ถ้าเอ่ยชื่อ “ครูคีทติ้ง” คนที่อายุ 40+ ขึ้นไปน่าจะพอนึกออกว่าประโยคต่อจากนี้ผู้เขียนกำลังจะโยงไปยังภาพยนตร์เรื่องอะไร… ใช่ค่ะ Dead Poet Society ภาพยนตร์ที่อยู่ในความทรงจำของใครหลายคน กับบางประโยคจากบทกวี Oh Captain My Captain ของวอลต์ วิตแมน
ที่นึกถึงภาพยนตร์เรื่องนี้และเอามาคุยกับคุณผู้อ่าน เกิดจากที่ผู้เขียนเองได้ฟังเรื่องเล่ารำลึกความหลังจากรุ่นพี่ที่เคารพแล้วให้คิดถึงฉากหนึ่งในภาพยนตร์เรื่องนี้เมื่อ ครูคีทติ้ง นำเอานักเรียนของเขาเดินลงสู่สนามฟุตบอลพร้อมกับพูดว่า “พวกที่ลุ่มหลงในกีฬาแต่ละประเภทต่างก็ยกให้กีฬาที่ตนเองชื่นชอบนั้นดีกว่ากีฬาประเภทอื่น ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว กีฬาคือสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นเพื่อให้ตนเองได้พิสูจน์การก้าวข้ามขีดจำกัดและได้เห็นศักยภาพที่พวกเขาเองนึกไม่ถึง”…จากนั้นครูคีทติ้งให้เด็กหนุ่มแต่ละคนเตะลูกฟุตบอล แล้วตะโกนบทกวีที่ทุกคนถืออยู่ในมือ
เป็นการผสมผสานอย่างลงตัวนะคะ สำหรับการใช้ร่างกายและความรู้สึกในสนามกีฬา ความรู้สึกที่ว่าไม่ใช่แค่เรื่องของการแข่งขัน แต่หมายถึงความสนุกที่ได้เข้าร่วม สัมพันธภาพที่เกิดขึ้นในฐานะเพื่อนร่วมทีม ความทรงจำทั้งดีและร้ายในระหว่างที่ลงสนาม ทั้งหมดนี้รวมอยู่ในการเล่นกีฬา รุ่นพี่ที่ทำให้ผู้เขียนนึกถึงฉากนี้จาก Dead Poet Society เล่าถึงการรวมทีมฟุตบอลของเขาในวัยมัธยมปลาย ที่ต้องบอกว่าเป็นการรวมทีมแบบ Crazy Gang เพราะแต่ละคนที่ถูกคัดเข้ามาร่วมทีมนั้น ไม่ใช่พวกที่ “เล่นฟุตบอล” แต่เป็นพวก “อยากเล่นฟุตบอล”
การรวมทีมแบบนี้ถ้าเป็นภาษากีฬาก็ต้องบอกว่าเป็นรวมแบบ Underdog คือไม่มีอะไรจะเสียแล้ว แต่พวกไม่มีอะไรจะเสียนี่แหละที่มักจะสู้กันสุดตัว และถึงแม้ว่าจะไม่ประสบผลสำเร็จในปีแรกเพราะเรียกว่าต่างคนต่างมา แถมมีคนที่เล่นเป็นอยู่ไม่กี่คน หากการได้รวมกันครั้งแรกทำให้พวกเขาได้พบกับสิ่งที่เรียกว่า “มิตรภาพและการก้าวข้ามขีดจำกัดของตนเอง” จนทำให้ทีมนี้ได้แก้ตัวอีกครั้งในการแข่งขันปีที่สอง
Crazy Gang ที่รำลึกจากภาพความหลังของรุ่นพี่ท่านนั้นทำให้ผู้เขียนนึกถึงภาพคนที่อาจแค่เดินผ่านพยักหน้าให้กันเฉย ๆ ในโรงเรียนกลายมาเป็นเพื่อนร่วมทีมฟุตบอล กลุ่มเด็กเกเรที่ชอบแอบสูบบุหรี่ในห้องน้ำ กลับเข้ามาร่วมทีมกับเพื่อนที่เป็นนักกีฬา หรือแม้แต่คนที่เป็นตัวตั้งตัวตีที่ปกติแล้วไม่ได้สนใจใครนักนอกเหนือจากกีฬาฟุตบอลที่ตนเองชื่นชอบ เมื่อถึงวันหนึ่งต้องกลายเป็นคนที่รวมเอาทุกความแตกต่างมาไว้ในทีมเขาก็กลายเป็นผู้นำขึ้นมาได้ (โดยที่ไม่รู้ตัว)
ความผูกพันจากการแข่งขันในปีแรก ทำให้พวกเขาลงสนามอีกครั้งในปีต่อมาและทีมที่ถูกติดป้ายว่าเป็น Underdog ก็ต้องทำให้ทุกคนแปลกใจ เมื่อความตั้งใจทำให้ทั้งทีมก้าวข้ามขีดจำกัดของตนเองไปจนถึงรอบรองชนะเลิศ แม้ว่าจะสิ้นสุดเส้นทางแค่นั้น แต่ภาพการแข่งขันยังคงอยู่ในความทรงจำของทุกคนในทีม และน่าจะเป็นภาพที่ยากจะลืมเลือนสำหรับทีมฟุตบอลของ “เด็กตึกแดง”
นี่เป็นหนึ่งในหลายสิบหลายร้อยเรื่องของคนที่ชื่นชอบกีฬาค่ะ เชื่อว่าคุณผู้อ่านหลายท่านก็ต้องมีของตนเองเช่นกัน แต่สำหรับผู้เขียนแล้ว การลุ่มหลงกีฬาไม่ใช่แค่เล่นให้สนุกอย่างเดียว แต่กลับกลายเป็นสะพานต่อยอดให้เราหันไปสนใจกีฬาประเภทอื่น และโดยไม่รู้ตัวเรื่องราวที่ลุ่มหลงเหล่านั้นได้กลายมาเป็นอาชีพ กลายเป็นความรู้ที่สามารถนำมาพัฒนาตนเองทั้งในการทำงานและการใช้ชีวิต
ในช่วงที่ผู้เขียนเริ่มต้นอาชีพในฐานสื่อนั้น ได้มีโอกาสสัมผัสกับกองบรรณาธิการหลายกอง แต่สำหรับกองข่าวกีฬาแล้ว คำสอนของบรรณาธิการอาวุโสท่านหนึ่งได้กล่าวกับผู้เขียนว่า “กีฬาคือเรื่องของความจริง เราไม่สามารถแต่งเติมเนื้อหาหรือความคิดเห็นเข้าไปได้ เพราะมันคือสถิติที่เกิดขึ้นจริง เหนืออื่นใด นักกีฬาไม่ว่าจะประเภทไหน ต่างก็ต้องทำสิ่งเดียวกันนั่นคือการฝึกซ้อม พรสวรรค์นั้นเป็นแค่องค์ประกอบเท่านั้น”
ลองลุ่มหลงกีฬากันดูสักประเภทนะคะ กีฬาที่คุณได้ลงสนามแล้วไม่ต้องฝืนความรู้สึกตัวเอง ไม่ต้องทำเพราะคนรอบข้างหรือคนที่อยู่ข้างตัวชอบ แต่เป็นกีฬาที่คุณชอบจริง ๆ กีฬาที่ทำให้คุณอยากก้าวข้ามขีดจำกัดของตนเองและเมื่อถึงจุดนั้นได้ คุณจะรู้คำตอบจากคำถามในวันนี้ว่า “ทำไมเราควรจะลุ่มหลงกีฬาสักประเภท”
แล้วพบกันใหม่สัปดาห์หน้าค่ะ