมื่อเกิดความเครียด ก็จะตามมาด้วยกลิ่นตัวตามจุดต่าง ๆ ของร่างกายที่จะแรงขึ้นอีกด้วย

นอนไม่หลับเรื้อรัง เสี่ยงหัวใจโต

นพ.อนุสิทธิ์ ทัฬหสิริเวทย์ อายุรแพทย์โรคหัวใจ โรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ กล่าวว่า National Library of Medicine ได้ระบุว่าในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา จำนวนชั่วโมงการนอนหลับโดยเฉลี่ยสั้นลง 1.5-2 ชั่วโมงต่อคนและในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาระยะเวลาการนอนหลับในวัยทำงานลดลง 37 นาที ซึ่งการนอนน้อยกว่า 6 ชั่วโมงต่อวันส่งผลเสียต่อร่างกาย สมองลดการหลั่งเมลาโทนิน กระตุ้นการทำงานของระบบประสาทอัตโนมัติมากเกินไป ทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น มีความดันโลหิตสูง และเกิดภาวะดื้อต่ออินซูลิน นำไปสู่ความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจโตในที่สุด

โดยสำหรับผู้ที่นอนมากกว่า 9 ชั่วโมงต่อวัน ส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มนอนดึก ตื่นสาย คือนอนหลังเที่ยงคืนเป็นต้นไป ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงโรคหัวใจได้ มีงานวิจัยจาก JAMA Internal Medicine ระบุว่าการนอน 9 ชั่วโมงขึ้นไปต่อคืน เพิ่มความเสี่ยงเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจได้ 38% และหากนอนไม่หลับหรือนอนหลับไม่สนิท หรือนอนหลับไม่ลึกย่อมทำให้ร่างกายไม่ได้ซ่อมแซมอย่างเต็มที่

และมีข้อมูลจาก American Heart Association ระบุว่า การนอนไม่หลับ นอนหลับไม่ลึก นอนหลับไม่สนิท กระตุ้นความดันโลหิตกับชีพจรให้ทำงานหนักขึ้น กระตุ้นไขมันและน้ำตาลให้เพิ่มขึ้น ส่งผลให้เกิดการอักเสบต่าง ๆ ในร่างกาย การทำงานของหัวใจลดลง เส้นเลือดเสื่อมเร็ว ส่งผลกับหลอดเลือดหัวใจและหลอดเลือดสมอง เกิดความดันโลหิตสูงมากกว่าคนนอนปกติถึง 2 เท่า

วิธีแก้อาการนอนไม่หลับ

การนอนให้ดีต่อหัวใจต้องสร้างสุขนิสัยการนอนที่ดี นอนวันละ 7-8 ชั่วโมง กำหนดเวลาเข้านอนให้คงที่ไม่ว่าจะเป็นวันหยุดหรือวันทำงาน ไม่ต่างกันเกินกว่า 1 ชั่วโมง เช่น ในวันทำงานเข้านอน 4 ทุ่ม ตื่นนอน 6 โมงเช้า ในวันหยุดอาจเข้านอน 5 ทุ่ม ตื่นนอน 7 โมงเช้า เป็นต้น ห้องนอนต้องมืด เงียบ และเย็น ไม่ควรมีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อย่างโทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ ออกกำลังกายเป็นประจำ แต่ต้องไม่ออกกำลังกายหนักและนานเกินไป เพราะอาจทำให้นอนไม่หลับได้ และไม่ควรออกกำลังกาย 1 ชั่วโมงก่อนเข้านอน

จัดการความเครียดและความวิตกกังวล เพราะส่งผลให้นอนไม่หลับได้ อาจทำสมาธิ ฟังเพลงเพื่อผ่อนคลาย หากมีปัญหาการนอนอย่างนอนกรน นอนหลับไม่สนิท หยุดหายใจขณะหลับ ควรรีบพบแพทย์ทันที

นอนไม่หลับเป็นเวลานาน ควรพบแพทย์

การตรวจเช็กพฤติกรรมการนอนที่มีความสัมพันธ์กับโรคหัวใจนั้น แพทย์จะทำการซักประวัติอย่างละเอียด ทั้งเวลาเข้านอน เวลาตื่นนอน กิจกรรมก่อนเข้านอน ระยะเวลาในการทำกิจกรรมก่อนเข้นอน ขณะนอนหลับมีการตื่นกลางดึก กรน หรือขยับขาหรือไม่ เมื่อตื่นนอนแล้วรู้สึกไม่สดชื่น สมองไม่ปลอดโปร่งหรือไม่ เป็นต้น จากนั้นจะส่งตรวจการนอนหลับ (Sleep Test) เพื่อประเมินคุณภาพการนอน ลักษณะคลื่นสมอง และปริมาณออกซิเจนในร่างกาย ทั้งยังสามารถนำข้อมูลคลื่นไฟฟ้าหัวใจขณะนอนหลับมาประเมินภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะขณะนอนหลับได้

ซึ่งมักสัมพันธ์กับอาการผิดปกติของหัวใจ และอาจตรวจหัวใจเพิ่มเติมตามคำแนะนำของแพทย์เฉพาะทางหัวใจ ได้แก่ ตรวจสมรรถภาพของหัวใจ (EST-Exercise Stress Test) การตรวจหัวใจด้วยเครื่องสะท้อนเสียงความถี่สูง (Echocardiogram) ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG – Eletrocardiogram) เป็นต้น ซึ่งปัญหาการนอนที่พบแพทย์จะรักษาตามอาการเป็นสำคัญ เช่น นอนน้อยต้องสร้างสุขนิสัยการนอนใหม่ นอนมากไป นอนไมหลับ หรือนอนกรนต้องตรวจเช็กการนอนเพิ่มเติมแล้วรักษาตามสาเหตุ รวมถึงการทำแบบคัดกรองตามที่แพทย์แนะนำ 

นอกจากนี้ การนอนน้อยเกินไป ยังส่งผลต่อการรับประทานอาหาร เพราะผู้ที่นอนน้อยมักเลือกอาหารให้พลังงานสูงและขาดความสมดุล ทำให้เกิดโรคอ้วน โรคเบาหวานตามมาได้ มีข้อมูลงานวิจัยจาก PLOS ระบุว่าผู้ที่นอนน้อยกว่า 7 ชั่วโมงต่อวันมีแนวโน้มน้ำหนักเกินมากกว่าผู้ที่นอนหลับ 7-8 ชั่วโมงต่อวัน

ขอบคุณข้อมูลจาก : โรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ